ขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท มันน้อยไป อยากให้ขึ้น ๑๐๐๐ ด้วยซ้ำไป
ในประดานโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยนั้น มีอยู่อย่างเดียวที่ผมพอเห็นด้วยอยู่บ้าง คือ นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และปริญญาตรีได้เงินเดือน 15,000
....ที่ไม่เห็นด้วยเต็มร้อยเพราะผมเห็นว่ามันขึ้นน้อยไป โดยผมอยากให้ขึ้นเป็น 1000 บาทด้วยซ้ำไป (โดยสนนราคา ณ วันที่เขียนบทความนี้ กรกฎาคม พศ. ๒๕๕๔)
วันนี้ (๒๑ กค. ๕๔) ได้อ่านบทความของอดีตคณบดีเศรษฐศาสตร์จุฬาออกมาโจมตีนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท โดยท่านยกอ้างข้อมูลขององค์กรแรงงานสากลโลก ว่า ค่าแรงขั้นต่ำควรอยู่ที่ 40% ของ “ค่าแรงเฉลี่ย” ซึ่งเมืองไทยเราก็ตกที่ 200 บาท ก็ถูกต้องแล้ว
ผมย้อนถามท่านคณบดีว่า แล้วถ้า “ค่าแรงเฉลี่ย” มันต่ำเกินไปล่ะ มันมิดึงให้ค่าแรงขั้นต่ำ (ซึ่งเป็น 40%) ต่ำเกินไปด้วยหรอกหรือ
ท่านคณบดียังวินิจฉัยต่ออีกด้วยว่า ขึ้นค่าแรงแล้วคุณภาพงานและผลผลิตงานจะเพิ่มตามด้วยไหม (ท่านคิดว่าไม่)
ผมก็ขอย้อนถามท่านว่า รถโตโยต้าผลิตในไทย กับผลิตในสหรัฐ คุณภาพเท่ากัน ส่งไปขายในสหรัฐด้วยราคาเดียวกัน แต่พนักงานไทยได้ค่าแรงวันละ 300 บาท ส่วนเมกาได้เฉลี่ยวันละ 8000 บาท (พร้อมสวัสดิการอีก วันละ 2500 บาท รวมเป็นวันละ 10,500 บาท (พศ. ๒๕๕๔) ) แล้วท่านคณบดีจะคิดอย่างไรในกรณีนี้
...แต่ผมยอมรับว่า.ถ้ารัฐไม่เก่งจริง การขึ้นค่าแรงอาจยิ่งทำให้คนจนลงด้วยซ้ำไป (ถ้าราคาสินค้ามันขึ้นแซงหน้า โดยเฉพาะในประเทศไทยที่การแข่งขันเสรียังอ่อนแอมากแบบไทยเรา)
อันว่าค่าแรงนั้นสูงเกินไปก็ไม่ดี ต่ำเกินไปก็ไม่ดี มันมีจุดที่ดีที่สุดเสมอ ซึ่งในแต่ละเศรษฐสังคมจะมีจุดนี้ต่างกันไป สำหรับประเทศไทยผมคำนวณได้ว่า ค่าแรงขั้นต่ำดีที่สุดในเวลานี้คือ 1000 บาทต่อวัน
ถ้าขึ้นค่าแรงเป็น 1000 บาท แล้วสามารถคุมราคาก๋วยเตี๋ยวไว้ได้ที่ชามละ 50 บาท (ต้องแพงขึ้นเป็นธรรมดา แต่แพงในอัตราที่ต่ำกว่าการขึ้นค่าแรงก็โอนะจ๊ะ) ประเทศไทยจะพัฒนาอย่างรวดเร็วในเชิงเศรษฐกิจ .....นายทุน ภาคอุตสาหกรรม (ที่ออกมาร้องเย้วๆ ต่อต้าน ) จะรวยขึ้นสองเท่าทันที รวมทั้งคนขายก๋วยเตี๋ยว ช่างตัดผม รวมถึงคณบดีเศรษฐศาสตร์ในมหาลัยด้วย จะได้เงินเดือนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ผมจะลองแจงการคำนวณให้ดูนะครับ สมมติว่าก๋วยเตี่ยวในวันนี้ (พศ. ๒๕๕๔) ชามละเฉลี่ย 30 บาทใน ในจำนวนนี้เป็นค่าแรงเสีย 10% หรือ 3 บาท (ค่าแรงไทยต่ำมาก ถ้าเป็นในอารยประเทศค่าแรงแพง จะนับได้เป็นประมาณ 30%) กำไร 10 บาท ที่เหลือ 17 บาทเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าเช่าร้าน ค่าติดสินบทเจ้าพนักงาน (ที่ไปตั้งแผงลอยบนฟุตบาท)
ดังนั้น....ถ้าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 200 เป็น 1000 บาท ค่าแรงเพิ่ม 5 เท่า ดังนั้นก๋วยเตี๋ยว 1 ชามจะมีค่าแรง 3X5 = 15 บาท ค่าวัตถุดิบและอื่นๆ จะเพิ่มจาก 17 บาท เป็นประมาณ 20 บาท (คิดออกไหม เพราะมันมีค่าแรงอยู่ในนั้นด้วย 10%) ถ้าคงกำไรไว้ที่ 10 บาทต่อชามเท่าเดิม ก็จะได้ก๋วยเตี๋ยวราคา 45 บาท
กำไร 10 บาทเท่าเดิมนี้ยังเป็นธรรมอยู่ เพราะแม่ค้าจะขายก๋วยเตี๋ยวได้มากขึ้น 3 เท่า เนื่องจากเมื่อก่อนค่าแรง 200 บาท คนมีกำลังซื้อก๋วยเตี๋ยวแค่วันละ 200 หาร 30 หรือ 6.7 ชามเท่านั้น แต่พอขึ้นค่าแรงเป็น 1000 บาท และถ้าจัดการให้ราคาก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ 45 บาท ดังนั้นคนจะมีกำลังซื้อก๋วยเตี๋ยวถึงวันละ 1000 หาร 45 คือ 22.2 ชาม มากขึ้นกว่าเดิม 3.33 เท่า
ดังนั้น แม่ค่าจะขายดีขึ้น 3.3 เท่า และทำกำไรเพิ่ม 3.3 เท่า ทั้งที่มีกำไรต่อชาม 10 บาทเท่าเดิม
ที่มาของสูตรการขึ้นค่าแรงเป็น 1000 บาทนี้ก็เพื่อให้ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ประมาณ 20 ชามพอดีนี่แหละครับ ผมสร้างโจทย์คณิตศาสตร์แล้วคำนวณย้อนหาตัวเลขนี้ออกมา ตัวเลข 20 เท่านี้ไม่ได้มาจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในตำราหรอกครับ แต่มาจากการสำรวจของผมเองที่พบว่าประเทศอารยะทั้งหลายทั้งสหรัฐ ยุโรป มีค่าแรงขั้นต่ำที่ซื้ออาหารหนึ่งมื้อได้ประมาณ 20 มื้อพอดี จึงคิดว่านี่มันน่าเชื่อถือกว่าตำราเสียอีก เพราะอารยประเทศพวกนี้เขาลองผิดลองถูกมาเป็นร้อยปี สร้างหลักฐานให้เราเห็นเป็นรูปธรรม เป็นสูตรสำเร็จที่ตรงกันทุกประเทศอยู่แล้ว
ในการขึ้นค่าแรงนี้ รัฐบาลจะเก็บภาษีได้มากกว่าเดิมมากหลาย น่าจะประมาณ 5 เท่า เพราะเดิมแรงงาน 20 ล้านคนไม่เสียภาษีเงินได้ เพราะรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ มาบัดนี้รายได้เกินระดับเสียภาษีแล้ว ก็ต้องเสียภาษี
ในการนี้รัฐจะมีฐานภาษีใหม่เพิ่มอีก 20 ล้านคน อีกทั้งผู้ประกอบการทั้งหมดมีรายได้มากขึ้น 3 เท่า รัฐก็เก็บภาษีการค้ามากขึ้นกว่าสามเท่า (ภาษีก้าวหน้า) ยังภาษีค้าปลีกที่จะมากขึ้นอีก 5 เท่า (จากกำลังซื้อทีเพิ่มขึ้น 5 เท่า) ความจริงจะมากกว่า 5 เท่าด้วยซ้ำไปเพราะมันมีตัวคูณทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหลายต่อ
ที่น่าสังเกตคือ คราวนี้ค่าแรงในก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม คือ 15 บาท คิดได้เป็น 30% ของราคาสินค้าพอดี ซึ่งเท่าๆกับระดับอารยประเทศ นี่คือจุดค่าแรงยุติธรรม ที่ไม่ถูกหรือแพงเกินไป ถ้าค่าแรงแพงกว่านี้การค้าขายและระดับเศรษฐกิจจะเริ่มลดลง (การลดลงนี้อธิบายยาก มันเกี่ยวกับการสัมพันธ์แบบไม่เป็นเชิงเส้นของกำไรการค้าและค่าแรง ขนาดศ.ดร.เศรษฐศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้เลย หันไปต่อต้านการขึ้นค่าแรงเฉยเลย)
ผมย้ำว่ารัฐบาลต้องเก่ง ต้องทำให้ก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ชามละ 50 บาทให้ได้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้พรวดไปที่ 150 บาท
ส่วนพวกโรงงานอุตสาหกรรมก็จะได้รับผลดีเช่นเดียวกัน เพราะพอพนักงานมีรายได้มากขึ้น เขาก็จะอุปโภคสินค้าที่ผลิตจากโรงงานมากขึ้น เช่น พนักงานโรงงานผลิตรองเท้า ก็ไปซื้อมอเตอร์ไซค์มากขึ้น พนักงานโรงงานมอเตอร์ไซค์ก็ไปซื้อโทรทัศน์มากขึ้น พึ่งพากันเป็นร่างแหแบบนี้ สุดท้ายคือเจ้าของโรงงานได้กำไรสุทธิมากขึ้น 3 เท่า ทั้งที่ต้องจ่ายค่าแรงมากขึ้น 5 เท่า (เหมือนแม่ค้าก๋วยเตี๋ยว)
การที่สภาอุตสาหกรรมไทยออกมาโจมตีมาตรการขึ้นค่าแรงนั้นเป็นเพราะ
1) ยังไม่เข้าใจในประเด็นที่ได้กล่าวไปแล้วว่าพวกตนจะได้กำไรมากกว่าเดิมสามเท่า
2) สภาฯถูกพวกนักลงทุนต่างชาติหลอกให้มาพูดแทน
3) พูดเองด้วยใจจริงเพราะเกรงไปว่านักลงทุนต่างชาติที่โรงงานพวกตนหากินร่วมอยู่ด้วยจะถอนทุนไปที่อื่นหมด
...ไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งก็ถือว่าเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทั้งหมด
ข้อ 1) ได้เฉลยไปแล้ว ข้อ 2) ไม่ต้องกลัวต่างชาติถอนทุน ยิ่งถอนยิ่งดี นักลงทุนไทย (พวกสภาฯคุณนั่นแหละ) จะได้มีช่องว่างในการลงทุนมากขึ้น (เพราะไม่ต้องไปแข่งกะไอ้พวกนี้) ช่องว่างที่ว่ามาจากไหน ก็จากกำลังซื้อที่มากขึ้นประมาณ 3 เท่านะซี่ ดังนั้นโรงงานใหม่ๆ จะผุดขึ้นมาทำกำไรได้อีกมาก ข้อ 3) อนุโลมใช้คำตอบตามข้อ 2)
ไอ้ฝรั่งพวกนี้มันไม่โง่หรอก การขึ้นค่าแรงจาก 200 เป็น 1000 ผมว่าต่างชาติจะมาลงทุนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เพราะพวกนี้มันไม่โง่คิดชั้นเดียวเหมือนสภาอุตฯไทยหรอก
ไม่เช่นนั้นญี่ปุ่นมันจะไปลงทุนในสหรัฐฯมากมหาศาลที่สุดในโลกหรือ ทั้งที่ค่าแรงวันละ 8000 บาท ค่าสวัสดิการอีก 30%
โรงงานไทยที่จะกระทบมากที่สุดคือ โรงงานสัญชาติไทยจริงๆ (ที่ไม่ใช่นอมินีให้ต่างชาติ) ที่ผลิตสินค้าส่งออกนอกเป็นหลักหรือทั้งหมด อีกทั้งเป็นโรงงานที่ใช้แรงงานมาก (labor intensive) ซึ่งรัฐบาลต้องช่วยเหลือ เช่น สินค้าหัตถกรรมส่งออก ดอกไม้ประดิษฐ์
ที่เดือดร้อนคือสินค้าส่งออกจะมีราคาแพงขึ้น อาจทำให้แข่งขันสู้คู่แข่งจากประเทศอื่นไม่ได้ แต่เนื่องจากโรงงานเหล่านี้มียอดขายน้อยมากเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศ (ซึ่งมาจากโรงงานต่างชาติ ๗๐ ปซ.) อีกทั้งรัฐเก็บภาษีได้มากกว่าเดิม 5 เท่า ก็เอาเงินมาเยียวยาจุดนี้ได้สบายมาก เช่น ลดภาษีนิติบุคคลให้เหลือ 0% ก็ยังได้
...คนถางทาง (๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔)