suwara
สุวรา สุเมธาราวดี

เรื่อง....เดิม เดิม.... รพ.พุทไธสง บุรีรัมย์



              เลข “ 12 ” สีเขียวขนาดใหญ่ ที่ติดไว้บนประตูกระจกฝ้า ทั้งสี ขนาด และตำแหน่ง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ยังคงเป็นเหมือที่เคยเป็นมาแต่ไหนแต่ไร ทุกรายละเอียดของตัวเลขและประตูบานนี้  เอ็มจำได้ดี แม้กระทั่งมุมล่างของเลข 2 ที่มีรอยหักพับเล็กๆ รอยหักยังมีอยู่ ไม่มากหรือน้อยไปกว่าเดิม สำหรับวันนี้สิ่งที่ต่างออกไปบ้าง  คงเป็นป้ายพลาสติกผูกเชือกสีขาวที่แขวนไว้กับตะขอเกี่ยวสีเขียวอ่อน ด้านล่างของ เลข 12 สีเขียวขนาดใหญ่นั้น มันถูกพลิกจากอีกด้านมา ทำให้ข้อความ“ไม่ว่าง” ตัวหนังสือสีดำบนพื้นสีขาวมองเห็นได้อย่างชัดเจน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เอ็มยังคงนั่งมองเลข 12 ให้เวลาไปเรื่อยๆ ผู้คนเดินผ่านไปมาบ้างก็เดินคนเดียว บ้างก็เดินเป็นกลุ่ม บ้างก็คุยกันเสียงดัง บ้างก็หิ้วข้าวของพะลุงพะลัง บ้างก็เดินด้วยความรีบเร่ง  บางคนที่รู้จักเอ็มหรือแม่ก็แวะเข้ามาทักทายถามข่าวคราว ไม่นานก็เดินจากไป ถัดจากเก้าอี้ตัวที่แม่นั่ง มีเด็กสาวสวมเสื้อยืดกับกางเกงยีนขาสั่น นั่งก้มหน้าก้มตาไม่พูดจาอะไร ผมยาวที่ถูกรวบไว้แค่หลวมๆรุ่ยลงมาปรกหน้า แม้จะทำให้เอ็มเห็นหน้าเธอไม่ชัด แต่เอ็มก็รู้ได้ว่าเธอกำลังร้องไห้ เพราะหยดน้ำใสๆที่หยดลงบนตักตั้งแต่เธอนั่งลงที่เก้าอี้ตัวนั้น ข้างเธอมีหญิงสูงอายุคอยปลอบใจเด็กสาวว่าไม่เป็นไรด้วยเสียงเบาๆ เอ็มชินชาเสียแล้วกับพฤติกรรมแปลกของผู้คนที่นั่งอยู่หน้าห้องหมายเลข 12 เพราะห้องนี้คือห้องให้คำปรึกษา คนที่มีปัญหาเท่านั้นถึงจะได้ใช้บริการในห้องนี้ สำหรับเอ็ม ปัญหาอยู่ที่แม่ แม่ไม่ชอบที่เอ็มสูบบุหรี่ แต่ทำไมแม่ไม่มาเอง แม่ไม่ชอบก็ต้องแก้ที่แม่ ไม่ใช่ที่เอ็ม เอ็มเชื่ออย่างนั้น แต่ที่มาตามนัดทุกครั้งก็เพราะคิดว่าดีกว่าฟังแม่บ่นไปทั้งวัน

เอ็ม เด็กชายวัย 13 ปี  ลูกชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งหน้าตา ฐานะของทางบ้านทำให้เอ็มเป็นที่ยอมรับของวัยรุ่นในหมู่บ้าน ในกลุ่มหรือที่เรียกว่าแก๊งอย่างที่วัยรุ่นเขาเรียกกัน เอ็มเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดแต่กลับเป็นคนที่มีอิทธิพลกับกลุ่มมากที่สุด ไม่ว่าจะเสนออะไรก็จะได้รับการยอมรับเสมอ เอ็มได้เข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่มหลังเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ การได้ชื่อว่าเรียนชั้นมัธยม ในหมู่วัยรุ่นเชื่อกันว่าตนได้เข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว สำหรับวัยรุ่นต้องคบกับวัยรุ่นด้วยกันเท่านั้น ต้องมีโทรศัพท์มือ ต้องมีรถจักรยานยนต์ ต้องรวมกลุ่มกับเพื่อนทุกเย็นในที่ประจำของกลุ่ม สำหรับกลุ่มของเอ็มมักรวมตัวกันที่ศาลาของหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ตรงข้ามร้านขายของชำร้านใหญ่ของหมู่บ้าน เป็นทำเลที่ดี ไม่มีว่าจะต้องการอะไรเวลาไหน ก็สามารถไปซื้อได้ทันที  โดยเฉพาะกับเอ็ม อยากได้อะไรในฐานะลูกผู้ใหญ่บ้านจะได้รับสิทธิพิเศษ  สามารถเอาของไปก่อนแล้ววันจึงนำเงินมาจ่ายได้ แม้บางครั้งเอ็มจะไปซื้อบุหรี่แม่ค้าก็ไม่กล้าทักท้วงหรือว่าอะไร จากตอนแรกที่เอ็มเพียงซื้อบุหรี่ให้เพื่อนในกลุ่ม แต่เพราะเพื่อนชักชวนแกมท้าทาย เอ็มจึงได้ทดลองสูบบุหรี่ จากที่นานๆครั้งจึงสูบ กลายเป็นสูบทุกครั้งที่เข้ากลุ่มกับเพื่อน และสูบทุกวัน วันละ 3-5 มวน แรกๆเอ็มแอบสูบที่ห้องน้ำโรงเรียน หลังๆอดใจไม่ไหวจึงสูบที่บ้าน กระทั้งแม่รู้ว่าเอ็มสูบบุหรี่เมื่อเห็นก้นกรองบุหรี่ในห้องน้ำ

หลังรับรู้พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของลูกชาย หัวอกผู้เป็นแม่กลับรู้สึกตำหนิตนเอง คงเป็นเพราะตนเองที่เลี้ยงลูกไม่ดีพอ ให้ความรักลูกไม่พอ ทั้งไม่กล้าบอกสามีว่าลูกชายสูบบุหรี่ กลัวผู้เป็นพ่อจะต่อว่าลูก ไหนจะอายเพื่อนบ้าน แม้กระทั้งจะตักเตือนลูกชายของคนเองก็ไม่กล้ากลัวลูกจะเสียใจ สุดท้ายก็ได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว  

เอ็มยังคงสูบบุหรี่แบบแอบสูบมาเรื่อยๆ ทุกครั้งที่สูบบุหรี่ในห้องน้ำ แม่จะล้างห้องน้ำเพื่อให้ไม่ให้พ่อพบกลิ่นบุหรี่ในห้องน้ำ เอ็มเห็นแม่มักเข้าไปตรวจสอบห้องน้ำทุกครั้งที่เอ็มใช้ห้องน้ำ และล้างห้องน้ำบ่อยผิดปกติ สุดท้ายกลับเป็นเอ็มที่ถามแม่ตรงๆว่า แม่รู้แล้วใช่ไหมว่าเอ็มสูบบุหรี่ แม่ตกใจ บอกขอโทษเอ็มเสียงสั่น เหมือนตัวเองเป็นคนผิด

หลังพูดคุยกันเพื่อให้เอ็มเลิกบุหรี่ เอ็มยืนยันว่าตนเองไม่ติดบุหรี่ ถ้าอยากหยุดสูบเมื่อไหร่ก็หยุดได้   ยิ่งคุยกันมากเท่าไหร่ ดูเหมือนเป็นการชวนทะเลาะกันมากขึ้นเท่านั้น แม่จึงตัดสินใจบอกพ่อเรื่องที่ลูกสูบบุหรี่ และเป็นไปตามที่แม่คิด พ่อเอะอะโวยวายเป็นเรื่องใหญ่โต สุดท้ายก็ลงมือตีเอ็ม พ่อใช้มือตบหน้าเอ็มสุดแรง ก่อนที่ทุกอย่างในบ้านจะเงียบไป

บ้านเงียบ ไม่มีเสียงคุยกันมาเป็นวันที่ 2 และเป็นวันที่ 2 ที่พ่อไม่ออกไปทำงาน โดยปกติแล้วพ่อมีงานมาก ถ้าเป็น สส. ก็คงเป็นช่วงหาเสียง แต่สำหรับพ่อคงหาเสียงตลอดทั้งปี พ่อออกจากบ้านแต่เช้า ไปประชุมบ้าง ไปหาคนนั้นคนนี้ ไปช่วยใครต่อใคร ชาวบ้านรู้กันดีว่าปัญหาไหนแก้ไม่ได้ให้บอกผู้ใหญ่ คงเพราะพ่อดีกับใครๆอย่างนี้จึงได้เป็นผู้ใหญ่บ้านมาตลอด สุดท้ายก็เป็นแม่ที่แพ้ในเกมแข่งกันเงียบ แม่เอ่ยปากถามพ่อในบ่ายวันหนึ่งว่าจะทำอย่างไรต่อไป พ่อกับแม่คุยกันยาว เท่าที่เอ็มจับใจความได้คือ พ่อไม่กล้าไปสู้หน้าใครต่อใครกลัวเขาว่าตัวเองเป็นพ่อยังอบรมลูกตัวเองไม่ได้ แล้วจะดูแลลูกบ้านได้อย่างไร อีกทั้งเป็นคณะกรรมการต่อต้าน  ยาเสพติด ถ้าไปร่วมประชุมคงโดนใครใครเยาะเย้ย จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พ่อต้องตัดสินใจที่ต้องทำให้เอ็ม  เลิกบุหรี่ให้ได้

พ่อและแม่เริ่มต้นโครงการหยุดบุหรี่ในบ้าน พ่อติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณบ้าน ห้ามคนที่สูบบุหรี่เข้ามาในบริเวณบ้าน ห้ามเอ็มพกและสูบบุหรี่  ส่วนแม่เป็นผู้คอยตรวจเช็คกลิ่นบุหรี่ตามเสื้อผ้าของเอ็ม พ่อกับแม่มั่นใจว่าเอ็มจะหยุดสูบบุหรี่ได้ แต่ในทางตรงกันข้ามเอ็มกลับรู้สึกอับอายต่อการกระทำของพ่อแม่ ทั้งสายตาของเพื่อนบ้านที่มองว่าเอ็มเป็นเด็กเกเร ทั้งกลุ่มเพื่อนที่ล้อเลียนว่าเป็นลูกแหง่ ยิ่งกลุ้มเอ็มยิ่งอยากสูบบุหรี่ทุกครั้งที่สูบบุหรี่จะรู้สึกผ่อนคลายลง เมื่อแม่รู้ว่าเอ็มสูบบุหรี่ก็ยิ่งบ่นมากขึ้น เมื่อแม่บ่นมากขึ้น เอ็มก็ยิ่งสูบบุหรี่มากขึ้น

เมื่อโครงการหยุดบุหรี่ในบ้านของพ่อกับแม่ล้มเหลว พ่อกลับโทษเพื่อนๆของเอ็มที่ทำให้เอ็มติดบุหรี่และสูบบุหรี่มากขึ้นแทนที่จะเลิก ดังนั้นพ่อจึงสั่งห้ามเอ็มไม่ไห้คบกับเพื่อนกลุ่มเดิม ผลที่เกิดขึ้นคือเอ็มทำไม่ได้ ในช่วงปิดภาคเรียน พ่อจึงส่งเอ็มไปอยู่กับย่าที่ต่างจังหวัด ตัดการติดต่อกับเพื่อนกลุ่มเดิม แต่เอ็มก็ได้พบเพื่อนใหม่ซึ่งแนะนำให้เอ็มรู้จักการดมกาว พ่อแปลกใจที่เอ็มไม่เดือดร้อนกับการที่พ่อให้ไปอยู่ต่างจังหวัด แต่เมื่อทราบความจริงจากเอ็ม ว่าไม่ให้คบเพื่อนเก่าก็หาเพื่อนใหม่ คราวนี้พ่อยอมรับกับแม่ว่าจนปัญญาแก้ไขปัญหาลูกติดบุหรี่จริงๆ

หนึ่งเดือนเต็มที่พ่อกับแม่ปล่อยเรื่องสูบบุหรี่ของเอ็มไปอย่างเลยตามเลย พ่อออกไปทำงานตามปกติ  แม่อยู่บ้านทำงานบ้านอย่างเคย จะผิดแต่ในครอบครัวเหมือนจะไม่มีเรื่องให้คุยกัน เช้าวันหนึ่ง ป้าเล็ก อสม.  ในหมู่บ้านออกมาตรวจสุขภาพคนในชุมชน ป้าเล็กตรวจวัดความดันโลหิตให้แม่และบอกว่าความดันโลหิตสูงเล็กน้อย แม่พูดแกมบ่นแกมปรึกษา ที่ตนเองความดันโลหิตสูงเท่าที่ป้าเล็กแจ้งนี้ยังน้อยไป ทั้งที่ตนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน ป้าเล็กไม่ดูดายกับการบ่นของแม่รีบถามไถ่ถึงสาเหตุ จึงได้ความว่าปัญหามาจากเอ็มผู้เป็นลูกชายคนเล็กที่สูบบุหรี่ ป้าเล็ก เข้าใจและเห็นใจ เพราะเห็นเอ็มมาตั้งแต่เกิด ในบรรดาพี่น้องเอ็มห่างจากพี่ๆหลายปี ขณะที่พี่ๆแต่งงานมีครอบครัวหมดแล้ว เอ็มพึงจะเรียนจบชั้นประถม พ่อแม่เลี้ยงดูและใกล้ชิดกับเอ็มมากเหมือนเป็นลูกคนเดียว อีกทั้งตั้งแต่เด็กเอ็มเป็นเด็กดีมาตลอด ทั้งการเรียนและกริยามารยาท เป็นที่รักที่เอ็น  ดูของทุกคนในหมู่บ้าน เมื่อรู้ข่าวว่าเอ็มสูบบุหรี่และคบเพื่อนเกเร ป้าเล็กเองก็รู้สึกตกใจ เมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ป้าเล็กจึงแนะนำให้แม่พาเอ็มไปปรึกษาที่เจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาล

คืนวันนั้นเอ็มได้ยินพ่อกับแม่คุยกันทั้งคืน แม้เสียงจะเบาจนจับใจความไม่ได้แต่เอ็มก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องที่คุยกัน ต้องเป็นเรื่องของเอ็มและเป็นเรื่องอะไรไม่ได้นอกจากวิธีที่ทำให้เอ็มเลิกบุหรี่ เอ็มนอนฟังจนหลับไป กระทั้งตอนเช้าแม่ไม่ได้เร่งให้เอ็มอาบน้ำแต่งตัวรีบไปโรงเรียนเหมือนทุกวัน พ่อก็รดน้ำต้นสายกว่าที่เคย เมื่อพ่อเห็นเอ็มก็เอ่ยปากบอกวันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียนพ่อจะพาไปโรงพยาบาล เหมือนกับที่เอ็มคิด ที่พ่อกับแม่คุยกันเมื่อคืนเป็นเรื่องของเอ็มและเป็นการหาทางให้เอ็มเลิกบุหรี่จริงๆ

ครอบครัวของเอ็มใช้เวลาเดินทางมาโรงพยาบาลด้วยรถยนต์คันเก่งของครอบครัวราว 20 นาที  ตลอดเส้นทาง แม่เอาแต่พร่ำสอนให้เอ็มบอกข้อมูลหมอตรงๆ ห้ามโกหก ห้ามเถียงหมอ ให้เชื่อฟังหมอ  ข้อความสั้นๆแต่แม่สามารถพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดการเดินทาง เอ็มไม่ตอบว่าอะไรได้แต่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา  ตามองออกนอกหน้าต่างรถดูผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

เมื่อมาถึงประตูทางเข้าโรงพยาบาล ไม่รู้ทำไมเห็นป้ายชื่อโรงพยาบาลแล้วใจเอ็มถึงเต้นโครมคราม  ยิ่งรถวิ่งเข้ามาในเขตโรงพยาบาลแล้วยิ่งรู้สึกว่าสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เอ็ม เมื่อรถจอดที่ลานจอดรถสำหรับผู้รับบริการ เอ็มลงจากรถเป็นคนสุดท้าย แม้กระนั้นก็เหลือบไปเห็นป้ายห้ามสูบบุหรี่ขนาดใหญ่ปิดไว้ที่ต้นไม้ข้างลานจอดรถ แม้ป้ายจะติดอยู่ไกลแต่เอ็มก็รู้สึกเหมือนคนติดจงใจจะติดให้เอ็มเห็นเพียงคนเดียว  เอ็มเดินตามหลังพ่อขึ้นไปบนอาคารผู้ป่วยนอก ทั้งที่เคยมาโรงพยาบาลแห่งนี้หลายครั้ง แต่ครั้งนี้เหมือนป้ายห้ามสูบบุหรี่จะมีมากเกินไป โปสเตอร์รณรงค์  บอร์ดความรู้ แผ่นพับที่แจกฟรี มีแต่เรื่องบุหรี่ทั้งนั้น มิหนำซ้ำทุกคนเหมือนจะมามองมาที่เอ็ม เอ็มก้มหน้าก้มตาเดินตามพ่อต่อไป พ่อยื่นทำบัตรให้เอ็ม เจ้าหน้าที่ถามพ่อว่าวันนี้มาทำอะไรเอ็มรู้สึกว่าพ่อตอบเสียงดังจนเหมือนตะโกนว่าพาลูกมาเลิกบุหรี่ เอ็มแทบจะเอามือปิดหน้าเพราะอายคน แต่คนอื่นๆก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ คงเป็นเอ็มเพียงคนเดียวที่รู้สึกว่าพ่อพูดเสียงดัง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่แนะนำให้เอ็มไปที่ห้องให้คำปรึกษา นั้นก็คือห้องหมายเลข 12

ครั้งแรกที่เอ็มได้ทำความรู้จักกับเลข 12 สีเขียวขนาดใหญ่ที่ติดไว้บนประตูกระจกฝ้า เอ็มรู้สึกอาย  ไม่กล้ามอง แค่ดูให้รู้ว่าใช่ห้องนี้แน่แล้วเอ็มก็ก้มหน้ามองเท้าตนเอง ไม่รู้ว่านานเท่าใด พยาบาลเปิดประตูห้องและเรียกเอ็มเข้าไป เอ็มรู้สึกหวั่นใจจึงหันไปมองแม่ แม่เองก็คงเข้าใจในความหมายจึงลุกขึ้นและเดินตามเข้าไป ทิ้งให้พ่อนั่งรออยู่ด้านนอก

ในห้องหมายเลข 12 เป็นห้องเล็กๆมีโต๊ะสี่เหลี่ยมอยู่กลางห้อง ด้านหลังพยาบาลมีชั้นวางเอกสารที่ถูกจัดไว้เป็นหมวดหมู่ หนึ่งในนั้นมีแฟ้มขนาดใหญ่เขียนที่สันแฟ้มว่า ทะเบียนผู้เข้ารับบริการคลินิกเลิกบุหรี่  เอ็มเข้าใจแน่นอนว่าต่อไปต้องมีชื่อเอ็มเข้าไปอยู่ในแฟ้มนั้นเป็นแน่ พยาบาลนั่งลงที่เก้าอี้ด้านในแล้วเชื้อเชิญให้เอ็มและแม่นั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พยาบาลแนะนำตัวดูขอมูลจากเอกสารใบเล็กๆที่แม่ถือมา  ก่อนเงยหน้าชวนเอ็มและแม่พูดคุยอย่างเป็นกันเอง พยาบาลถามเกี่ยวกับเอ็ม ทั้งเพื่อน ครอบครัว โรงเรียนและการสูบบุหรี่ เอ็มรู้สึกเป็นกันเองและผ่อนคลายมากขึ้น ก่อนลาจากกันในวันนั้นเอ็มได้เสปร์ยหญ้าดอกขาวที่ชวยในการเลิกบุหรี่มา 2 กล่อง หลังจากที่พูดคุยกับเอ็มและแม่แล้ว พยาบาลขอคุยกับพ่อและแม่ ต่ออีก 15 นาที เมื่อจบการสนทนา เอ็มได้บัตรนัดครั้งต่อไป แล้วเดินทางกลับบ้าน

ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน บรรยากาศในรถดูจะผ่อนคลายมากขึ้น พ่อถามถึงเหตุการที่พยาบาลพูดคุยกับเอ็มและแม่ แม่เป็นคนเล่าให้พ่อฟังอย่างละเอียด ทั้งใส่ความรู้สึกและความคิดเห็นลงไปด้วยนานๆครั้งจะหันมาอบรมเอ็มให้จดจำสิ่งที่พยาบาลแนะนำ สำหรับเอ็มเองก็รู้สึกโล่งใจมากขึ้น การมาเลิกบุหรี่ที่โรงพยาบาลไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไปไว้แต่แรก

ครั้งที่สองที่เอ็มกับแม่มาพบเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา ทั้งเอ็มและแม่รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ครั้งนี้เอ็มต้องนั่งรอที่หน้าห้องนานกว่า 1 ชั่วโมงเนื่องจากที่คนก่อนหน้าที่ดูจะมีปัญหามากเพราะเค้าร้องให้สะอึกสะอื้นตลอดเวลาที่รอเข้ารับบริการ วันนี้เอ็มกล้ามองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมามากกว่าครั้งก่อน เอ็มมีเวลาที่สำรวจสิ่งแวดล้อมๆ จนเอ็มสามารถจดจำได้ ครั้งนี้เอ็มได้พบกับพยาบาลคนเดิม เอ็มรู้สึกสนิทสนมกล้าเล่าเรื่องบางเรื่องให้พังทั้งเรื่องดื่มสุรา และเรื่องที่เคยลองดมกาว พยาบาลชื่นชนที่เอ็มสามารถลดจำนวนบุหรี่ที่สูบลงได้ ก่อนจากกันเอ็มได้ใบนัด เหมือนเคย

ก่อนนัดพบเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาที่โรงพยาบาล ครั้งที่ สาม เพื่อนๆกลุ่มที่เอ็มสนิทด้วยมาหาเอ็มที่บ้าน เนื่องจากเอ็มไม่ได้ไปพบเพื่อนๆหลายวัน เพื่อน สองคนในกลุ่มลงความเห็นว่าเอ็มยังเป็นเด็ก คงต้องเล่นกับเด็กด้วยกัน และที่สำคัญคงกลัวพ่อแม่อยู่ เอ็มรู้สึกโกรธมากที่ได้ยินเพื่อนพูดแบบนั้น ทั้งที่พยายามโต้แยงกลับถูกล้อมากขึ้น สุดท้ายจึงได้แต่หนีเข้าบ้านไปเฉยๆ การพบกันครั้งที่สาม เอ็มมีท่าทีอึดอักจนพยาบาลให้คำปรึกษาสังเกตได้ เอ็มบอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือทีจริงคือไม่สะดวกใจที่จะบอกมากกว่า หลังพบกับเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเอ็มปลีกตัวจากทุกคน ทั้งครอบครัว เพื่อนบ้านและเพื่อนๆ  เอ็มสูบบุหรี่และสูบมากขึ้นทุกวัน  แม่สังเกตได้ว่าเอ็มเครียดแต่ไม่รู้ว่าจากอะไร แม่จึงไปปรึกษากับพยาบาลให้คำปรึกษาที่โรงพยาบาล แม้จะไม่ได้คำตอบที่แก้ปัญหา แต่ก็ทำให้แม่รู้สึกดีขึ้น

ครั้งที่สี่ในการพบเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเอ็มมาเพียงคนเดียว ท่าทางเบื่อเซ็ง ถามคำตอบคำ แม้จะนั่งรอรับบริการนานก็ไม่บ่นไม่ถามเหมือนเคย เอ็มยังสูบบุหรี่วันละ 3-4 มวน และยืนยันกับพยาบาลให้คำปรึกษาว่าตนไม่ติดแล้วและถ้าวันไหนไม่สูบก็สามารถอย่าได้ ครั้งนี้เอ็มไม่ได้รับยาหรือเสปรย์ช่วยเลิกบุหรี่เนื่องเอ็มไม่ต้องการที่จะใช้ เอ็มตอบคำถามน้อยและคำตอบส่วนใหญ่คือ “เหมือนเดิมครับ ” ทำให้การสนทนาในครั้งนี้ใช้เวลาไม่นาน

ในการพบกันครั้งหลังๆเอ็มยังคงมาตามนัดและให้ข้อมูลเดิม คือสูบวันละ 3-4 มวน และตอบคำถามด้วยคำว่า เหมือนเดิมครับ  ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 แล้วที่เอ็มมาที่ห้องหมายเลข 12 วันนี้พยาบาลให้คำปรึกษาไม่พูดถึงเรื่องบุหรี่เลย การสทนาทำให้เอ็มผ่อนคลายมากหลังจากที่ ใช้ชีวิตแบบตึงๆมา 2 สัปดาห์ วันนี้เอ็มยังไม่ได้ตอบคำถามด้วยคำว่าเหมือนเดิมครับ เอ็มแค่นึกสงสัยในตัวเอง ทันที่เหมือนรู้ใจพยาบาลให้คำปรึกษาถามเอ็มว่า  7 ครั้งที่เราพบกันมีอะไรบ้างที่ไม่เหมือนเดิม เอ็มรู้สึกแปล๊บที่หัวใจ ไม่ว่าพยาบาลจะตั้งใจหรือไม่ แต่มันทำให้เอ็มรู้สึกว่าถูกรู้ทัน หรืออีกอย่างเหมือนถูกด่าอย่างแรง เอ็มเงียบก่อนพูดสั้นว่า “ เพราะผม ” เอ็มพูดคุยกับพยาบาลให้คำปรึกษา อีกสองสามนาทีก่อนขอหยุดการสนทนา พยาบาลเองก็เข้าใจว่าเอ็มมีเรื่องที่ต้องทบทวนเกี่ยวกับตนเอง จึงบอกกับเอ็มให้โทรศัพท์ปรึกษาได้ถ้าเอ็มต้องการ

หลังออกจากโรงพยาบาลเอ็มไม่กลับไปที่โรงเรียน เอ็มแวะที่ศาลาเล็กๆข้างทางระหว่างทางกลับบ้าน เวลาช่วงสายแบบนี้ไม่มีคนสัญจรไปมามากเหมือนตานเช้า นานๆครั้งจะมีรถบรรทุกแล่นผ่าน เอ็มนอนลงที่ม้านั่งไม้ของศาลา ลมช่วงสายแม้จะไม่เย็นสบายแต่อาศัยความเย็นจากน้ำและต้นข้าวอ่อนในนา ก็ทำให้เอ็มสบายตัวและสบายใจ เอ็มนอนคิดไม่รู้ว่านานเท่าใด จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาพยาบาลให้คำปรึกษา เอ็มไม่ได้แนะนำตัวหรือรอให้ปลายสายแนะนำตัวว่าเป็นใคร เอ็มบอกว่า 7 ครั้งที่ผ่านมามีเหมือนเดิมทุกอย่าง เก้าอีกหน้าห้อง ป้ายหน้าห้อง เจ้าหน้าที่คนเดิม ของทุกอย่างในห้องเหมือนเดิม ไม่มีอะไรไหมเพิ่ม ไม่มีอะไรเกิน ไม่มีอะไรขาด ทั้งพ่อและแม่ก็ยังต้องการให้เอ็มเลิกบุหรี่ เอ็มเงียบสักครู่ก่อนพูดต่อว่าผมเอง ก็ยังสูบบุหรี่ พยาบบาลให้คำปรึกษาคนเดิมไม่ได้พูดอะไร แต่บอกกับเอ็มว่าอยากให้เอ็มช่วยจัดห้องใหม่

หลังจากคุยกันทางโทรศัพท์เอ็มและครอบครัวไม่มาที่ห้องหมายเลข 12อีกเลย  เวลาผ่านไป 1 เดือนเต็ม เอ็มมาเฝ้าตาที่ป่วยที่โรงพยาบาล ตอนเช้าเอ็มนั่งที่หน้าห้องหมายเลข 12 ตั้งแต่เช้า แต่วันนี้เอ็มไม่มีนัดและไม่ได้ถือบัตรคิว เหมือนที่เคยทำ ทันทีที่พยาบาลให้คำปรึกษาเปิดประตูห้องหมายเลข 12 เอ็มรีบลุกขึ้นเสนอตัวว่ามาช่วยจัดห้องใหม่ พยาบาลตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่าจัดเรียบร้อยแล้ว เอ็มเดินตามเข้าไปในห้อง มองซ้ายมองขวาและพูดเบาๆว่าเหมือนเดิม พยาบาลเก็บของในตู้ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวประจำ เอ็มนั่งลงที่เก้ากี้ใกล้ตัว รอให้พยาบาลพูดอะไรสักอย่าง พยาบาลยิ้มก่อนแสดงความยินดีที่เอ็มเลิกบุหรี่ได้ พยาบาลพูดต่อว่าได้ข่าวเอ็มจาก  อสม. และเล่ารายละเอียดให้ฟัง  หลังจากคุยกัน ไม่นานเอ็มก็เข้าใจที่ห้องนี้ไม่เหมือนเดิมคือเอ็มไม่สูบบุหรี่แล้ว เอ็มเข้าใจถ้าเอ็มยังทำตัวเหมือนเดิมเรื่องต่างๆก็จะยังเหมือนเดิม เอ็มจะไม่มีความสุขทั้งกับครอบครัว  และกับเพื่อน

ทุกวันนี้เอ็มคบเพื่อนกลุ่มเดิมได้แม้ไม่สูบบุหรี่ เอ็มมีเพื่อนใหม่มากขึ้นเพราะไม่ถูกมองว่าเป็นเด็กเกเร ครอบครัวของเอ็มได้ลูกที่ดีกลับคืนมา ทั้งหมดก็เพราะเอ็มทิ้งเรื่องเดิมๆ ที่เคยยึดติด

นางสุพฤติยา  เริงจรัล  พยาบาลวิชาชีพ  รพ.พุทไธสง  จ.บุรีรัมย์     
หมายเลขบันทึก: 520959เขียนเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2013 15:14 น. ()แก้ไขเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2013 15:14 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี