วรรณกรรมพื้นบ้าน

หมายถึง ผลงานที่เกิดขึ้นจากการใช้ภาษาโดยการพูดและการเขียนของกลุ่มชนในแต่ละท้องถิ่น เช่น
  วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ 
 วรรณกรรมพื้นบ้านภาคอีสาน
   วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้ เป็นต้น
  ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะใช้ภาษาพื้นบ้านในการถ่ายทอดเป็นเอกลักษณ์ วรรณกรรมที่สื่อเรื่องราวด้านต่างๆ ของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น จารีตประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ของบรรพบุรุษ อันเป็นพื้นฐานของความคิดและพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน

  ลักษณะของวรรณกรรมพื้นบ้าน

  1. เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากมุขปาฐะ คือ เป็นการเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปากและแพร่หลายกันอยู่ในกลุ่มชนท้องถิ่น
  2. เป็นแหล่งข้อมูลที่บันทึกข้อมูลด้านขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชนท้องถิ่น อันเป็นแบบฉบับให้คนยุคต่อมาเชื่อถือและปฏิบัติตาม
  3. มักไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง เพราะเป็นเรื่องที่บอกเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปาก
  4. ใช้ภาษาท้องถิ่น ลักษณะถ้อยคำเป็นคำง่ายๆ สื่อความหมายตรงไปตรงมา
  5. สนองความต้องการของกลุ่มชนในท้องถิ่น เช่น เพื่อความบันเทิง เพื่ออธิบายสิ่งที่คนในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจ เพื่อสอนจริยธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีและพฤติกรรมด้านต่างๆ

ประเภทของวรรณกรรมพื้นบ้าน

จำแนกโดยอาศัยเขตท้องถิ่นได้ ๔ ประเภท คือ
   1.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ (วรรณกรรมล้านนา)
   2.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
   3.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้
   4.วรรณกรรมพื้นบ้านภาคกลาง

วรรณกรรมทั้ง 4 ภาค มีลักษณะ ดังนี้
   1. ใช้ภาษาถิ่นและตัวอักษรท้องถิ่น แต่เดิมวัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ในท้องถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นในยุคที่ใช้ระบบการคัดลอกด้วยมือใช้ตัวอักษรของถิ่นในการ บันทึก ตัวอักษรที่ใช้บันทึกในแต่ละภาคมีความต่างกัน และมีประวัติเก่าแก่เช่นเดียวกับอักษร ที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน
  2 ใช้รูปแบบคำประพันธ์ท้องถิ่น วรรณกรรมทั้ง 4 ภาค ส่วนใหญ่เป็น ร้อยกรองมากกว่าร้อยแก้ว คำประพันธ์ที่ใช้เรียงร้อยถ้อยคำเข้าด้วยกัน มีลีลาคล้องกับสำเนียง ภาษาท้องถิ่นและเอื้อต่อการออกเสียงเป็นทำนอง รูปแบบคำประพันธ์ที่ใช้แต่งวรรณกรรม จึงแตกต่างกันไปตามความนิยมของแต่ละภาค 
  3  . ใช้รูปแบบการประพันธ์คล้ายคลึงกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวทางศาสนา ได้แก่ นิทานชาดกและวรรณกรรมคำสอน วรรณกรรมส่วนใหญ่มุ่งสอนจริยธรรมแก่สังคม โดยยึด หลักธรรมทางพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการให้ความบันเทิง
   4.วรรณกรรมนิทานนิยายแบบนิยายชีวิตเป็นวรรณกรรมที่ชาวท้องถิ่นนิยมมาก นอกจากอ่านหรือเล่าสู่กันฟังแล้ว ยังนำไปแสดงในรูปแบบของละครพื้นบ้าน วรรณกรรม ชนิดนี้ จำลองชีวิตครอบครัวที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ มีหลายรส มีทั้งรัก โศก ตัดพ้อต่อว่า และสอนคติธรรม
   5 รายละเอียดในวรรณกรรมสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ฉากภูมิประเทศ ชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณี ค่านิยมต่าง ๆ จะสะท้อนวัฒนธรรมของ ท้องถิ่นนั้น ๆ

 จำแนกตามวิธีการบันทึก ได้ ๒ ประเภทคือ
  1.วรรณกรรมมุขปาฐะ หมายถึง วรรณกรรมที่ใช้วิธีเล่าจากปากต่อปาก ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ บทกล่อมเด็ก นิทานพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคาทาย ภาษิต สานวน โวหาร คากล่าวในพิธีกรรมต่าง ๆ และตัวบทที่ท่องจำในการแสดงเพลงพื้นบ้าน
  2.วรรณกรรมลายลักษณ์อักษร หมายถึง วรรณกรรมที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ นิทาน คำกลอน บันทึกทางประวัติศาสตร์ ในท้องถิ่นและตำราความรู้ต่าง

คุณค่า วรรณกรรมพื้นบ้าน สรุปได้ดังนี้

  1. ด้านจริยศาสตร์ มีคุณค่าต่อจิตใจ มีคติเตือนใจและสอนให้เป็นคนดี 
  2. ด้านสุนทรียศาสตร์ มีคุณค่าต่อความไพเราะ ความงามของภาษา ถ้อยคำ ลีลา ท่วงทำนองของบทเพลง และบทกวี
  3. ด้านศาสนา เป็นสื่อถ่ายทอดคำสอนและปรัชญาทางศาสนา เผยแพร่สู่ประชาชน ได้กว้างขวาง ทำให้ประชาชนมีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจและได้ข้อคิดในการดำรงชีวิต
  4 ด้านการศึกษา ให้ประชาชนได้ฟังหรืออ่าน เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์
  5. ด้านภาษา เป็นสื่อให้ภาษาท้องถิ่นดำรงอยู่ ซึ่งควรแก่การอนุรักษ์และสืบทอด
  6. ด้านสังคม ปลูกฝังการช่วยเหลือกัน การผูกมิตร การมีมนุษยสัมพันธ์ และพึ่งพาอาศัยกัน
  7 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้ความรู้เกี่ยวกับตานาน ชื่อสถานที่ ในประวัติศาสตร์ โบราณสถานและโบราณวัตถุ ให้ผู้ศึกษาได้รับความรู้เกี่ยวกับความเป็นมา และรายละเอียด
 8 ด้านประโยชน์ใช้สอย โดยการนำวรรณกรรมท้องถิ่นไปใช้ เช่น นำบทกล่อมเด็ก ไปใช้กล่อมเด็ก นำเพลงพื้นบ้านไปใช้ประกอบการแสดง หรือการนำตำรารักษาโรค ไปใช้ ประกอบอาชีพ

  สรุป วรรณกรรมพื้นบ้านเป็นวรรณกรรมที่ถ่ายทอดในกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งมาเป็นเวลานาน มีทั้งที่เขียนเป็นลายลักษณ์ เช่น นิทาน ตาราและบันทึก และมีทั้งที่ไม่ได้เขียนเป็น ลายลักษณ์ หรือมุขปาฐะ ใช้การพูด การบอก การเล่า หรือการร้องสืบทอดกันมา เช่น เพลงพื้นบ้าน และบทกล่อมเด็ก เป็นต้น วรรณกรรมพื้นบ้านมีคุณค่าต่อชีวิตความเป็นอยู่ ได้ความรู้ ได้ข้อคิดในการดำรงชีวิต ให้ข้อคิด ข้อเตือนใจตลอดจนสามารถนาความรู้จากการได้ศึกษาไปประยุกต์ใช้ประกอบ อาชีพได้

ตัวอย่างวรรณกรรมพื้นบ้าน

1.สังข์ทอง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)

[img width="300" height="211" src="file:///C:/DOCUME~1/ADMINI~1/LOCALS~1/Temp/msohtml1/01/clip_image002.jpg" align="left" hspace="12" alt="คำอธิบาย: st001" v:shapes="รูปภาพ_x0020_1">เป็นนิทานที่คนไทยในท้องถิ่นต่างๆ คุ้นเคยและชื่นชอบ ดังปรากฏแพร่หลายในท้องถิ่นต่างๆ หลากหลายสำนวน เป็นนิทานที่ปรากฏทั้งในรูปแบบมุขปาฐะและลายลักษณ์ สำนวนลายลักษณ์ที่เก่าแก่ที่สุด คือสุวรรณสังขชาดกในปัญญาสชาดก นอกจากนี้ยังมีสำนวนลายลักษณ์ในท้องถิ่นต่างๆ ด้วย เช่น สุวรรณสังขกุมารของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สังข์ทองคำกาพย์ของภาคใต้ เป็นต้น

นอกจากความแพร่หลายของนิทานสังข์ทองสำนวนต่างๆ แล้ว ยังปรากฏว่ามีนิทานที่มีเรื่องทำนองเดียวกันนี้อีกหลายเรื่องในท้องถิ่นต่างๆ เช่น กํ่ากาดำ แพะคำ ท้าวเต่า สุวรรณสิรสาแตงเขียว นิทานเหล่านี้แม้ไม่ใช่เรื่องสังข์ทอง แต่มีโครงเรื่องที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ เป็นเรื่องของพระเอกที่ซ่อนตัวอยู่ในรูปลักษณ์ที่ตํ่าต้อยหรือผิดปกติ พระเอกรักกับนางเอกซึ่งเป็นหญิงสูงศักดิ์ จึงถูกพ่อตากีดกัน แต่ในที่สุดพระเอกก็สามารถพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ในรูปที่อัปลักษณ์ตํ่าต้อยนั้นแท้จริงแล้วมี “ความดี” และ “ความงาม” ซ่อนอยู่ พระเอกจึงได้รับการยอมรับในที่สุด นิทานที่มีเรื่องราวทำนองนี้มีอยู่หลายเรื่อง และแพร่หลายมากในขุมคลังนิทานของไทยจึงกล่าวได้ว่า นิทานที่มีเรื่องประเภทนี้ เป็นเรื่องที่ “ต้องรสนิยม” ของคนไทยมาก

นอกจากความนิยมนิทานสังข์ทองในรูปแบบของวรรณกรรมแล้ว นิทานสังข์ทองยังมีความสัมพันธ์และบทบาทในวิถีชีวิตไทยด้านต่างๆ เช่น ชื่อสถานที่ สำนวนไทย เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย ตำราพยากรณ์ชีวิต จิตรกรรม ตลอดจนศิลปะแขนงต่างๆ แม้ในปัจจุบัน นิทานสังข์ทองก็ยังได้รับความนิยมและดำรงอยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น เนื้อหาในหนังสือแบบเรียนหลายหลักสูตร หนังสือการ์ตูน หนังสือนิทาน ภาพยนตร์การ์ตูนละครพื้นบ้าน นวนิยาย ตลอดจนงานศิลปะร่วมสมัย เช่น งานประติมากรรม การแสดงละครหุ่นสมัยใหม่ นอกจากนี้เนื้อหาและตัวละครจากนิทานสังข์ทองยังสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ เช่น ชื่อพันธุ์ไม้ ชื่อรายการโทรทัศน์ ฯลฯ กล่าวได้ว่านิทานสังข์ทอง เป็นนิทานที่คนไทยคุ้นเคยและชื่นชอบมาหลายยุคหลายสมัยนับเป็นมรดกทางจินตนาการของคนไทย ที่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิตไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

2.ศรีธนญชัย (ภาคเหนือ)

[img width="250" height="157" src="file:///C:/DOCUME~1/ADMINI~1/LOCALS~1/Temp/msohtml1/01/clip_image004.jpg" align="left" hspace="12" alt="คำอธิบาย: s001" v:shapes="รูปภาพ_x0020_3">เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านประเภทนิทานมุขตลกคนเจ้าปัญญา และเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะมาก่อนที่จะมีการสร้างสรรค์เป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ในรูปแบบของร้อยกรองที่แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทกาพย์และกลอนเสภา และรูปแบบที่เป็นร้อยแก้ว

นิทานศรีธนญชัยมีมาแต่โบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับต้นกำเนิด สมัยที่แต่ง และชื่อผู้แต่ง วรรณกรรมเรื่องนี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดเรื่องหนึ่งในท้องถิ่นต่างๆ ของไทยตราบถึงปัจจุบัน ภาคกลางและภาคใต้รู้จักกันในชื่อ “ศรีธนญชัย” ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรู้จักกันในชื่อ “เชียงเมี่ยง” แม้นิทานศรีธนญชัยจะมีหลายสำนวน แต่ก็มีลักษณะร่วมกันในด้านโครงเรื่อง คือ เป็นเรื่องราวชีวิตของชายผู้หนึ่งซึ่งใช้ปฏิภาณไหวพริบเอาตัวรอดหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปได้โดยลำดับ ตั้งแต่วัยเด็กจนสิ้นอายุขัย เหตุการณ์แต่ละตอนมีลักษณะเป็นเรื่องสั้นๆ ซึ่งสามารถหยิบยกมาเล่าแยกกันได้

วรรณกรรมเรื่องนี้แสดงให้เห็นภูมิปัญญาและพลังทางปัญญาในการสร้างสรรค์ อันกอปรด้วยศิลปะของการถ่ายทอดเรื่องราวที่ทำให้เกิดอารมณ์ขัน โดยแสดงความเจ้าปัญญาของตัวเอกในลักษณะที่คาดไม่ถึง หรือพลิกความคาดหมายได้อย่างออกรส และแสดงพลังทางภาษาด้วยการนำเอาถ้อยคำ สำนวนมาเล่นคำ เล่นความหมายได้ตามความต้องการ ซึ่งนอกจากจะใช้ความเถรตรงแล้ว ยังใช้กลวิธีอื่นๆ อีก เช่น การใช้กลอุบายการใช้จิตวิทยา และการหาเหตุผลโดยการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่ปกติไม่ค่อยมีใครนำมาสัมพันธ์กัน หรือโดยการมองสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับคนอื่นมาแก้ไขปัญหาหรือ
เอาตัวรอดได้

[img width="280" height="246" src="file:///C:/DOCUME~1/ADMINI~1/LOCALS~1/Temp/msohtml1/01/clip_image006.jpg" align="left" hspace="12" alt="คำอธิบาย: s002" v:shapes="รูปภาพ_x0020_2"> แต่ยังมีคุณค่าที่ให้สาระด้านความคิดด้วย กล่าวคือ ได้แฝงแนวคิดร่วมหรือแนวคิดที่เป็นสากลของมนุษยชาติ คือเรื่องความสำคัญของการใช้ปัญญา ปฏิภาณไหวพริบ เรื่องความขัดแย้งกับบุคคลและความขัดแย้งกับค่านิยมของสังคม และเรื่อง “เสียหน้า” โดยได้นำสภาพแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมไทยมาสอดแทรกไว้ในเนื้อหาได้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้ ยังทำให้ประจักษ์ถึงสัจธรรมเกี่ยวกับความไม่เที่ยงที่ว่า ไม่มีผู้ใดจะครองความเป็นผู้ชนะได้ตลอดกาล และทำให้ได้คิดว่า ควรใช้ปัญญาไปในทางสร้างสรรค์มิใช่ทำลาย

นิทานศรีธนญชัยเป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งหลายก็เพราะสามารถทำให้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่อยู่ในโลกสมมุติได้อย่างเต็มที่ เสียงหัวเราะอันเกิดจากความหฤหรรษ์ในการล้อเลียนเสียดสีบุคคล หรือกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดในสังคมนั้นแสดงให้เห็นบทบาทของ “มุกตลก” ว่าเป็นทางออกที่ช่วยผ่อนคลายหรือลดความตึงเครียดของคนในสังคมได้อย่างแยบคาย นิทานศรีธนญชัยจึงสะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของ
ความคิดสร้างสรรค์ที่มีคุณค่ายิ่ง

ปัจจุบัน นิทานศรีธนญชัย ยังเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทย และเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติด้วย เนื่องจากลักษณะเด่นของศรีธนญชัยคนเจ้าปัญญา ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้มีการนำไปสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะในหลายรูปแบบ เช่น จิตรกรรมฝาผนัง ในพระวิหารวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ภาพยนตร์ หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์การ์ตูน เป็นต้น

3. ขุนช้างขุนแผน (ภาคตะวันออก)

ขุนช้างขุนแผนเป็นนิทานชีวิตรักสามเส้าที่ชาวกรุงศรีอยุธยานำมาเล่าขานในรูปของลำนำปากเปล่าประกอบการขยับกรับที่เรียกว่า “การขับเสภา” มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา นักขับเสภาจะร้องเฉพาะตอนสำคัญๆ ไม่บันทึกเป็นลายลักษณ์ เพิ่งจะมารวบรวมเรียบเรียงเป็นเรื่องเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้ตีพิมพ์ขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ปี พ.ศ.๒๔๑๕ โดยโรงพิมพ์หมอสมิท ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๖๐ จึงได้มีการชำระต้นฉบับของหลวงและของชาวบ้าน จัดพิมพ์ขึ้นเป็นฉบับหอสมุดวชิรญาณ ซึ่งเป็นต้นแบบของเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่รู้จักกันทั่วไป

[img width="300" height="186" src="file:///C:/DOCUME~1/ADMINI~1/LOCALS~1/Temp/msohtml1/01/clip_image008.jpg" align="left" hspace="12" alt="คำอธิบาย: k001" v:shapes="รูปภาพ_x0020_5"> จนถึงขั้นนางสร้อยฟ้าทำเสน่ห์เพื่อให้สามีรักตนเพียงคนเดียว

[img width="260" height="162" src="file:///C:/DOCUME~1/ADMINI~1/LOCALS~1/Temp/msohtml1/01/clip_image010.jpg" align="left" hspace="12" alt="คำอธิบาย: k002" v:shapes="รูปภาพ_x0020_4"> และโครงเรื่องแบบเมียน้อยเมียหลวงตรงกับ กลอนตับตีหมากผัวของเพลงพื้นบ้าน โครงเรื่องดังกล่าวเป็นแบบที่ชาวบ้านนิยมมาก ดังพบในละครชาวบ้านหลายเรื่อง นอกจากนี้ นิทานเรื่องนี้ยังมีครบทุกรสชาติ ทั้งรัก รบ ตลก เศร้าโศก บุคลิกของตัวละครหลายตัวในเรื่องมีความโดดเด่น ขุนแผนเป็นผู้ชายในฝันของสาวไทย คือเป็นชายชาตรี รูปงาม วาจาอ่อนหวาน เก่งทั้งวิชาอาวุธและวิชาไสยศาสตร์ และเป็นแบบอย่างของนักรบผู้ภักดีต่อเจ้านาย ขุนช้าง เป็นแบบของชายที่สังคมไม่ชื่นชอบ นอกจากจะมีรูปอัปลักษณ์ หัวล้าน อกขน ยังมีกิริยามารยาททราม ใจคอโหดเหี้ยมและเป็นตัวแทนของเพื่อนที่ทรยศเพื่อน นางวันทอง หรือพิมพิลาไลยเป็นแบบของหญิงไทยที่ไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตด้วยตัวเอง การตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้อื่น

นิทานขุนช้างขุนแผน ยังเป็นเรื่องตัวอย่างแสดงวิถีชีวิตของลูกผู้ชายไทยในอดีต ตั้งแต่เด็กจนโต เริ่มต้นตั้งแต่การศึกษาเล่าเรียน การแสวงหาเครื่องรางของขลัง การแสวงหาของวิเศษเพื่อนำมาเป็นอาวุธคู่กาย จนเข้ารับราชการ ทำศึกสงครามได้รับความดีความชอบ ตลอดจนถึงต้องโทษจำคุก ชีวิตของขุนแผนจับใจคนไทยจนนำไปตั้งเป็นชื่อพระพุทธรูป เช่น ขุนช้างขุนแผน ที่วัดพลายชุมพล จ.สุพรรณบุรี เรียกพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่นั่นว่า เณรแก้ว ที่วัดพระรูป จ.สุพรรณบุรี เรียกพระเครื่องดินเผาบางรุ่นว่า พระขุนแผนไข่ผ่า ขุนแผนแตงกวา เป็นต้น

นิทานขุนช้างขุนแผน มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยภาคกลางมาโดยตลอด เพราะเกี่ยวข้องกับการแสดงหลายประเภทตั้งแต่แรกเริ่มในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ใช้เล่าเรื่องประกอบทำนองเรียกว่า ขับเสภา ต่อมามีการนำปี่พาทย์เข้ามารับ ทำให้เกิดการขับเสภาพร้อมปี่พาทย์ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ชนชั้นสูงนำละครรำมาผสมจนเกิดเสภารำ ละครเสภา ละครพันทาง ส่วนชาวบ้านนำเพลงพื้นบ้านมาผสมจนเกิดเพลงทรงเครื่อง และนิยมนำไปแสดงลิเก

ปัจจุบัน นิทานขุนช้างขุนแผนได้ถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ไทยหลายครั้งหลายหน เช่น เรื่องขุนแผนผจญภัย นอกจากนี้ก็นำไปสร้างเป็นหนังสือการ์ตูน หนังสือนิทานและนำบางตอน เช่นตอนกำเนิดพลายงาม ไปเป็นแบบเรียนหลักสูตรวิชาภาษาไทยในการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการด้วย นับเป็นเรื่องหนึ่งที่คนไทยทุกภาครู้จักดี

4.ตำนานเจ้าแม่สองนาง (ภาคกลาง)

  ตำนานเจ้าแม่สองนางเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระธิดาหรือลูกหลานของเจ้าเมืองหรือนักรบในสมัยโบราณที่อพยพพาผู้คนจากเวียงจันทน์มาตั้งรกรากทางภาคอีสานของไทย  ชาวบ้านอีสานในหลายจังหวัดเชื่อว่าเจ้าแม่สองนางเป็นบรรพบุรุษของตน มีความศักดิ์สิทธิ์สามารถปกป้องคุ้มครองให้ตนและชุมชนรอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวงได้

ตำนานเรื่องนี้แพร่หลายในชุมชนชายฝั่งลุ่มน้ำโขง ในชุมชนที่มีความเชื่อในตำนานเจ้าแม่สองนางจะมีศาลหรือหอเจ้าแม่สองนางตั้งอยู่ในชุมชนเพื่อเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองให้ชาวบ้านได้บวงสรวงและบูชากราบไหว้อยู่ทุกชุมชน เช่น หอสองนางที่วัดสองนาง จังหวัดเลย ศาลเจ้าแม่สองนาง อำเภอบึงกาฬ และหอเจ้าแม่สองนาง จังหวัดมุกดาหาร เป็นต้น

5.ตำนานหลวงพ่อทวด (ภาคใต้)

  ตำนานหลวงปู่ทวดหรือหลวงพ่อทวดเป็นตำนานชีวประวัติของหลวงปู่ทวดวัดช้างให้ หรือหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด จังหวัดปัตตานี ปรากฏอยู่ทั้งในเอกสารทางประวัติศาสตร์ ในตำนานและความเชื่อ และในปัจจุบันยังมีการนำเสนอในรูปแบบสื่อสมัยใหม่ เช่น วีซีดีชีวประวัติของหลวงปู่ทวด เป็นต้น

การดำรงคงอยู่ของตำนานหลวงปู่ทวดที่ปรากฏในสื่อต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความเคารพและศรัทธาที่พุทธศาสนิกชนไทยมีต่อหลวงปู่ทวดยังคงอยู่ สะท้อนความเชื่อของคนไทยในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงปู่ทวด ทั้งทางด้านเมตตามหานิยม ด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ด้านอยู่ยงคงกะพัน ด้านแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

6.ปลาบู่ทอง (ภาคกลาง)

  เป็นนิทานพื้นบ้าน ที่นิยมเล่ากันอย่างแพร่หลาย ปรากฏทั้งรูปแบบที่เป็นมุขปาฐะและวรรณกรรมลายลักษณ์ที่มีการบันทึกในรูปแบบร้อยแก้วและร้อยกรอง เป็นเรื่องของความอิจฉาริษยาอาฆาตระหว่างเมียหลวงเมียน้อย เมียหลวงตายไปเกิดเป็นปลาบู่ทอง และต่อมาเกิดเป็นต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง นางเอื้อยผู้เป็นนางเอกถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรมจนตกทุกข์ได้ยาก แต่เมื่อกษัตริย์ประพาสป่า นางเอื้อยเป็นผู้ถอนต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองได้ จึงได้เป็นมเหสีของกษัตริย์ แต่ต่อมาก็หลงกลแม่เลี้ยงจนตายไปและเกิดเป็นนกแขกเต้า จนฤๅษีต้องมาช่วยชุบชีวิตคืนมา ตอนท้ายเรื่องสะท้อนให้เห็นว่าคนดีย่อมตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

ปลาบู่ทองเป็นนิทานที่มีคติสอนใจในเรื่องกฎแห่งกรรมและให้คนยึดมั่นในการทำความดี จึงได้มีการนำมาใช้เป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็กและมีการสร้างเป็นบทภาพยนตร์และละครโทรทัศน์

</strong></strong>