ให้ดีกว่ารับ
โดยธรรมชาติของคน ความรักตนเองเป็นสิ่งแรกที่คนทุกคนมีอยู่ในใจ คนจึงมักทำอะไรเพื่อตอบสนองตนเองก่อนเสมอ คนบางคนเมื่อตอบสนองตนเองเพียงพอแล้วความคิดที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนอื่น ๆ ก็จะมีตามมา แต่ก็มีคนอยู่ไม่น้อยที่ไม่เคยคิดเอื้อเฟื้อคนอื่นเลย ตนเองไม่เคยพอเพียงจนเกิดนิสัยความเห็นแก่ตัว สังคมทุกวันนี้จึงมีคนเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นมากกว่าสมัยก่อน ทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยค่านิยมในสังคมที่มักจะยกย่องนับถือคนที่ร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองมากกว่าคนที่ดีมีคุณธรรมแต่ไม่ร่ำรวย สังคมจึงมีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในเรื่องความร่ำรวย ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย เช่น อาชญากรรมมากขึ้น และการทุจริตโกงกินในโครงการต่าง ๆ เป็นต้น
คนที่เห็นแก่ตัวมักจะมุ่งเป็นผู้รับมากกว่าเป็นผู้ให้ ชีวิตจึงมีแต่ความทุกข์เร่าร้อนเพราะต้องคอยคิดหาวิธีที่จะเอาให้ได้ ในบางกรณีก็อาศัยการทุจริต คดโกง หรือใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ นานา ซึ่งตรงกันข้ามกับการเป็นผู้ให้ ชีวิตย่อมมีความสุขและความเบิกบานใจ มากกว่า เพราะการให้ไม่ต้องคิดหาวิธีอะไรมากมายและทำได้ง่าย ขอเพียงแต่อย่าคิดที่จะให้โดยหวังผลตอบแทนเท่านั้น
การให้เป็นสิ่งสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคม สังคมทุกวันนี้ที่ยังอยู่ได้ดีเพราะยังมีคนที่มุ่งเป็นผู้ให้อยู่เหมือนกัน คุณก็เป็นผู้ให้ได้เพราะการให้ทำได้หลายประการ เช่น การให้ทรัพย์สินเงินทอง การให้ความช่วยเหลือ การให้เกียรติ การให้อภัย หรือการให้โอกาสต่อกัน เป็นต้น
หลักสำคัญของการให้ที่ถูกต้อง คือ
1. ควรให้ในสิ่งที่เขาต้องการและเราสามารถให้เขาได้โดยไม่สร้างความเดือนร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น
2. ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ กลับคืน
เพียงสองประการนี้หากคุณทำได้ ชีวิตก็จะมีความสุขใจ คุณก็จะเป็นคนหนึ่งมีส่วนที่จะทำให้สังคมดีขึ้น และหากมีผู้ให้มีมากขึ้นในสังคมก็จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสงบสุข การให้อาจเริ่มได้จากการรู้จัก ให้เกียรติกัน ให้โอกาสกัน หรือให้อภัยต่อกัน ซึ่งไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายและไม่ต้องใช้เงินทองซื้อหามาแต่อย่างไร ใช้แค่ใจของคุณเองเท่านั้นก็ให้สิ่งเหล่านี้ได้
การให้นอกจากจะช่วยให้สังคมดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ครอบครัวหรือชีวิตคู่ดีขึ้นได้อีกด้วย ทุกวันนี้ชีวิตคู่หลายคู่ต้องพบกับความผิดหวังแยกทางกันเดิน หรือหย่าร้างกัน ซึ่งพบว่าสาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือการขาดการให้ซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างไม่ยอมกันเพราะคิดว่าตนเองดี ตนเองถูกต้อง อีกฝ่ายหนึ่งไม่ดี ทำไม่ถูกต้อง หรือคิดว่าตนเองเก่งกว่าเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่คิดที่จะหันหน้ามาพูดจากันให้เข้าใจ หรือไม่พยายามมองในส่วนที่ดีของกันและกัน หรือความยากลำบากที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
หากคุณปรารถนาให้มีชีวิตคู่ที่ยืนยาว ขอให้มุ่งเน้นการให้ต่อกันบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
1. การให้อภัยต่อกัน เป็นสิ่งที่สามีและภรรยาควรมีให้ต่อกันอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะชีวิตคู่มักจะมีการกระทบกระทั่งกันเสมอเปรียบเสมือนลิ้นกับฟัน ชีวิตคู่ที่ไม่มีปัญหาเรื่องการกระทบกระทั่งกันเลยคงหาได้ยาก การให้อภัยต่อกันจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะลดปัญหาต่าง ๆ ของชีวิตคู่ลงไปได้
2. การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามีและภรรยาควรมีให้ต่อกัน ดังคำโบราณที่ได้กล่าวไว้ว่า “ภรรยาเป็นช้างเท้าหน้าสามีเป็นช้างเท้าหลัง” ซึ่งหมายถึงการยกความเป็นใหญ่ในบ้านให้แก่ภรรยานั่นเอง ส่วนภรรยาเองก็ต้องให้เกียรติสามีในเรื่องของการทำงาน โดยไม่เข้าไปก้าวก่ายในภาระหน้าที่การงานของสามีเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันและไว้วางใจกัน ไม่ใช่อยู่กันไปแบบระแวงกันหรือคอยจับผิดต่อกัน หากเป็นเช่นนี้ชีวิตคู่ก็คงจะไม่ยืนยาวอย่างแน่นอน
3. ให้กำลังใจต่อกัน สามีภรรยาควรให้กำลังใจต่อกันหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดความผิดพลาด ผิดหวัง หรือล้มเหลวในเรื่องใด ๆ ก็ตามไม่ควรซ้ำเติมกัน หรือซัดทอดความผิดพลาดนั้นต่อกัน แต่ควรถนอมน้ำใจและให้กำลังใจต่อกันเพื่อให้มีพลังใจในการต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคและปัญหาทั้งหลายต่อไป ไม่ช้าความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้
4. ให้สิ่งที่ดีต่อกัน สามีภรรยาควรให้สิ่งที่ดี ๆ ต่อกันบ้าง เช่น ให้คำชม ให้ของขวัญที่ถูกใจในวาระสำคัญ หรือทำความดีต่อกัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างให้ชีวิตคู่ไม่เบื่อหรือเซ็ง และเพิ่มการเห็นคุณค่าของกันและกันได้ดียิ่งขึ้น
หลักการให้ทั้ง 4 ประการข้างต้นนี้ หากคุณปฏิบัติได้ ชีวิตคู่ก็จะมีความสุข ความสำเร็จก็จะตามมา สมาชิกในครอบครัวก็จะมีความอบอุ่น ส่งผลให้ปัญหาครอบครัวลดลง นั่นหมายถึงภาพรวมคือสังคมก็จะมีปัญหาลดลงไปด้วย