ประตูแห่งความสุข รับปีใหม่        

ช่วงขึ้นปีใหม่ คงไม่แปลกที่ใครๆก็อยากจะแสวงหาสิ่งที่เป็นมงคลให้กับตัวเองเพื่อให้มีโชคลาภ เสริมดวงชะตา แต่จะดีกว่าไหมถ้าในโอกาสเดียวกันนี้ ปัจจัยภายนอกที่เสาะแสวงหาจะมาพร้อมกับการระลึกถึงปัจจัยภายใน ที่สร้างความสุขง่ายๆได้ อย่าลืมว่า สุขภาพ หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา มิใช่เพียงการปราศจากโรคหรือความพิการเท่านั้น ดังนั้นการมีสุขภาวะยั่งยืน หมายถึงคนไทยมีสุขภาวะดีครบทั้งสี่ด้าน ได้แก่ กาย จิต สังคม และ ปัญญา ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนหาไม่ได้จากบรรดาเครื่องรางเสริมโชควาสนา แต่ล้วนมาจากทัศนคติที่ดี พ่วงกับการฝึกปฏิบัติ

                             

คิดด้วยเหตุ-ผล ปัจจุบันของการมีสุขแท้

ความเก่งกาจอย่างเดียวเห็นจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะแม้วันนี้หลายคนจะเป็นคนเก่ง มีความสามารถแต่ก็มักจะเอาอารมณ์เข้ามาเจือปน ยึดความปรารถนาของตนเสียจน ลืมความชอบธรรมของเหตุผล ทำให้มองคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โน้มเอียงไปในทางเข้าข้างตนเองจนคิดว่า “ความถูกใจ”กลายเป็น “ความถูกต้อง” สุขแท้ด้วยปัญญาจึงฝึกการมองเรื่องรายล้อมรอบตัว และพิจารณาสิ่งต่าง ๆ โดยคำนึงถึงเหตุผลมากกว่าอารมณ์ เพื่อให้มองสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน สามารถแยกแยะความถูกต้องดีงามได้ มากกว่านั้นการคิดเฉพาะผลประโยชน์ของตนก็อาจไม่เพียงพอสำหรับการร่วมประคับประคองให้โลกใบนี้น่าอยู่กว่าที่เคย

                                       

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ พระนักเผยแพร่อันเป็นที่รู้จักกันดี เคยนิยามถึงที่มาของความสุขในรูปแบบหนึ่งว่า ความสุขมิได้อยู่ไกลตัวหากมองเป็นก็เห็นสุขอยู่รอบตัว เรามักเข้าใจว่าความสุขจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อร่ำรวย มีคนรัก มีงานดี มีตำแหน่งสูง ฯลฯ การมองเช่นนั้นคือการเอาความสุขฝากไว้กับอนาคตเราไม่ควรจะรอให้ได้สิ่งเหล่านั้นก่อนถึงจะมีความสุข เพราะสิ่งสำคัญกว่าก็คือมีความสุขอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้ไม่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ เราก็มีความสุขได้เพราะสุขนั้นมีอยู่แล้วในใจเรา การสร้างความสุขที่แท้จริงจึงไม่ใช่เรื่องที่สูงส่ง เกินจะไขว่คว้ามาปฏิบัติ เมื่อผู้อื่นมาก่อน ไม่ใช่ผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์พร้อมเท่านั้นที่จะสามารถมีความสุขได้ เพราะแม้แต่ผู้ที่เจ็บป่วยหรือพิการ หากแต่รู้เท่าทันความต้องการของตัวเองก็สามารถสร้างความสุขได้ไม่ต่างอะไรจากคนปกติ ประเด็นนี้อาจเริ่มจากการลองคิดถึงผู้มากกว่าตัวเอง เพราะอย่างที่รู้การคิดถึงแต่ตนเองทำให้จิตใจคับแคบ ซ้ำอัตตาหรือตัวตนใหญ่ขึ้นทำให้ถูกกระทบหรือเป็นทุกข์ได้ง่าย ราวกับว่ามีเท่าไรก็ไม่พอใจเสียที การคิดถึงผู้อื่นจึงประหนึ่งทำให้ตัวตนของเราเล็กลง เห็นความทุกข์ของตนเองเป็นเรื่องเล็กน้อย ขณะเดียวกันยิ่งช่วยผู้อื่นมากเท่าไรก็ยิ่งมีความสุขเพราะได้เห็นผู้อื่นมีความสุขด้วย ยกตัวอย่าง “พี่หน่อย” อาริยา โมราษฎร์กลุ่มอาสาศูนย์ศึกษาศิลปะธรรมชาติเด็กรักป่า จ.สุรินทร์ ที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังมากกว่า8ปี แต่ก็มีความเชื่อที่ว่า “ในประสบการณ์ร้ายๆที่ผู้ป่วยเผชิญอยู่ เมื่อมองอีกมุมได้พบว่าเป็นเรื่องราวที่เยาวชนจะได้เรียนรู้จากเรื่องเหล่านั้นด้วย” เธอจึงมาทำกิจกรรมโครงการสุขแท้แม้ฟอกไต  โดยการนำนักเรียน นักศึกษาและเยาวชนของศูนย์ศิลปะธรรมชาติเด็กรักป่า และผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจากหน่วยไตเทียมโรงพยาบาลสุรินทร์มาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งจุดประสงค์หลักของโครงการคือการนำเยาวชนคนหนุ่มสาวมาเรียนรู้ สัมผัส ฟังประสบการณ์การป่วยไข้ ความสุข ความทุกข์ จากผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย บนความเชื่อที่ว่า “การเดินเข้าออกโรงพยาบาลเพื่อฟอกไตไม่ใช่เรื่องสนุกแน่นอน แต่เมื่อเราป่วยแล้ว เราก็ต้องยอมรับความจริงให้ได้ และเดินต่อไป ไม่ไปทุกข์เรื่องข้างหลังและทุกข์ไปข้างหน้า ต้องเปิดตัวเองและกล้าจะพูดคุยกับคนรอบข้าง เพราะประสบการณ์แม้จะออกจากปากผู้ป่วยแต่ก็สร้างคุณประโยชน์ ส่วนเยาวชนเอง เมื่อใดที่เขามีจิตอาสา ให้ความสำคัญกับสังคมและคนรอบข้างมากกว่าตัวเองนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ถือว่าเขารู้จักการให้ ที่นับวันเรื่องเหล่านี้เลือนหายไปจากสังคมแล้ว”เธอว่า

                         

ลองหาสุขได้ แม้ไร้วัตถุ

วัตถุนั้นให้ความสุขเพียงชั่วคราวแต่ก่อให้เกิดภาระทางจิตใจต่าง ๆ มากมายการยึดติดความสุขทางวัตถุทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์เพราะแท้จริงที่มาแห่งความสุขนั้นมีอยู่มากมายและสามารถเข้าถึงได้โดยอาจจะไม่ต้องใช้เงินเลยก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากมิตรภาพ จากความสัมพันธ์ที่ดีงามกับผู้อื่นจากการทำงาน จากการทำความดีและจากสมาธิภาวนา การตระหนักว่าความสุขมีหลายมิติและสามารถเข้าถึงความสุขที่ไม่อิงวัตถุจะช่วยให้มีสุขได้ง่ายขึ้นและดูจะเป็นความสุขที่ยั่งยืนกว่า กิจกรรมที่สร้างปัญญาของการรู้จักความสุขอย่างง่ายๆ ซึ่งที่ “กระจายสุข”ติดตามมา เช่น โครงการกลับสู่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมกับเด็ก3 ศาสนาคือพุทธ คริสต์ อิสลาม ให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องศาสนา การใช้ชีวิตระหว่างในเมือง-ชนบท เข้าใจถึงปรัชญาของชีวิตกิจกรรมเยาวชนค้นธรรม นำทางสู่ความสุขด้วยปัญญา ที่นำเด็กเกเรในชุมชนมาร่วมทำความดี กิจกรรมวิถีชีวิตไตรสิกขา เด็กปัญญาทำได้ ดำเนินงานที่โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือเด็กออทิสติกที่ศึกษาในโรงเรียน กิจกรรมปฏิบัติการของเล่น การละเล่นของเด็กรอบลุ่มทะเลสาบสงขลาการจัดการศึกษาเพื่อสุขแท้ทางปัญญาของผู้เรียน ดำเนินงานภายใต้วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นต้น โครงการกลับสู่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมกับเด็ก3 ศาสนาคือพุทธ คริสต์ อิสลาม ให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องศาสนา การใช้ชีวิตระหว่างในเมือง-ชนบท เข้าใจถึงปรัชญาของชีวิตกิจกรรมเยาวชนค้นธรรม นำทางสู่ความสุขด้วยปัญญา ที่นำเด็กเกเรในชุมชนมาร่วมทำความดี “ครูโต้ง พรมกุล” คู่หนุ่มโรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งริเริ่ม “กิจกรรมโครงการวิถีชีวิตไตรสิกขา เด็กปัญญาทำได้” ที่ครั้งหนึ่งเคยบวช และร่ำเรียนทางธรรมจนถึงเปรียญ9ประโยค แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตพ่อพิมพ์ก็มีความมุ่งหมายที่ต่างออกไป  เพราะเมื่อเห็นสังคมได้ประโยชน์ เด็กนักเรียนของเราพัฒนา มันเกิดเป็นความสุขที่ไม่ต่างอะไรจากเมื่อครั้งเคยเป็นพระ เคยเป็นนักสังคมสงเคราะห์ โดยรูปแบบงานอาจจะเปลี่ยนไป แต่มันคือเนื้อหาเดียวกัน เป็นความตั้งใจที่จะทำให้สิ่งรอบตัวดีขึ้นตามความสามารถที่เราทำได้ ในรูปแบบที่ถนัด

                                           

โชคไม่ต้อง ฉันทำเอง

การเชื่อมั่นในความพากเพียรของตัวเอง ไม่หวังลาภลอยคอยโชค เป็นอีกหนึ่งวัตถุประสงค์หลักของแนวคิดสุขแท้ด้วยปัญญา อย่าลืมว่าการพึ่งพาโชคถึงจะได้ผลลัพธ์รวดเร็ว (แบบที่หลายคนชอบ)แต่การหวังลาภลอยคอยโชคหรือการหวังความสำเร็จโดยไม่ต้องเหนื่อย เป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งในระดับบุคคลและสังคม ก่อให้เกิดความคาดหวังในสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถหามาได้ การหันมาตระหนักว่าความสุขเกิดขึ้นได้จากความเพียรพยายามของตนทำให้ความสุขอยู่ในอำนาจของเราเอง ไม่หวังพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โชควาสนาหรือหันเข้าหาวิธีการที่เป็นโทษ เช่น อบายมุข การพนัน และการฉ้อโกง เพราะถึงจะทำบุญหาโชค แสวงหาเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์เต็มกระเป๋า แต่ถ้า “ใจ”ที่เป็นจุดศูนย์กลางความสุขยังไม่ถูกพัฒนา คงไม่มีใคร (แม้แต่ตัวเอง) กล้าการันตีว่า “ฉันจะมีความสุขได้” ไม่ว่าปีนี้หรือปีไหนๆ!!