ป้ายจราจร(ไร้) อัจฉริยะ


ผมเห็นป้ายจราจร (ที่โฆษณาตัวเองว่า) “อัจฉริยะ” ตามสี่แยกใหญ่ๆ ในกทม. แล้ว ขำก้ากจนไข่สั่น

อัจฉฯหฮ่าไรวะ แมร่งยึกยักยั้วเยี้ยไปหมด ตัวหนังสือก็เล็กนิดเดียว ห่างเกินสัก ๒๐ เมตรก็มองไม่เห็นแล้ว อ่านไม่ออก และเชื่อมต่อข้อมูลไม่ทัน ...ขับๆ มา มัวแต่มองป้ายอัจฉฯ หรี่ตา คิดหาทางออก พวงมาลัยไปกินทางอื่น ก็..โครม ชนกับรถข้างๆพอดี (มันคงมองป้ายเอี้ยนี้เหมือนเราพอดี) 

ส่วนไอ้พวกรถจอดติดไฟแดง ด้านหน้าๆ ห่างไม่เกิน ๒๐ เมตร พอมองเห็นป้าย แต่พอเห็นก็สายเสียแล้ว เพราะต้องการเลี้ยวขวา แต่เจือกโง่ไปอยู่เลนซ้าย แล้วจะย้ายเลนไปทันไหมเนี่ย (ตอบ ทัน ถ้าอัจฉริยะพอๆกับป้าย หาไม่ก็เฉี่ยวชนกันอยู่ริมหน้าป้ายนั่นแหละ จากการย้ายเลนในระยะประชิด หรือไม่ก็ก่อเกิดการติดขัด สะดุด การจราจร จากการย้ายเลนในระยะประชิด กระดักกระเดิด) 

ที่ผมเสนอมานานแสนนานเรื่องป้ายจราจร ฉลาด (ไม่ต้องเว่อขนาดอัจฉริยะก็ได้) คือ ป้ายต้องบอกเตือนก่อนถึงแยกสัก ๒๐๐ เมตร ตัวหนังสือใหญ่ ๆ ให้คนที่กำลังขับมาใช้เวลาเพียง ๒ วิ ก็อ่านออกแล้ว ไม่ต้องเบี่ยงสายตาจากการมองถนนมากนัก (ซึ่งมันอันตราย)   แต่ป้ายโง่ทุกวันนี้ มันเล็กแสนเล็ก และบอกเตือนประมาณ ๑๐ เมตรก่อนถึงทางแยก  แล้วขับมาเร็วๆ มันจะมองเห็นทันไหมเนี่ย 

ป้ายฉลาดไม่ต้องบอกอะไรมากเกินจำเป็น  (ขืนบอกก็ไม่มีเวลาพออ่านอยู่ดี เพราะกำลังขับรถนะโว้ย)   เพียงบอกว่า แยกหน้า ตรงไปไหน เลี้ยวซ้ายไปไหน เลี้ยวขวาไปไหน ถนนตัดข้างหน้าคือถนนอะไร เท่านี้เป็นพอ   อ้อ...ตัวใหญ่ๆ ด้วย  ทำวิจัยหน่อยว่าใหญ่ขนาดไหนจะอ่านได้ทัน โดยไม่ชน

ถ้าจะเขยิบไปเป็นป้ายอัจฉริยะ (ป้ายฉลาดสูง) ก็อาจเพิ่มลูกเล่น เช่น เลี้ยวขวาไปนางเลิ้ง แต่เขาห้ามเลี้ยวขวานะ ดังนั้นท่านมีทางเลือกคือ เลี้ยวซ้ายแล้วไปกลับรถไต้สะพาน หรือตรงไป แล้วไปกลับรถ เลี้ยวซ้าย ...ทั้งนี้โดยทำลูกศรบนป้ายฉลาดสูงบอกทางเลือกให้เขา ทั้งก่อนแยก ๒๐๐ เมตร และหลังแยก ๑๐ เมตร และ ๒๐ เมตร (เตือนสองครั้ง)   ......(บ่อยครั้งแยกหน้ามันห้ามเลี้ยวขวา เราก็ไม่รู้ พอรู้ก็เลยแยกไปแล้ว อ้าว เหวอ ไปไหนดีวะ เก้เก้กังๆ รถคันหลังก็บีบแตรไล่ อย่างไร้มารยาท (ถ้ามีปืนอาจลงไปยิงหัวแมร่งแล้วแหละ อ้าวยิงกันแบบนี้ รถยิ่งติดสิ ) 

ป้ายโง่ๆ  ไม่มีระบบอีเล็กทรอนิกส์  ถ้าเรามีปัญญา ก็เอามาทำเป็นป้ายฉลาด ถึง ฉลาดสูงได้ แต่หากไร้ปัญญา ป้ายอิเล็กทรอนิกส์สูงส่งเพียงใดก็กลายเป็นป้ายประจานความง่าวของเจ้าความคิดได้เสมอ ดังประจักษ์ทั่วกรุงในวันนี้

...คนถางทาง (๗ กพ. ๒๕๕๖)