วันนี้ผมมีโอกาสได้อ่านบันทึกความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๑๕๖๖/๒๕๕๕ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการถอดถอนอธิการบดีและการสอบสวนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ซึงสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๕๐๙.๖(๓.๑๖)/๑๗๐๗๓ ลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ขอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ๓ ประเด็น คือ
๑. การที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีมีมติให้ถอดถอนรองศาสตราจารย์บัญญัติ สุขศรีงาม จากตำแหน่งอธิการบดี โดยมิได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง โดยเทียบเคียงตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องเสร็จที่ ๑๐๕๓/๒๕๕๕ จะมีผลทำให้รองศาสตราจารย์บัญญัติฯ พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีแล้วหรือไม่ อย่างไร
๒. หากรองศาสตราจารย์บัญญัติฯ ยังไม่พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีด้วยเหตุที่ยังไม่มีการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง การตั้งคณะกรรมการสอบสวนควรเป็นอำนาจของเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาในฐานะผู้บังคับบัญชา ตามมาตรา ๓๐ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบกับมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือไม่ อย่างไร
๓. หากมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีดังกล่าว มีผลเป็นการถอดถอนรองศาสตราจารย์บัญญัติฯ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีแล้ว การที่รักษาราชการแทนอธิการบดีในขณะนั้น (ศาสตราจารย์ ดร. สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ) มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแก่รองศาสตราจารย์บัญญัติฯ ตามคำสั่งที่ ๑๗๙๙/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๘ กันยายนพ.ศ. ๒๕๕๔ ถือเป็นการดำเนินการทางวินัยโดยชอบตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้วหรือไม่
ผมเห็นว่าเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่สนใจศึกษาและร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นจึงขอนำมาแบ่งปันเพื่อเป็นความรู้ ตาม link และเอกสารดังแนบครับ
-
1566-2555.pdf
-
http://app-thca.krisdika.go.th/Naturesig/CheckSig?whichLaw=cmd&year=2555&lawPath=c2_1566_2555
เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก
มีความเห็นว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้หลักการวินิจฉัยตาม พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ เป็นหลัก
เช่น มาตรา ๔๑ คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามเกณฑ์ ... (4) คำสั่งทางปกครองที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อน ถ้าเจ้าหน้าที่นั้นได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง...
(สภามหาวิทยาลัยให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ การจะสมบูรณ์ต้องโปรดเกล้าฯ จึงเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยต้องเสนอฯโปรดเกล้าฯ (ภายหลังก็ได้)
มีข้อสังเกตในทางปกครอง
๑. กรณีของ รศ.บัญญัติฯ เป็นการสั่งถอดถอน(ตำแหน่งอธิการฯ)ย้อนหลัง คือ
สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๔
ถูกแต่งตั้งกก.สอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๔
เกษียณ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ (ระหว่าง ๑๙ มิย.๕๔ - ๓๐ กย.๕๔ ไม่ได้ดำรงตำแหน่งอธิการฯ หรือ อาจดำรงอยู่ แต่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อธิิการฯ)
ตามหลักทั่วไปในการสอบสวนวินัย ไม่ว่าจะเป็นวินัยร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง ก็คือ (๑) ผู้ออกคำสั่งคำ ผบ.ที่มีอำนาจในการสั่งบรรจุ (๒) ผู้นั้นยังคงเป็นข้าราชการอยู่ (ยังไม่พ้นออกจากราชการ) ฉะนั้น คำสั่งสอบสวนวินัยร้ายแรง เมื่อ ๘ กย.๕๔ จึงมีผลบังคับ
๒. ในเรื่องการใช้อำนาจของ รศ.บัญญัติฯ (ถ้ามี) กรณีถูกสั่งให้ถอดถอน(พ้น)จากตำแหน่งแล้ว แต่ ยังไม่ได้รับทราบคำสั่ง ไม่ว่ากรณีใด ๆ (ยังไม่ลงนามรับทราบคำสั่ง หรือ ไม่ยอมรับทราบ หรือไม่ยอมลงนาม หรืืออาจถูกแจ้งคำสั่งทาง ปณ.ฯลฯ...) หากมีการออกคำสั่งทางปกครอง (มีการพิจารณาทางปกครองแล้ว) และเป็นการกระทำไปด้วยความสุจริตใจ ได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรา ๑๙ พรบ.วิปฏิบัติฯ ๒๕๓๙
มาตรา ๑๙ "ถ้าปรากฏภายหลังว่าเจ้าหน้าที่หรือกรรมการใน คณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ผู้นั้น ต้องพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่"
หลักนี้เป็นการคุ้มครองฯ ผู้ที่ต้องออกจากตำแหน่ง แต่ได้พิจารณาทางปกครองเกินห้วงระยะเวลาพ้นจากตำแหน่งไป เฉพาะกระทำไปโดยสุจริตเท่านั้น การรับทราบคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง (ถอดถอน) "โดยปริยาย" แต่ยังคงพิจารณาทางปกครองอยู่ กฎหมายไม่คุ้มครอง ...
๓. กรณีมีการคัดค้าน (ทักท้วงจากคู่กรณ๊) การพิจารณาทางปกครองที่ไม่มีอำนาจของ "เจ้าหน้าที่หรือกรรมการฯ" (ที่ไม่สามารถพิจารณาทางปกครองได้) ไม่ว่าจะเป็น ส่วนได้เสียใดตาม มาตรา ๑๓ (เหตุภายนอก) หรือ มาตรา ๑๖ (เหตุภายใน) แห่ง พรบ.วิปฏิบัติฯ ๒๕๓๙ ผบ. รวมถึงผู้มีำอำนาจกำกับดูแล ตามมารา ๒๐ จะต้องวินิจฉัยเหตุส่วนได้เสียนั้นภายใน ๙๐ วัน ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๖ (พ.ศ.๒๕๔๕)
หากผบ.ฯไม่ดำเนินการ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๖ (พ.ศ.๒๕๔๕) และมีการออกคำสั่งทางปกครองตามมา ผลก้คือ คำสั่งทางปกครองนั้น มิชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ (๑) แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ.๒๕๔๒ โดยเหตุไม่เป็นไปตามรูปแบบขั้ยตอนอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด
ลองคิดประเด็นเล่น ๆ ได้เพียงนี้