ผมอ่านฉลากตัวเล็กๆข้างกระป๋องมาตลอดตั้งแต่สมัยอายุก่อน ๒๐  ว่าอาหารมีส่วนผสมอะไรบ้าง  ที่พบคือสารกันบูดชื่อต่างๆ เท่าที่พอจำได้ก็เช่น sodium benzoate และ พวก acid ต่างๆ  รวมทั้งสารแต่งสีกลิ่นรส

ต่อมาประมาณ คศ. ๑๙๘๖  ผมได้ดูสารคดีว่า ชาวต้ง  (ชนเผ่าไทเผ่าหนึ่งทางตอนใต้ของจีน)  สามารถดองผักและเก็บไว้ได้นานถึง ๒๐ ปี ที่สำคัญคือเขาดองน้ำซาวข้าว 

อ้าว...ทำไมมันเหมือนกับที่แม่ผมดองผักเสี้ยนเลย  ต้องใช้น้ำซาวข้าว  คนอีสานหมักปลาร้า ก็ใส่รำ 

ผมมาฉุกคิดว่า ชะรอย สารในเปลือกข้าว คงจะมีฤทธิ์ในการถนอมอาหาร ที่คนไทยโบราณเราค้นพบก่อนใครในโลก 

พอกลับมาเมืองไทย ผมก็หอบเอารำข้าวไป usa ด้วย แล้วผมทดลองทันที  โดยเอาผักกาดขาว หั่น เป็นท่อน เอาลงโหลแก้ว โหลหนึ่งใส่น้ำธรรมดา  อีกโหลหนึ่งใส่น้ำผสมรำข้าว (เป็นรำหยาบ ข้าวหอมมะลิ)  เอาทั้งสองตั้งไว้เคียงกันในตู้ใต้ sink ห้องครัว  เปิดฝาโหลทั้งคู่

หนึ่งเดือนต่อมา  โถน้ำเปล่ามีราเขียวขึ้นเต็ม ส่งกลิ่นเน่า  โถที่ใส่รำน้ำใสแน๋ว ลองหยิบชิ้นผักกาดมากินดู ปรากฏว่ามีรสเปรี้ยวเล็กน้อยถึงปานกลาง และไม่เน่า

ผมเชื่อว่า มันใช่แน่  ยิ่งถ้าสกัดสารเข้มข้นที่ออกฤทธิ์ออกมาก็จะยิ่งไปกันใหญ่

เมื่อก่อนผมว่าจะเก็บไว้เป็นความลับ แต่วันนี้เอามาเผยให้คนไทยเอาไปศึกษากันให้กว้างที่สุดครับ  ใครทำได้ก่อน รับรองว่ารวยเละ แน่ๆ  รวยเละแล้วอย่าลืมผมด้วยนะ ...ขอคฤหาสน์ริมทะเลสักหลังก็พอแล้ว ผมคนพอเพียงอยู่แล้ว หิหิ


อ้อ...ขอสงวนสิทธิ์ห้ามเอาไปปรึกษาฝรั่งด้วยนะ ขอให้คนไทยเราทำเองล้วนๆ ก่อนที่ฝรั่งมันจะมาล้วงความลับแห่งชนเผ่าเราไปแด๊กซ์เสียก่อน 


...คนถางทาง (๒๒ มกราคม ๒๕๕๖)