การพัฒนาทักษะเรื่องการ supervision และการ coaching. วันที่ 28 กุมภาพันธ์- 1 มีนาคม 2556. วิทยากร อ.ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์


หน้าที่ของผู้บริหารเชิงพัฒนาคือต้องนิเทศชึ่งหมายถึงการช่วยเหลือแนะนำปรับปรุงบริการ ร่วมมือและประสานงานให้บุคคลทำงานได้ดีขึ้นและจะต้องดึงเอาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานให้สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ หาทางเลือกของตนเองเพื่อนำมาปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายได้

วันที่ 1 ของการเรียนรู้

หน้าที่ของโค้ชคือการทำให้โค้ชชี่เปลี่ยนแปลงตัวเอง

โค้ชต้องไม่ comment โค้ชชี่ ต้องการให้เปลี่ยนความคิดก็เปลี่ยนคำถามใหม่

วิธีโค้ชที่ดีจะต้องใช้คำถามที่เป็นเชิงบวกไม่ตำหนิแต่ให้กำลังใจ คอยชี้แนะ ชี้ประเด็น ทำให้โค้ชชี่เห็นถึงผลกระทบด้วยตนเองและเห็นว่าโค้ชชี่มีความสามารถ มีศักยภาพและเต็มใจที่จะทำงาน/แก้ปัญหา

ทัศนคติเชิงลบเป็นมาตรฐานทางความคิดของคน ๆ หนึ่ง ต้องทำให้เขาคิดอย่างมีทางเลือกมีความคิดหลาย ๆทาง

นิเทศแล้วต้องโค้ชชิ่ง

การใช้คำถาม ถาม/พูดด้วยสีหน้าท่าทางแห่งความเป็นมิตร เน้นที่ตังโค้ชชี่ให้มากที่สุด ดึงกลับมาที่ตัวเองให้เห็นความสำคัญต้องการทำงาน

การฟังต้องฟังอย่างตั้งใจ ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ต้องังความคิดของเขา

หลักการเป็นโค้ชที่ดี เทคนิคในการโค้ชชิ่ง กระบวนการโค้ชชิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ การจูงใจให้ผู้อื่นยินดีเปลี่ยนแปลงตัวเอง การเลือกรูปแบบและ style ที่เหมาะสมของตัวเอง สนุกกับการเป็นโค้ชให้ทีมงาน

แค่เปลี่ยนความคิดชีวิตก็เปลี่ยน


เรียนรู้แล้วจะทำอย่างไรต่อไป

วันที่ 2  ของการเรียนรู้

ผู้จัดการกับโค้ชแตกต่างกันอย่างไร

ผู้จัดการ สั่งให้ทำ มุ่งที่ผลลัพธ์ บริหารจัดการ และเป็นการปฏิบัติงานตามตำแหน่งการบังคับบัญชา แต่โค้ช ใช้วิธีการถามให้คิดวิธีการเองมุ่งที่การเปลี่ยนแปลงและจูงใจโดยการกระตุ้นให้ปฏิบัติ ที่สำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ร่วมกันซึ่งน่าจะเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับความเป็นยอดโค้ชจะทำอย่างไรให้โค้ชชี่เห็นถึงประโยชน์ในการทำงาน

โค้ชจะต้องดึงศักยภาพของผู้อื่นออกมา พาจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งตามที่ต้องการ ให้โค้ชชี่ได้เลือกวิธีการของตัวเอง ใช้คำถามเป็นหลักเลี่ยงการแนะนำโดยตรงให้ความสำคัญของวิธีการแก้ปัญหามากกว่าตัวปัญหา ทำให้โคชชี่เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเอง มองง่ายๆ โค้ชคอยเป็นกระจกเงาสะท้อนความคิดโค้ชชี่

วิธีการสร้างให้โค้ชชี่มีแนวคิดของตัวเอง

ใช้คำถามปลายเปิดอย่างสร้างสรรค์ เล่าประสบการณ์ของโค้ชให้เป็นทางเลือก พูดคุยเล่าเรื่องดี ๆ จากการอ่านหนังสือหรือบทความประสบการณ์ที่เคยพบเห็น และเปิดโอกาสให้โค้ชชี่ได้แสดงความคิดเห็นกับโค้ช จากนั้นโค้ชจะต้องใช้คำพูดที่จูงใจให้โค้ชชี่ได้ยืนยันแนวคิดของตัวเอง

การเลือกใช้รูปแบบใสการโค้ชชิ่ง

  • คุณเลือกไปโค้ชชิ่งใคร
  • หัวข้อใดที่จะใช้โค้ชชิ่ง
  • ใช้รูปแบบใด
  • สาเหตุที่ใช้รูปแบบนี้เพราะเหตุใด

กระบวนการโค้ชชิ่งอย่างมีรูปแบบ

- เกรินนำ

- เน้นย้ำหัวข้อโค้ชชิ่ง

- วิ่งตามเนื้อหา

- พาสู่ผลลัพธ์

- กลับสู่บรรยากาศที่ผ่อนคลาย

การเกริ่นนำเป็นการพูดคุยเรื่องทั่วๆไปเพื่อลดความตึงเครียด สร้างบรรยากาศแห่งความเป็นมิตร บอกจุดประสงค์ของการโค้ชชิ่ง ชี้แจงแนวทางของการเป็นโค้ชและทำให้โค้ชชี่รู้สึกผ่อนคลาย

การแลกเปลี่ยนหัวข้อที่ใช้ในการโค้ชชิ่งโดยการสอบถามแนวความคิดที่เกี่ยวกับหัวข้อ ใช้คำถามที่ทำให้โค้ชชี่มองเห็นตัวเองแลกเปลี่ยหัวข้อตามแนวคิดของโค้ช. เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของโค้ช ถามความพร้อมของโค้ชชี่เพื่อเข้าสู่เนื้อหา

ตามเนื้อหาที่กำหนดไว้ จัดเนื้อหาให้เหมาะสมกับโค้ชชี่ เตรียมชุดคำถามสร้างแนวความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มา ใช้คำถามที่กระตุ้นให้โค้ชชี่แลกเปลี่ยนและรับฟังคำพูดของโค้ชชี่อย่างตั้งใจบันทึกสิ่งที่โค้ชชี่ได้เรียนรู้และจะนำไปปฏิบัติสุดท้ายต้องไม่ลืมสร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วมในเป้าหมายของโค้ชชี่

สรุปผลลัพธ์ที่จะนำไปปฏิบัติ สรุปสิ่งที่ได้พูดคุยกันไป ทบทวนเรื่องที่โค้ชชี่จะนำไปปฏิบัติ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายและเข้าสู่ภาวะปกติ เน้นย้ำเรื่องธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง นัดหมายการติดตามผลลัพธ์

เทคนิคการให้คำปรึกษาเชิงโค้ชชิ่ง

  • ใช้คำถามปลายเปิดให้โค้ชชี่แสดงความคิดเห็น
  • รับฟังอย่างตั้งใจ
  • หลีกเลี่ยงการแนะนำโดยตรง
  • ให้อิสระกับความคิดของโค้ชชี่
  • จูงใจให้โค้ชชี่เห็นถึงวิธีการเพื่อสู่เป้าหมาย
  • สร้าความรู้สึกที่ดีระหว่างโค้ชชิ่ง
  • ควบคุมอารมณ์ให้ได้เป็นปกติ

คุณสมบัติของโค้ชมืออาชีพ

  • ต้องมีทัศนคติเชิงบวกกับโค้ชชี่
  • เชื่อมั่นในกระบวนการโค้ชชิ่ง
  • มีภาวะผู้นำที่ดี
  • มีคุณธรรมและจริยธรรมในอาชีพ
  • มีความฉลาดทางอารมณ์
  • พัฒนาตัวเองตลอดเวลา

ทัศนคติดี มีขั้นตอนกระบวนการ เชี่ยวชาญในการจูงใจ ซื่อสัตย์ต่อโค้ชชี่ ฉลาดและอารมณ์ดี มีพัฒนาการตลอดเวลา

เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการโค้ชงาน
อึดอัด ตื่นเต้น เน้นคุยทั่วไปนาน พูดเนื้อหามาก หยุดกลางคัน ไม่กล้าลงมือ กังวลในผลลัพธ์
สิ่งที่ควรเกิดขึ้นจากการโค้ชงาน
  • โค้ชมีความสุข
  • โค้ชชี่เปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง
  • รู้สึกอยากทำงานและทำได้ดีขึ้น
  • ถ่ายทอดวิธีการสู่ผู้อื่นได้ต่อไป
สรุปบทบาทของโค้ช
เป็นกระจกเงาให้โค้ชชี่ ชี้ทางโดยคำถาม ตามกระตุ้นให้ใช้ศักยภาพของตน สนใจในเป้าหมาย สร้างบรรยากาศสบาย ๆ ในการทำงาน

คำสำคัญ (Tags): #coaching#supervision
หมายเลขบันทึก: 520938เขียนเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2013 11:28 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 มีนาคม 2013 14:15 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี