ผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์
ปัจจุบันมีคนไทยติดเหล้ามากถึง 4.3 ล้านคน ข้อมูลจาก การสำรวจระบาดวิทยาระดับชาติครั้งล่าสุด ระหว่างปี
2551-2554 ชี้ว่า ผู้ป่วยที่มีอาการติดสุรามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยผู้ที่มีอาการติดสุราและมีอาการของโรคจิตเวชร่วมด้วยมีจำนวนร้อยละ 7.1นอกจากนี้ ยังพบว่าภายใน 1 เดือน มีผู้ป่วยติดสุราและป่วยทางจิต มากถึง 20 ราย และ อายุผู้ติดสุราเฉลี่ยจาก 30-45 ปีขึ้นไป ลดเหลือเพียง 20-30 ปี แม้ว่ากฎหมายได้บังคับห้ามขายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี สถานการณ์การรับรู้การปฏิบัติตามกฎหมาย การเข้าถึงผลิตภัณฑ์การโฆษณา และการส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังพระราช บัญญัติมีผลบังคับใช้ 1 ปี โดย ABAC Poll และศูนย์วิจัยปัญหาสุราระบุว่าสามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ทุกครั้งที่ไปซื้อในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาถึง ร้อยละ 79.6 ซื้อได้บางครั้ง ร้อยละ 15.4 และซื้อไม่ได้ทุกครั้ง เพียง ร้อยละ 5.0 เท่านั้น ประชาชนมากกว่าครึ่งหรือ ร้อยละ 56.2 พบเห็นหรือได้ยินสื่อโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรอบ 1 วัน โดยเห็นสื่อจากโทรทัศน์มากที่สุดร้อยละ 47.5 รองลงมาคือ ร้านค้าและป้ายกลางแจ้งร้อยละ 17.1 และ 15.4 ตามลำดับ สุราและเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์จัดเป็นสิ่งเสพติดประเภทกดระบบประสาทส่วนกลาง แม้ฤทธิ์การติดยาและฤทธิ์ต่อร่างกายไม่รุนแรงเท่ายาเสพติดจำพวกฝิ่น
แต่ก็สร้างผลกระทบต่อบุคคลและสังคมในเชิงลบมากกว่าเชิงบวกแต่กระนั้น สุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังอยู่ในสถานะสิ่งเสพติดที่ถูกกฎหมาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ซึ่งเป็นสิ่งที่ขายได้ตามกฎหมายจึงต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการจำหน่ายและการบริโภคเข้มข้นขึ้นทุกทีในเกือบทุกประเทศทั่วโลก นั่นเป็นเพราะมีข้อมูลยืนยันหนักแน่นมากขึ้นว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก ผลกระทบของการดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้จำกัดเฉพาะปัญหาสุขภาพส่วนบุคคลของผู้บริโภค แต่ยังมีผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจต่อครอบครัวและบุคคลอื่นในสังคมด้วยจนนำไปสู่ข้อสรุปว่า “สุราไม่ใช่สินค้าธรรมดาเหมือนสินค้าทั่วๆ ไป”การศึกษาวิจัย “ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย” ซึ่งเป็นการศึกษาต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประชากรไทยในปี พ.ศ.2549 อย่างเป็นระบบ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) จัดทำโดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึง 5 ด้าน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผลกระทบจากการที่คนไทยบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพียงแค่ 1 ปี ทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล สูงถึง 197,576 ล้านบาท แบ่งออกเป็น
1. ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีทั้งค่า รักษาพยาบาลจากการรักษาโรคที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บที่เป็นผลกระทบมาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 5,623 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2 .8 ของความ เสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
2. ค่าสูญเสียประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเป็นผลจากการขาดงาน เนื่องจากปัญหาสุขภาพ รวมถึงสูญเสียประสิทธิภาพในขณะทำงาน หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างผลผลิตแก่สังคมโดยรวม คิดเป็นมูลค่าถึง 62,638 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 31.7 ของความเสียหาย ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
3. ค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องคดีความที่มีสาเหตุจากการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีโดยตำรวจ จากการประเมินเบื้องต้นของทีมวิจัยพบว่า มีมูลค่าประมาณ 171 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ
0.1 ของความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
4. มูลค่าทรัพย์สินที่เสียหายจากอุบัติเหตุจราจร อันเนื่องมาจากการ บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 779 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 0.4 ของความ เสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
5. มูลค่าที่ประเทศชาติขาดโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรวัยแรงงาน โดยในปี 2549 มีคนไทยที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยมีสาเหตุมาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 38,868 คน แบ่งเป็น ชาย 33,887 คน หญิง 4,981 คน ทำให้ประเทศไทยขาดโอกาสในการสร้างตัวเลขผลผลิต ทางเศรษฐกิจไปอีก 128,365 ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 65.0 ของความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด “ข้อมูลทั้งหมดยืนยันชัดเจนว่า ความสูญเสียที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นมากกว่ารายได้ที่รัฐได้รับจากภาษีสรรพสามิตสุราโดยในปี 2549 รัฐเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เพียง 72,871 ล้านบาท
ขณะที่ผลเสียที่เกิดขึ้นมีมูลค่าสูงถึง 194,576 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมถึงความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่ตามมา และผลเสียหายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวอีก ซึ่งไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ ถึงเวลาและมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการควบคุมพิเศษอย่างเข้มข้น เพื่อลดผลกระทบปัญหาดังกล่าว หากจะแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ได้ผลจริงจัง สังคมต้องไม่มองเห็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าทั่วไป รัฐจะต้องมีการกำหนดนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีการติดตามบังคับใช้กฎหมายกันอย่างเข้มงวดที่เคยเข้าใจกันว่าการให้ความรู้กับผู้บริโภคเรื่องโทษภัยของการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียวก็พอนั้น คงต้องหันกลับมาพิจารณา เพื่อตระหนักรู้ทั้งระดับนโยบาย สังคม และสิ่งแวดล้อม และตัวบุคคลเพื่อแก้ไขให้สังคมน่าอยู่มากยิ่งขึ้น