บันทึกนี้ มอบให้แก่ผู้อ่านทุกท่านในวันแห่ง "ความรัก" ในมุมมองของผู้ใหญ่ที่อยากให้คนรุ่นใหม่เข้าใจในวัฒนธรรมของชาติไทย อันเป็นสิ่งที่คนไทยเป็นอยู่และมอบให้แก่กัน

สำหรับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็ถือเป็นวันที่เรานำคำว่า "ความรัก" มากหยิบยื่นให้แก่กัน หากจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือ สำหรับวันนี้ เป็นวันที่เราเตือนตัวเราว่า เรามีความรักให้แก่กันหรือยัง ?   อันเป็นเจตนารมณ์ของเซนต์วาเลนไทน์ที่มองเห็นความสำคัญของ "ความรัก"  และชาวโลกก็ได้สืบทอดวัฒนธรรมของวันแห่งความรักต่อกันมา จนปัจจุบันคนไทยก็เป็นชาวโลกกลุ่มหนึ่งที่สืบทอดวัฒนธรรมนี้ด้วย  หากจะผสมผสานวัฒนธรรมของไทยที่มีอยู่เข้าไปด้วย ก็จะทำให้ "ความรัก" นั้นมีความหมายยิ่งขึ้น

สำหรับชาติไทย การดำเนินชีวิตนั้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านภาษา , การคำนวณ , งานสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ  ล้วนเกิดมาจากพระพุทธศาสนาด้วยกันทั้งนั้น   รวมถึงสอนให้มนุษย์ทั้งหลายรักกันด้วยการไม่เบียดเบียนกัน พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ปฏิเสธเกี่ยวกับความรักของมนุษย์ แต่ได้ชี้ถึงความจริงที่มนุษย์ควรแสวงหา อันสรุปได้ดังนี้

1) ความรักที่เป็นทุกข์

2) ความรักที่ไม่เป็นทุกข์

ความรักที่เป็นทุกข์  คือ ความรักที่เกิดจากความยึดเอาไว้ เป็นตัวเป็นตน ไม่ยอมปล่อย  เมื่อไม่ได้สมหวัง ก็เกิดความทุกข์ โทมนัส ตามมาเป็นอันมาก ตามแต่กำลังที่เรายึดถือเอาไว้  มนุษย์ส่วนมากมักมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นทุกข์ ต่อเมื่อมันมาถึงแล้ว จึงรู้ว่ามันทุกข์แสนสาหัส เช่น ความรักของชายหญิง หากคนใดคนหนึ่งผิดหวัง ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นทันที  ซึ่งดูเหมือนว่า ความรักนี้จะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย  แต่ถ้าชายหญิงที่เข้าใจถึงความรักที่กล่าวมานี้ เขาก็จะไม่ยึดถือ ยึดมั่น  เมื่อผิดหวังก็จะไม่เสียใจมาก  ไม่เกิดการฆ่ากัน ไม่เกิดการล้างแค้นกัน อย่างที่มีข่าวบ่อยๆ 

ความรักที่ไม่เป็นทุกข์  อันนี้ ชาวเราควรแสวงหา และแบ่งปันกันให้มาก เพราะเป็นความรักที่บริสุทธิ์  อันได้แก่  ความเมตตา  กรุณา  มุทิตา  อธิบายความได้ว่า

เมตตา  คือ  ความไม่โกรธ มีความรักใคร่ ชื่นชม ต่อบุคคลทั้งหลายไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร  แม้แต่บุคคลที่เคยดูหมิ่น บาดหมางกับเรา เมื่อเรามีเมตตาให้แก่เขาแล้ว เราย่อมไม่ประทุษร้ายตอบบุคคลนั้น พุทธศาสนาสอนว่าถ้าทุกคนมีเมตตาต่อกันแล้ว ย่อมค้ำจุนโลกนี้ให้อยู่ได้  คือจะไม่เกิดการเบียดเบียนกัน ทำให้สังคมอยู่อย่างปกติสุข  แยกความเมตตาได้อีก 2 แบบคือ 

            เมตตาแท้  เป็นความรักใคร่ ปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์ หรือแม้แต่สัตว์  เมื่อจากกัน ก็ไม่เกิดความทุกข์ เมตตานี้ ควรปลูกฝังให้แก่เยาวชน คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจและฝึกปฏิบัติกัน เพื่อไม่ให้หลงผิดไปเอาความรักมาเป็นตัวอ้างที่จะทำสิ่งไม่ดีไม่งาม  หากจะแผ่ความเมตตานี้ไปให้แก่บุคคลรอบข้างแล้ว บุคคลรอบข้างย่อมเป็นสุขด้วย

            เมตตาเทียม  เป็นความรักใคร่ที่เกิดจากความยึดถือ เช่น รักว่านี้คือสามี ภรรยา เป็นต้น เมื่อจากกันก็เกิดเป็นทุกข์ เรียกว่า ความรักที่เป็นทุกข์ ก็ได้ แต่ก็ยังมีข้อดีคือทำให้เกิดการเอื้อเฟื้อต่อกัน

กรุณา คือ ความสงสารเมื่อบุคคลอื่นอยู่ในความลำบาก และจิตใจของเราย่อมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ย่อมจะช่วยเหลือให้เขาพ้นความยากลำบากเท่าที่จะทำได้ เมื่อช่วยเหลือได้ย่อมทำให้จิตใจแช่มชื่น เช่น เมื่อเราเห็นคนป่วยที่ยากจน เราเกิดความเมตตาและกรุณา ก็บริจากทรัพย์สินช่วยเหลือเพื่อรักษาเขาตามกำลังทรัพย์ที่เรามี เป็นต้น ในเมืองไทยนั้นคนไทยยังมีความกรุณาอยู่มาก  ดังตัวอย่างเมื่อเกิดภัยพิบัติใดๆก็ตาม คนไทยมักจะบริจาคทรัพย์สิน ข้าวสาร อาหารแห้ง แก่ผู้ประสบภัย ไม่ทอดทิ้งกัน ถือเป็นวัฒนธรรมการแสดงความรัก ความห่วงใยที่ดีมาอย่างช้านานแล้ว

ความกรุณานี้ถ้าเราอบรมเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความเข้าใจดีแล้ว ต่อไปในอนาคตความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็จะมีแก่กันในสังคมเป็นอย่างมาก ขจัดความโลภ ความตระหนี่ ลงได้มากทีเดียว

มุทิตา คือ ความยินดีต่อบุคคลอื่นในความสุขสมบูรณ์ของเขา ไม่ได้เสเสร้งจะยินดีเพื่อหาลาภ ยศ   เช่น เมื่อเราเกิดเมตตาต่อบุคคลใดแล้ว หากบุคคลนั้นมีความสุขความสบาย มีทรัพย์สินเงินทองบริบูรณ์ดีพร้อม เราก็ยินดีต่อความบริบูรณ์ของเขาไปด้วย  เป็นต้น  หากเราจะปลูกฝังให้เยาวชนสมัยใหม่นี้ มีความมุทิตาจิตแล้ว ในอนาคตความอิจฉาบุคคลอื่น ว่าเขามีมากกว่าเรา หรือเขาดีกว่าเรา ก็จะไม่มี  และจะดำรงชีวิตอยู่แบบพอเพียง โดยไม่เอาตัวเราเองไปเปรียบเทียบฐานะความเป็นอยู่กับผู้อื่น  ตามพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย  ท่านมีความรักแบบใดบ้าง ? ไม่ว่ารักแบบใด ย่อมมีประโยชน์ แต่หากจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ควรพิจารณารักด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา ตามแบบฉบับวัฒนธรรมไทย จึงจะได้ชื่อว่า รักที่ไร้ทุกข์