บุญข้าวจี่บุญเดือนสามชาวริมฝั่งลำน้ำชีร้อยเอ็ด

เกษตรสิงขร

บุญข้าวจี่บุญเดือนสามชาวริมฝั่งลำน้ำชีร้อยเอ็ด



เช้าวันนี้(13 กุมภาพันธ์ 2556)นายนิยม  แก้วบุญเรือง กำนันตำบลบ้านแจ้ง พร้อมด้วยนางนิตยา วัชระกวีศิลป์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแจ้ง อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด นำเหล่าชาวพุทธศาสนิกชน ทั้ง 3 หมู่ ในบ้านซีโหล่น ตำบลบ้านแจ้ง เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา “บุญข้าวจี่” บุญเบิกบ้าน  เป็นประเพณีบุญเดือนสาม ตาม “ฮีต 12 คอง 14” ของคนอีสานที่มีการทำบุญ ครบ 12 เดือน  “ฮอดเดือนสามท้องฟ้าปลอดโปร่งสดใส ไปทางได๋เห็นแต่คนใจบุญซะแซวเป็นคุ้ม เหลียวเห็นซุมสาวน้อยพากันปั้นข้าวจี่ เฮือนละสี่ห้าปั้นพอได้เข้าใส่บุญ พ่องกะบีบข้าวปุ้นตกแต่งอาหาร มีทั้งหวานและคาวหนุ่มสาวมาโฮมต้อม” โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การสนับสนุน งานประเพณีอันดีงาม คนคนอีสาน ที่สืบทอดกันมากยาวนาน  วันนี้ เป็นวันที่สุขสดใสของพี่น้องชาวพุทธศาสนา ริมฝั่งลำน้ำชี ดินแดนคนใจดี นางนิตยา วัชระกวีศิลป์ นายก อบต.บ้านแจ้งกล่าว


ทางด้านนายนิยม แก้วบุญเรือง กำนันตำบลบ้านแจ้ง กล่าวว่า เป็นความงดงามทางวัฒนธรรมของ ชาวตำบลบ้านแจ้ง วันนี้จัดพร้อมกัน  คือที่บ้านซีโหล่น  และ บ้านหัวนา หมู่ที่ 5 เป็นการสืบสานวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ สืบทอดทางพระพุทธศาสนา ในวันเพ็ญเดือนสามให้ทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา เริ่มพิธีทำบุญข้าวจี่ในตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อน ขนาดเท่ากำปั้นแล้วใช้ไม้ไผ่ที่เหลากลมๆ เสียบตรงกลาง ตามยาวของปั้นข้าวเหนียวแล้วนำไปปิ้งพอเกรียมแล้วชุบด้วยไข่ ย่างไฟจนสุก หรือนำน้ำอ้อยมาใส่ตรงกลาง แล้วใส่ภาชนะไปตั้งใว้ในศาลากลางหมู่บ้าน  นิมนต์พระมาให้ศีลให้พร แล้วเอาข้าวจี่ใส่บาตรนำถวายแด่พระสงฆ์ พร้อมด้วยอาหารอื่นๆ เมื่อพระฉันเสร็จแล้วมีการแสดงพระธรรมเทศนา จากนั้น รับประทานอาหารร่วมกัน บางหมู่บ้านมีการทอดผ้าป่าข้าวเปลือกหาเงินเข้าวัดด้วย


พิธีกรรม   พอถึงวันทำบุญข้าวจี่ซึ่งมักจะเป็นวันเพ็ญเดือนสาม ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจัดเตรียมข้าวจี่ แล้วนิมนต์พระสงฆ์มารวมกันที่ศาลาโรงธรรมญาติโยมจะมาพร้อมกันแล้วอาราธนาศีล ว่าคำถวายข้าวจี่เสร็จแล้วเอาข้าวจี่ไปใส่บาตร พระสงฆ์สวดมนต์จบแล้ว ญาติโยมยกอาหารคาวหวานไปถวายพระฉันเสร็จแล้วอนุมโทนาเป็นการเสร็จพิธีถวายข้าวจี่ ในปัจจุบันชาวบ้านนอกจากจะทำบุญข้าวจี่แล้วยังทำบุญมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง วันมาฆบูชานี้ตรงกับวันเพ็ญเดือนสาม เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพระทูทธศาสนา 4 ประการคือ


1. เป็นวันเพ็ญเดือนสาม ดวงจันทร์เสยวมาฆฤกษ์

2. พระสงฆ์ จำนวน 1,250 รูป มาประชุมกันที่เวฬุวันมหาวิหารโดยมิได้นัดหมายกันล่วงหน้า

3. พระสงฆ์ที่มาประชุมครั้งนี้นล้วนเป็น เอหิภิกขุอุปสัมปทา (ภิกษุที่พระพุทธเจ้าบวชให้)

4. ท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์คำถวายข้าวจี่ (สำนวนของมหาอานิสงฆ์ 108 กัณฑ์ โดย จอม บุญตาเพศ ป.)นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสัมฺพุทฺธสฺส ( 3 หน)สทา ชาครมานานํ อโหรตฺตานุสิกฺขินํนิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ อฎฐํ คจฉนฺติ อาสวา


มูลเหตุที่ทำ   เนื่องจากในเดือนสาม อากาศของภูมิภาคอีสาน กำลังอยู่ในฤดูหนาว ในตอนเช้าผู้คนจะใช้ฟืนก่อไฟผิงแก้หนาวเมื่อฟืนถูกไฟเผาเป็นถ่าน ชาวบ้านจะเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนกลม โรยเกลือวางไว้บนเตาไฟ เราเรียกว่า ข้าวจี่ มีเรื่องเล่าในพระธรรมบทว่า มีหญิงคนหนึ่งชื่อนางปุณณทาสี เป็นคนยากจนต้องไปเป็นทาสีรับใช้ของเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งเศรษฐีให้นางไปซ้อมข้าว นางซ้อมตลอดวันก็ไม่หมด ตกตอนเย็นนางก็จุดไฟซ้อมต่อไป ได้รับความเหน็ดเหนื่อยเป็นอันมาก พอถึงตอนเช้ามานางก็เอารำทำเป็นแป้งจี่ เผาไฟให้สุกแล้วใส่ไว้ในผ้าของตนเดินไปตักน้ำปรารถนาจะบริโภคด้วยตนเอง ครั้นถึงกลางทางได้พบพระศาสดาเกิดความเลื่อมใส คิดว่าเราเป็นคนยากจนในชาตินี้ ก็เพราะมิได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อนและชาตินี้เราก็ยังไม่เคยทำบุญเลย เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วนางก็น้อมเอาข้าวแป้งจี่นั้นเข้าไปถวายแด่พระศาสดา พระองค์ทรงรับแล้ว และนางคิดอีกว่าพระศาสดาคงไม่เสวย พราะอาหารเศร้าหมอง เมื่อพระศาสดาทรงทราบวารจิตของนางเช่นนั้น พระองค์จึงประทับเสวยต่อหน้าของนาง ครั้นเสวยเสร็จแล้วก็ตรัสอนุโมทนากถาโปรดนางจนสำเร็จโสดาปัตติผล เป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา กาลํ กตฺวา ครั้นนางทำกาลกิริยาแล้วก็ได้ไปเกิดบนดาวดึงส์สวรรค์เสวยทิพย์สมบัติ อยู่ในวิมานทองอันผุดผ่องโสภา มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นยศบริวาร ดังนั้น ชาวนาเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจึงพากันทำบุญข้าวจี่ เพราะถือว่าการถวายข้าวจี่มีอานิสงส์มาก


************วัชรินทร์ เขจรวงศ์/รายงาน 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เกษตรสิงขร101



ความเห็น (0)