วันนี้เป็นอีกวันที่ได้หยุดพัก  จริงๆแล้วลาพักเพื่อที่จะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบแต่นั่งนานๆแล้วรู้สึกเหนื่อย เมื่อวานมีโอกาสไปที่โรงพยาบาลไปทำธุระค่ะ ด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาดจึงทำให้มีเวลาไปนั่งดูและใช้ความคิดรวมทั้งได้สังเกตประกอบกับประสบการณ์เมื่อครั้งที่คุณพ่อป่วยเมื่อมาผสมกลมกลืนกันทำให้เห็นว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ในความรู้สึกของดิฉันทั้งในฐานะบุคคลากรสุขภาพและในฐานะของผู้รับบริการว่าการที่จะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จและเกิดผลดีเรามองข้ามประเด็นของสังคมวัฒนธรรมไม่ได้เด็ดขาดค่ะเหตุการณ์มีอยู่ว่า  

      ในระหว่างที่ไปนั่งรอที่จะทำธุระอยู่นั้นบริเวณด้านหน้าของส่วนที่จะไปทำธุระเป็นหอผู้ป่วย หลายท่านที่เป้นคนในภาคอีสานคงนึกได้ถึงความแออัดและคับแคบของโรงพยาบาลนะค่ะยิ่งในช่วงเวลาเที่ยงวันเช่นนี้แล้วพื้นที่บริเวณดังกล่าวก็จะแออัดไปด้วยญาติผู้ป่วยมากมาย ซึ่งจริงๆธุระของดิฉันต้องเดินเข้าไปในห้องแต่ด้วยความที่เห็นว่าคุณลุงคุณป้าที่มาเยี่ยมญาติได้จับจองพื้นที่แถวหน้าประตูทางเข้าเพื่อนั่งรวมกันรับประทานอาหาร  จึงทำให้ดิฉันรู้สึกเกรงใจไม่กล้ารบกวนประกอบกับไม่ได้รีบมากจึงนั่งรอและคิดอะไรเพลินๆไปด้วย  ระหว่างนั้นก็ได้ยินคุณป้าคนหนึ่งท่าทางคล่องตัวค่ะกำลังพูดและแนะนำน้าผู้หญิงคนหนึ่งอายุ ประมาณ 40 ปีต้นๆค่ะว่า ถ้าจะไปห้องน้ำห้องน้ำก็จะอยู่ทางด้านทิศใต้ต้องเดินลงไปอีก ช่วงเวลาประมาณ ตี 4 พยาบาลจะมาแจกผ้าและให้อาบน้ำให้คนไข้ให้เรียบร้อยเพราะในช่วงที่หมอใหญ่มาตรวจคนไข้ญาติจะถูกกันให้ออกไปไม่ให้เฝ้าคุณป้าเล่านัยว่าญาติจะกีดขวางทางหมอ พูดแล้วแกก็ตอบเองว่าแต่ถ้ามาใหม่พยาบาลจะอนุญาติให้เฝ้าได้อยู่หรอกส่วนข้าววันนี้แกให้คุณน้าคนนั้นกินด้วยในมื้อเที่ยงนี้ค่ะและแนะนำบอกว่าที่ซื้อกับข้าวจะอยู่ติดกับรั้วของโรงพยาบาลด้านทิศใต้เดินอ้อมไปด้านหน้าประตูใหญ่ก็ได้หากขี้เกียจเดินให้ไปพร้อมแกในวันรุ่งขึ้นเพราะแกจะพาไปทางลัดที่โรงพยาบาลทำรั้วเพื่อเปิดให้ญาติคนไข้ไปซื้อกับข้าวได้แต่ต้องมีเวลา  ส่วนเรื่องที่นอนหมอนมุ้งวันนี้แกจะให้คุณน้าคนนั้นนอนด้วย ว่าแล้วแกก็ชี้ไปที่ผนังหน้าสำนักงานแพทย์ซึ่งอีกด้านเป็นตึกผู้ป่วยดิฉันนั่งฟังคุณป้าพูดด้วยความเพลิดเ พลินและเข้าใจได้อย่างรวดเร็วเพราะเมื่อครั้งที่คุณพ่อไม่สบายได้มาใช้ชีวิตที่ตึกผู้ป่วยแห่งนี้เช่นกันแม้ช่วงเวลาที่อยู่ที่ตึกคนไข้รวมแห่งนี้จะไม่นานแต่ดิฉันก็ได้บรรยากาศที่คุณน้าคนนั้นได้รับเช่นกัน ยังจำคนบุคลิกเช่นคุณป้านัก orient ได้อยู่เสมอ วันแรกๆที่มาเฝ้าจำได้ว่านั่งตลอด 12  ชั่วโมงอากาศก็ไม่ถ่ายเทสงสารคุณพ่อจับใจ ยังจำน้ำใจดีๆจากคุณลุงข้างเตียงที่เอื้อเฝื้อพัดลมให้พ่อได้เสมอ คุณตาเตียงฝั่งซ้ายที่มีน้ำใจมาบอกว่าหนูไปงีบหน่อยคุณลุงจะช่วยดูพ่อให้   และยังจำได้ชัดเจนว่าที่ที่คุณลุงชี้ไปให้งีบก็คือพื้นที่บริเวณที่คุณป้านัก oent ชี้ให้คุณน้าท่านนั้นดู   นั้นคือความจริงที่สะท้อนให้เห็นหากเพียงแต่เราจะสังเกตเราจะพบว่าญาติผู้ป่วย คนไข้   ดิฉันเข้าใจว่าร้อยละ 70 ขึ้นไปได้รับการบอกเล่าในวิธีการใช้ชีวิตในโรงพยาบาลจากญาติด้วยกันรวมถึงตัวดิฉันเองด้วย  ประเด็นดังกล่าวให้แง่คิดกับตัวดิฉันเองว่าหากภาระงานที่พยาบาลทำมากและมากจริงๆจนล้นมือนั้นทางออกที่ดีในประเด็นในหน้าที่ที่พยาบาลต้องทำคือการแนะนำสถานที่หากเป็นไปได้คือการเอาศักยภาพของคนอย่างคุณป้า นัก orient ท่านนั้นให้เป็นประโยชน์จะดีมากถึงมากที่สุดค่ะเพราะสิ่งที่เกิดและที่ได้เห็นกับตัวเองมันคือความงดงามของสังคมและวัฒนธรรมความเป็นพี่น้อง ความเต็มใจช่วยเหลือ  ความเอื้อเฟื้อ นี้แหละค่ะ    ซึ่งแม้สังคมปัจจุบันจะพยายามสอนให้เราระวังตัวกับคนแปลกหน้าก็ตาม   ส่วนที่ระวังก็คงต้องระวังค่ะแต่ส่วนที่ได้เห็นและได้ฟังมาส่วนนี้อยากเล่าค่ะ  ในความคิดดิฉันความงดงามดีๆเกิดขึ้นได้ทุกทีแม้แต่ที่ที่ทุกคนมาร่วมกันด้วยความไม่เต็มใจเช่นโรงพยาบาลแต่ในความทุกข์อย่างน้อยก็มีความงามของน้ำใจให้เห็น เสมอๆซึ่งดิฉันมองว่าสิ่งนี้คือทุนที่สำคัญที่จะเกื้อหนุนต่อการพัฒนาไม่ว่าด้านใดๆก็ตามค่ะ   

      ลองดูนะค่ะถ้าพอมีเวลาจากความสับสนและวุ่นวายที่ไหนๆก็ได้ค่ะลองใช้ใจมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวในความวุ่นวายที่หลายๆคนบอกว่าเต็มไปในสังคมทุกวันนี้ดิฉันว่าหากเราใช้หัวใจดีๆ และความรักที่บริสุทธิ์มองเราจะเห็นว่าโลกนี้และสังคมยังน่าอยู่เสมอค่ะ