เงาะป่า
เรื่องย่อบทละครเรื่องเงาะป่า
ซมพลาเป็นเงาะหนุ่มได้รักนางลำหับ ซึ่งซมพลามีบุญคุณกับลำหับในการช่วยชีวิตตอนที่ไปเที่ยวป่าและโดนงูรัดเลย เกิดรักกัน ตามความเชื่อที่ว่าชายใดแตะเนื้อต้องตัว หญิงถือว่าเป็นสามีของหญิงนั้น แต่ฮเนามาสู่ขอนางลำหับกับตองยิบและนางฮอย ซึ่งเป็นบิดามารดาของลำหับ ทั้งสองตกลงใจให้นางลำหับแต่งงานกับฮเนา ซึ่งมีความเหมาะสมในฐานะ และได้จัดพิธีแต่งงานให้ พวกเงาะมาช่วยงานกันทั้งหมู่บ้าน เมื่อนางลำหับกับฮเนาแต่งงานกัน จะต้องไปเดินป่าตามประเพณี 7 วัน ซมพลาได้ทำอุบายไปลักพาตัวนางลำหับหนีมาอยู่กับตนที่ในถ้ำ ฮเนานึกว่าซมพลาบังคับเอาตัวนางลำหับไปจึงออกติดตามจนพบ ซมพลากับฮเนาได้ต่อสู้กัน รำแก้วซึ่งเป็นพี่ชายของฮเนาได้ใช้ลูกดอกอาบยาพิษเป่าไปถูกซมพลาได้รับบาด เจ็บ นางลำหับไม่เห็นซมพลากลับมา จึงออกไปตามพบซมพลาถูกลูกดอกอาบยาพิษถึงแก่ความตายไปต่อหน้าต่อหน้า ก็เสียใจ นางลำหับรักซมพลามากจึงได้ใช้มีดฆ่าตัวเองตายตามซมพลา ส่วนฮเนาเมื่อได้รู้ว่านางลำหับกับซมพลารักกันและได้เห็นความรักอันเด็ด เดี่ยวของซมพลากับลำหับ และคิดว่าตนเป็นต้นเหตุให้ทั้งสองตาย จึงฆ่าตัวตายตามไปด้วย
องก์ที่ 1 พบนาง
ชมเพลาเงาะหนุ่มผู้มีความสามารถ กล้าหาญทั้งการต่อสู้กับเสือ และเป่าลูกดอก ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวได้อย่างแม่นยำ ทำให้คนังกับไม้ไผ่ชื่นชมชมเพลาเป็นพิเศษ ชมเพลาได้สอนวิชาต่าง ๆ สำหรับผู้ที่จะเจริญเติบโตเป็นเงาะหนุ่มให้กับทั้งสอง เพราะต้องการให้ไม้ไผ่เป็นสื่อให้กับตน ซึ่งมีความรักอย่างจริงใจให้กับลำหับพี่สาวของไม้ไผ่ เมื่อไม้ไผ่ยินดีทำตามความประสงค์ ชมเพลาจึงคลายความวิตกกังวล เนื่องจากฮเนาเงาะหนุ่มในหมู่บ้านเดียวกันได้หลงรักลำหับและได้ให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอนางเรียบร้อยแล้ว
ไม้ไผ่ได้ออกอุบายให้ชมเพลาได้พบกับลำหับ โดยชวนลำหับไปเที่ยวชมและเก็บดอกไม้ในป่า ซึ่งมีคนังเป็นผู้พาชมเพลาไปคอยดักพบนาง ขณะที่ลำหับกำลังเพลิดเพลินกับการเก็บดอกไม้อยู่นั้น ก็ถูกงูกวัดแขนจนทำให้ตกใจสลบไป ชมเพลาเข้าไปช่วยเหลือ จนลำหับฟื้นขึ้น ชมเพลาจึงสารภาพรัก ซึ่งลำหับก็รับรักชมเพลา เพราะลำหับเป็นหญิงสาวที่รักษาประเพณีอย่างเคร่งครัด ถือว่าชายใดที่ถูกเนื้อต้องตัวแล้วนับว่าเหมือนสามี ทั้งสองจึงผูกสมัครรักใคร่กัน ชมเพลาได้มอบพวงนาคพตสำหรับป้องกันงู และขอกำไลมะกล่ำของลำหับไป
วิเคราะห์จากองก์ที่1 ตอนที่1
1. อุตสาหะภาวะทำให้เกิดวีระรส(รสจากความกล้าหาญ)และรติภาวะ (ภาวะแห่งความยินดี)) เช่นบทกลอนที่ว่า
เมื่อนั้นชมเพลา กล้าแกล้วอาจหาญ
ยินดีปรีดาเหลือประมาณ ตริการที่จะไปใกล้อรุณ
บทกลอนบทนี้ได้กล่าวถึงชมเพลาผู้มีความกล้าหาญสมชายชาตรี มีความสุขใจอย่างมากเฝ้ารอเวลาให้ถึงเวลาเช้าอย่างใจจดใจจ่อ
2.วิสมายะภาวะ(ภาวะความอัศจรรย์ใจ)ทำให้เกิดอัทภุตะรส(รสจากความตื่นเต้น)เช่นบทกลอนที่ว่า
ปิดประตูขัดกลอนนอนในทับ ไม่หลับจิตใจให้ว้าวุ่น
แสงประยงลงตามใบไม้พรุน ขยับหมุนฉวยบอเลาจะเข้าดง
ออกนอกทับกลับเห็นยังราตรี ป่วนฤดีดาลจิตพิศวง
รอคอยรุ่งแจ้งแสงสุริยง ปักษาส่งเสียงร้องก้องวนา
บทกลอนนี้แสดงถึงความว้าวุ่นใจของชมเพลา เกิดอาการตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ รอเวลาที่อยากจะพบกับลำหับ
3.รติภาวะ ทำให้เกิดศฤงคาระรส(รสจากความรัก)เช่นบทกลอนที่ว่า
เมื่อนั้น ชมเพลายิ่งคิดพิสมัย
จึงเล้าโลมถามทรามวัย เป็นใดจึงสิ้นสมประดี
บัดนี้มีอาการเป็นไฉน ฤาค่อยคลายใจมารศรี
แม้นเจ้ามอดม้วยชีวี อันตัวพี่นี้จะต้องตายตาม
บทกลอนนี้กล่าวถึงชมเพลาที่แสดงความรักความห่วงใยแก่ลำหับ ถามถึงอาการว่าเป็นเช่นไร รู้สึกดีหรือยัง และยังแสดงให้ลำหับได้เห็นว่าตนนั้นรักลำหับเพียงใด หากลำหับตายตัวเองคงจะต้องตายตาม
เมื่อนั้น ชมเพลาเห็นสมปรารถนา
จึงเปลื้องพวงนาคพตที่ผูกมา ให้กัลยาสวมไว้ได้กันงู
แล้วปลอบเปลื้องมะกล่ำกำไล ที่นางสวมใส่ข้อมืออยู่
ขอไปชมพลางต่างโฉมตรู พิศดูต่างเจ้าเฝ้าปรีดา
บทกลอนนี้แสดงความรักให้กับลำหับโดยการมอบพวงนาคพตซึ่งเป็นของมีค่าสำหรับตนให้แก่ลำหับ และขอมะกล่ำกำไลที่เป็นเครื่องประดับของนางลำหับไว้ดูต่างหน้ายามที่คิดถึง
อลิซในแดนมหัศจรรย์ ALICE IN WONDERLAND
เด็กหญิงอลิซรู้สึกเบื่อหน่ายกับการนั่งเล่นริมน้ำกับพี่สาวเธอเฝ้าดูพี่สาวอ่านหนังสือที่เต็มไปด้วยตัวอักษร ด้วยคำถามในใจว่า อ่านหนังสือที่ไม่มีรูปภาพจะสนุกได้อย่างไร และเธอก็เผลอหลับโดยฝันเห็นกระต่ายขาวสวมเสื้อกั๊ก มีนาฬิกาพกวิ่งผ่านเธอ เธอจึงวิ่งตามและลงไปในโพรงกระต่าย ที่นี้เธอพบกับสิ่งมหัศจรรย์มากมาย อาทิ น้ำวิเศษที่ดื่มแล้วตัวสูงหรือเตี้ยได้ เค้กวิเศษกินแล้วร่างกายใหญ่โตหรือหดเล็ก แม้กระทั่งเธอเอง ร่างกายการหดเล็กจนแทบจมแอ่งน้ำตาของตนเอง หรือเห็ดพิเศษที่ทำให้คอยืดยาว
อลิซได้พบการแข่งขันวิ่งวุ่นของฝูงนำที่มีนกโดโด้เป็นผู้จัดการแข่งขัน ได้พบหนอนยักษ์สีน้ำเงินที่ชอบสูบควันและอาศัยบนดอกเห็ด ซึ่งมีท่าทีเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ ได้เจอองครักษ์กบองค์รักษ์ปลา และแมวเซสเซียร์ที่ยิ้มได้ หรือการร่วมดื่มน้ำชาวิกลจริตกับสามสหายได้แก่ เจ้าหนูดอร์เมาส์ กระต่ายมีนา และช่างทำหมวก หรือการได้เห็นสนามโครเกต์ของพระราชาและพระราชินีโพแดง ซึ่งเต็มไปไปด้วยทหารไพ่ ทีต้องพยายามเอาใจพระราชินีเพื่อใม่ป้องกันถูกสั่งตัดหัว สนามโครเกต์ของพระราชินีมีเม่นเป็นลูกบอล มีนกฟลามิงโก้เป็นไม้ตี เธอได้เจอเจ้ากริฟฟอนสัตว์เลี้ยงของพระราชินี ได้รับฟังโรงเรียนของเต่า จากเต่าประหลาดซึ่งมีลักษณะพิเศษกว่าโรงเรียนที่อลิสเคยเจอได้เห็นการเต้นระบำกุ้งล็อบเตอร์ และการที่อลิสได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีใครขโมยทาร์ตไป ในที่สุดอลิซก็ตื่นจากฝัน และบอกเล่าความฝันที่แสนมหัศจรรย์ให้พี่สาวฟัง ต่อมา อลิซในแดนมหัศจรรย์ ได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีและนำออกฉายในปี 2553 ซึ่งเป็นเรื่องราวของอลิส คิงเลอร์ สาวน้อยวัย 19 ที่กำลังคิดถึงอนาคตของเธอ การเป็นคนคิดต่างคนอื่นทำให้เธอโดดเดี่ยวเมื่อตกอยู่ภายใต้สายตาของเหล่าหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ที่มีจิตใจคับแคบแห่งกรุงลอนดอนในยุควิคตอเรีย อลิซ คิงส์ลีย์ รู้สึกสับสนวิธีการที่จะสร้างสมดุลระหว่างความฝันของเธอกับความคาดหวังของคนรอบข้างหลังจากการสูญเสียบิดาผู้เป็นที่รัก เธอไปร่วมงานปาร์ตี้ในสวน กับแม่และพี่สาวโดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามันถูกวางแผนให้เป็นปาร์ตี้งานหมั้นของเธอ และในขณะที่ ฮามิชแอสคอตผู้เย่อหยิ่งกำลังขอเธอแต่งงาน อลิซได้เหลือบไปเห็นกระต่ายสีขาวใส่เสื้อโค๊ตตัวสั้นกับนาฬิกาพกวิ่งข้ามสนามไป เธอจึงวิ่งตามเจ้าขนปุยตัวขาวลงไปในโพรงกระต่ายสู่ดินแดน อันเดอร์แลนด์ ที่เธอเคยมาเยือนเมื่อครั้งยังเด็ก แต่ความทรงจำเกี่ยวกับดินแดนและผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ของเธอได้เลือนหายไปนานแล้วอย่างไรก็ตามเธอได้กลับมาพบกับเพื่อนวัยเด็กของเธอ ไม่ว่าจะเป็นกระต่ายขาวไวท์แรบบิทซึ่งทำหน้าที่ตามหาและนำพาอลิซมายังอันเอดร์แลนด์ แฝดยักษ์อ้วนจอมป่วน ทวีเดิลดี กับ ทวีเดิลดัม เดอร์เม้าส์ หนูตัวจิ๋ว การที่อลิซจำอันเดอร์แลนด์ไม่ได้ ทำให้ทั้งหมดคิดว่า เธอไม่ใช่อลิซตัวจริง จึงพาเธอไปหาหนอนผีเสื้อแอ๊บโซเลม
แอ๊บโซเลม เป็นหนอนผีเสื้อสีน้ำเงินอาศัยบนเดอกเห็ดในป่าเห็ดที่ปกคลุมด้วยหมอกควันเป็นผู้รอบรู้และผู้พิทักษ์ "ออราคูลัม" เอกสารเก่าแก่ที่บันทึกทุกเหตุการณ์สำคัญทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในประวัติศาสตร์ของอันเดอร์แลนด์ กระต่ายขาวและทวีเดิลทั้งสองได้พาอลิซมาพบกับแอ๊บโซเลมเพื่อที่จะให้ดูว่าเป็นอลิซตัวจริงเสียงจริงที่เคยมาเยือนดินแดนแห่งนี้เมื่อครั้งยังเด็กแอ๊บโซเลมบอกว่า อลิซถูกชะตากำหนดให้มาช่วยอันเดอร์แลนด์ แต่อลิซก็ปฏิเสธ
ขณะนั้นเองทหารของราชินีแดงก็ปรากฏตัวขึ้น จับกระต่ายขาวและแฝดยักษ์ ในขณะที่อลิซและเดอร์เม้าส์สามารถหนีไปได้ ระหว่างทางอลิซได้พบกับเวสเชียร์ แมววิเศษที่พาเธอไปพบกับแมดแฮทเทอร์ ช่างทำหมวกผู้ภักดีกับราชินีขาวและกระต่ายมีนา ซึ่งทั้งสองหลุดรอดจากการจับกุมของราชินีแดง
แมดแฮทเทอร์เชื่อว่า อลิสคือตัวจริงที่เคยมาเยือนวันเดอร์แลนด์ในวัยเด็ก จึงเล่าว่า ราชินีแดงได้แย่งชิงบังลังค์จากราชินีขาว และปกครองทุกคนด้วยความกลัว ดังนั้นจะต้องกอบกู้บัลลังค์และช่วยวันเดอร์แลนด์ให้เป็นอิสระ โดยอลิซจะเป็นอัศวินในวันศึกมหัศจรรย์ อลิซไม่เชื่อว่า จะเป็นตนเอง แมดแฮทเทอร์จึงถามว่า ความเป็นอลิสในวัยเด็กหายไปไหน ขณะนั้นราชินีแดงทราบข่าวว่า อลิสมาถึงอันเดอร์แลนด์จึงส่งทหารมาจับ แต่แมดแฮทเทอร์ก็ช่วยเหลือพาอลิสหนี จนกระทั่งตนเองถูกจับ อลิซจึงตัดสินใจช่วยเหลือแมดแฮทเทอร์ โดยการปลอมตัวเข้าไปอยู่ในวังราชินีแดงในนามอัม ราชินีแดงที่อลิสพบคือ คนที่มีหัวที่โตผิดขนาดและอารมณ์อันฉุนเฉียว ชอบสั่งให้ตัวหัวคนเป็นว่าเล่น ทำให้เหยื่อของเธอต่างหวั่นกลัวเธอเป็นอย่างมาก ราชินีแดงเป็นพี่สาวของราชินีขาว...ต่อมาเมื่อเจอแมดแฮทเทอร์จึงวางแผนค้นหาดาบศักดิ์สิทธิ์ของราชินีขาวเพื่อปราบสัตว์ร้ายที่ราชินีแดงใช้ข่มขู่คนให้หวาดกลัว
ต่อมาอลิสค้นหาดาบเจอพร้อมกับราชินีแดงทราบว่า เธอคืออลิส จึงสั่งทหารจับตัวแต่แมดแฮทเทอร์ก็ขัดขวาง บอกให้เธอรีบหนีไปหาราชินีขาวราชินีแดงโกรธมากสั่งประหารชีวิตแมดแฮทเทอร์ โชคดีที่แมววิเศษเซสเชียร์มาช่วยไว้ แมดแฮทเทอร์ จึงประกาศเชิญชวนให้ทุกคนต่อต้านราชินีแดง ปรากฏว่า มีคนออกมาร่วมต่อต้านราชินีแดงโกรธมาก จึงสั่งทหารจับและประกาศสงครามกับราชินีขาว
เมื่ออลิสพบราชินีขาวผู้อ่อนหวาน เธอมอบดาบให้ราชินีขาว
แต่ราชินีขาวกลับให้ดาบนั้นแก่เธอพร้อมทั้งบอกว่าเธอจะเป็นผู้ใช้มันปราบเจ้ากริฟฟอนสัตว์ร้ายของราชินีแดงในวันศึกมหัศจรรย์ แต่อลิสก็ปฏิเสธเพราะเธอคิดว่า คนปราบสัตว์ร้ายไม่ใช่เธอ
เมื่อกองทัพราชินีแดงมาประชันถึงเมืองทุกคนรอคำตอบจากอลิส เธอได้ปรึกษากับแอบโซเล็ม
และแอ๊บโซเลมได้ท้าทายอลิซให้เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเอง
และเพื่อตอบคำถามว่า "เธอคือใคร?"
ในที่สุดอลิสก็ตัดสินใจสู้กับสัตว์ร้ายและสามารถเอาชนะได้ที่สุด ราชินีขาวขึ้นปกครองอันเดอร์แลนด์ ราชินีแดงพร้อมทหารคู่ใจถูกเนรเทศ อลิสจึงกลับจากอันเดอร์แลนด์โดยสัญญากับเพื่อนๆ
ว่าจะไม่ลืมอันเดอร์แลนด์ ราชินีขาวจึงส่งอลิสกลับสู่ข้างบนในโลกความจริง
เมื่ออลิสออกจากโพรงไม้ สู่โลกความจริง ซึ่งฮามิช แอสคอต
กำลังรอคำตอบการตกลงแต่งงานจากเธออยู่อลิสตอบปฏิเสธการแต่งงานและบอกกลับแม่และพี่สาวว่า เธอจะยังไม่แต่งงาน แต่จะหางานทำ เพื่อดูแลตนเอง พ่อของฮามิช แอสคอต จึงบอกว่า
เมื่อเธอไม่อยากเป็นลูกสะใภ้ก็สามารถมาทำงานด้วย
อลิสดีใจมากตอบตกลงทำงานพร้อมทั้งเสนอแผนการค้ากับต่างประเทศและตัดสินใจเดินทางไปค้าขายต่างประเทศ
ภาพยนตร์เรื่องอลิสในดินแดนมหัศจรรย์ มิใช่เพียงความตื่นตาในจินตนาการเท่านั้น หากแต่เป็นความฝันและความกล้าของเด็กสาวคนหนึ่งในการตัดสินใจและเผชิญปัญหา การที่ อลิซลังเลที่จะตัดสินใจในการแต่งงาน ทั้งที่เธอไม่อยากแต่ง แต่ก็หาทางออกไม่ได้เพราะสภาพสังคมที่เชื่อว่า ชายเป็นผู้มีอำนาจ หากได้แต่งงานกับชายที่ดีมีความพร้อมก็เสมือนกับมีฉัตรแก้วเจ็ดชั้นกั้นภัย หากไม่ได้แต่งงานก็จะขึ้นคานให้คนดูแคลน ต่อมาเมื่อเธอกลับเข้ามาอยู่ในอันเดอร์แลนด์จึงเข้าใจว่า ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง เพื่อเชื่อมั่นในพลังอำนาจแห่งตน
อนึ่งหนังเรื่องนี้ ยังบอกว่า
คนเราย่อมมีคุณสมบัติความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่ในตัว
และทุกคนล้วนมีความฝัน
หากแต่จะจัดการกับความฝันและความจริงอย่างไร
การที่อลิสลงไปในโพรงในหลุมเพื่อสู่อันเดอร์แลนด์ เปรียบได้ดั่งการที่อลิสเกิดการสำรวจจิตไร้สำนึก
หรือเบื้องลึกของจิตใจที่ไม่สามารถรับรู้ได้ในยามปกติ
การที่เธอหลบหนีจากโลกของจิตสำนึกหรือโลกความจริง
เพื่อเข้ามาพักชั่วคราวในโลกแห่งความฝันความหวังเพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดเพื่อแก้ปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ โดยเธอต้องตอบคำถามว่า
"เธอคืออลิซคนนั้นหรือเปล่า" หรือ
"เธอคือคนเดียวกับหนูน้อยอลิซที่เคยมาเยือนแดนมหัศจรรย์เมื่อ 13 ปีที่แล้วรึเปล่า" อาจตีความได้ว่า ชาวอันเดอร์แลนด์กำลังตั้งคำถามให้เธอหันกลับมาพิจารณาตัวเองว่า"เธอกำลังทำในสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ หรือเปล่า"
ย้อนมองเราเองในวันนี้ วันที่เราเติบโตจากวัยเด็กที่เต็มด้วยจินตนาการ สู่โลกของผู้ใหญ่ที่เต็มด้วยภาระรับผิดชอบและความคาดหวังตามบทบาทที่ดำรงอยู่ ในโลกความจริงที่เราใช้ชีวิตประจำวัน อาจทำให้ความฝันเราหล่นหายมากน้อยต่างกันไป บางทีเราอาจต้องกลับสู่โพรงกระต่ายเพื่อสู่อันเดอร์แลนด์เพื่อหาคำตอบว่า ชีวิตคืออะไร
วิเคราะห์
จากวรรณกรรมเรื่อง อลิซในแดนมหัศจรรย์ และ เงาะป่านั้นมีความเหมือนกันตรงที่เป็นการจินตนาการของผู้เขียน ใช้คนเป็นตัวดำเนินเรื่อง แต่จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันมากในด้านการเล่าเรื่องเพราะวรรณกรรมพื้นบ้านได้นำวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อมรอบๆนั้นมาสร้างเป็นวรรณกรรมและเหมือนกันตรงที่มีความเชื่อและศรัทธาในความรัก วรรณกรรมสากลจะค่อนข้างนำเรื่องปัจจุบัน เทคโนโลยี และจินตานาการมาแต่งรวมกันให้เกิดความสนุกเพลิดเพลินต่างไปอีกแบบ
นางสาว ปรีดาภรณ์ มงคลประดิษฐ์ ม.6/5 เลขที่ 24