GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ยอดเถาตำลึงรอยเรียง

บทเพลงสาวบ้านแพน ยังอบอวลในทุกอณูความรู้สึก ทุกยามที่ได้ยิน

ยอดเถาตำลึงรอยเรียง  

19 กันยายน 2549  

โอ้บ้านแพน หัวใจข้าแสนระทม

แพนบ้านให้ความสุขสม  ชื่นชมอยู่ตลอดมา

อยู่บ้านแพน ต่างสุขแสนคอยท่า ต่างเพ้อรำพันว่า ในสัญญาไม่จากกัน  

น้ำเจิ่งคลอง นองทั่วลุ่มนาบ้านแพน

ทำให้ทรวงข้าแสบแสน  แค้นใจพี่ไปจากพลัน

น้ำแห้งคลอง ลุ่มแควหมองแทนบ้าน

ก็พี่ลืมคำมั่น ความสัมพันธ์ก็เหือดจางเบา  

พี่ลืมยอดเถาตำลึงรอยเรียง น้องเก็บเอามาแกงเลียง เพื่อมาเลี้ยงพี่เจ้า

แกงคั่วถั่วฝักยาว  อีกน้ำพริกปลาเจ่า เราสองคนทนกินทนกลืน  

โอ้บ้านแพน รำทมครวญเสียงเพลงแคน

นิ้วก้อยที่เคยสวมแหวน แม้นพี่ยังทวงกลับคืน

ลืมบ้านนา พี่ไปหาความชื่น

สิ้นเสียงแคน เสียงคลื่น

รอพี่คืนกลับบ้านแพน  

บทเพลงสาวบ้านแพนยังอบอวลอยู่ในทุกอณูความรู้สึกอยู่เสมอ เมื่อทุกครั้งได้เปิดบทเพลงเก่าให้โลดแล่น ขณะฟังเรื่องราวทยอยถ่ายทอด เสมือนหนึ่งวันวานวนเวียนไปมาท่ามกลางเสียงโหยไห้จากอดีต ด้วยเสียงรำลึกถึงความหมายอันจืดจางของรัก ไม่เพียงบอกถึงสิ่งอันเก็บซ่อนภายในใจใครสักคน อันเป็นแก่นแกนบทอมตะของนิยายรักไม่สมหวัง จากน้ำเสียงซื่อใสของผู้คน เพื่อบอกเล่าส่วนหนึ่งของรักในท่ามกลางการรอคอย  

ความสนุกจากการเปิดข้อความที่แอบซ่อนภายในบทเพลง ถูกบ่งบอกผ่านความเข้าใจของงานเพลง จะด้วยพยายามเข้าใจหรือคิดไปเองก็ตาม แต่พื้นที่รับรู้ของผู้ประพันธ์กลับเป็นตัวกำหนดโลกแห่งการมองเห็น ออกแบบโครงสร้างของเรื่องเพื่อเล่าผ่านกรอบของผู้สูญเสีย ขณะที่เรื่องราวของผู้คนในเพลง ก็ยังคงเป็นเช่นคืนวันทั่วไปที่เป็นชีวิตบ้านทุ่ง ซึ่งไม่เพียงบอกถึงวันคืนในความฝันจางหายของบ้านเมืองและผู้คน  แต่ยังบอกกับเราว่าวันคืนทุกอย่างในชีวิตคน ล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เรามิอาจกำหนดกดดัน ซ้ำไม่อาจกำกับควบคุมให้เป็นได้ดั่งใจ เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามพื้นของความจริง ด้วยกฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่เพียงหนึ่ง ซึ่งโลดแล่นตามกฎพื้นฐานของตัวเอง โดยเราทำได้เพียงเฝ้ามองและทบทวน เข้าใจและรับรู้ในแต่ละความหมายที่ผันผ่านไปเท่านั้น  

อรวี สัจจานนท์ นำบทเพลงอันงดงามกลับสู่คืนวันปัจจุบัน ด้วยน้ำเสียงหวานใสขณะที่ชีวิตเธอกลับขมขุ่น แม้ไม่รู้คำตอบแท้จริงของชีวิตเธอ แต่ข่าวคราวแวดล้อมตัวเธอกลับคล้ายฉากนิยายที่พระเจ้าสร้าง เมื่อมีนกแสนสวยประดับโลกให้ผู้คนแลเห็น จากน้ำเสียงสดใสแต่กลายเป็นเหตุให้ผู้คนหลงใหลจนหยิบยื่นกรงขังแต่ฟ้ากว้าง เพียงเพื่อชื่นชมเสียงและเห็นความงามได้ทุกเวลาที่ปรารถนา  

แม้บทประพันธ์คำร้องของครูเพลง จะสะท้อนเรื่องราวของผู้ชายที่เฝ้ามองความรู้สึกของหญิงสาว ผ่านโลกในกรอบเพศสภาพผู้ชายไทยยุค 2490 เพื่อมองหญิงสาวชนบทจากการรอคอยความรัก และคนรักที่เดินจากไป   กระทั่งบทเชื่อมต่อเพลง เพื่อเราฟังด้วยการไล่เนื้อหาในแต่ละท่อนเพลง เสมือนกลอนพาไปของการแต่งเนื้อโยงเรื่อง ว่าบ้านแพนแห่งอยุธยา มีปริศนาของชีวิตผู้คนซ่อนเร้นอยู่เพียงใด จึงต้องมีชีวิตวนกับบทเพลงแคน หรือเพราะสาวเจ้าบางนั้นแห่งบ้านแพน เป็นลาวอพยพย้ายถิ่นมาอยู่บ้านแพนหรืออย่างไร จึงวนเวียนรอยอาลัยกับเสียงแคน หรือบ้านเรือนชิดใกล้บ้านแพนเป็นเครือญาติลาวพลัดถิ่น

แต่ความหมายของชีวิตที่ไม่ต้องเก็บซ่อนมากนัก คือเรื่องซึ่งเหมือนฝาแฝดคู่ขนานกันไป ท่ามกลางความรันทดเจ็บปวดอันคล้ายคลึงกันของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และไม่รู้ว่าเพราะความบังเอิญของน้ำเสียงไพเราะ หรือรูปแบบการร้องเพลงเก่าของอรวี หรือกระทั่งว่าเพราะชีวิตที่รันทดของเธอ จึงทำให้เธอบรรจงถ่ายทอดเนื้อหาได้เจ็บความรู้สึกถึงเพียงนี้   แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุบังเอิญหรือจงใจเลือกเบื้องหลังผู้ร้องเป็นส่วนประกอบ แต่เพลงที่หญิงสาวจากบ้านแพนซึ่งยังคงครวญเสียงเพลงแคนร่ำร้องวันนี้  ไม่เพียงนำความรู้สึกของอดีตให้หวนคืนกลับมา บ่อยครั้งที่พลังของเรื่องราวนำพาความหมายของชีวิตวนกลับมา เมื่อความจริงชองชีวิตก็คือ ทุกอย่างล้วนขึ้นกับความเปลี่ยนแปลง

วันนี้หญิงสาวไม่จำต้องแบกรับความรู้สึก จากการรอคอยใครสักคน หรือรอคอยความหวังชีวิต เพียงพึ่งพิงตัวเองกับคนรัก ไม่เพียงพอต่อการเหนี่ยวรั้งให้เธอต้องตัดสินใจก้าวออกไป เพราะวันนี้ผู้หญิงหลายคนเลือกและต้องการมีสิทธิจะเลือกทุกสิ่งทุกปรารถนาในชีวิต การรอคอยจึงไม่มีเพศสภาพเพียงตัวตนของผู้หญิงและการรอคอยเท่านั้น

วันนี้การรอคอยเป็นเรื่องของทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่เลือกความสุข จากเพียงได้รอคอย   มิติที่มองเห็นตรรกะแบบโหยหาอดีตในวันนี้ได้ดีก็คือ เพศสภาพไม่ได้เป็นตัวกำหนดความได้เปรียบเสียเปรียบเช่นอดีตของบทเพลงอีกต่อไป วันนี้เพศสภาพล้วนผันเปลี่ยน และย้ายกฎเกณฑ์ของการใช้ชีวิตไปตามยุคสมัยปัจจุบัน จนก้าวสู่บทบาทใหม่ของความเป็นผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ ด้วยกฎเกณฑ์ใหม่ของผู้เดินตามตรรกะแบบใหม่ หรือด้วยกลไกที่ผู้ชายผู้หญิงหลายคน เลือกจะเป็นผู้ควบคุมและออกแบบกฎเกณฑ์ มากกว่าจะเป็นผู้เล่นตามกฎ โดยไม่ยินยอมที่จะจำนนต่อสิ่งที่ตัวเองไม่ได้มีโอกาสเลือกและตัดสินใจ ตรรกะไม่ใช่ผู้ชายผู้หญิงแต่เป็นผู้ชนะกับผู้พ่ายแพ้

ดังนั้นสูตรของเพลงวันนี้จึงกลายเป็นคำตอบในกลุ่มเป้าหมายผู้ฟังเพลง เฉพาะผู้พ่ายแพ้ที่รับฟังได้ทั้งผู้หญิงผู้ชายเท่านั้น เพลงสาวบ้านแพนจึงมีข้อสรุปว่า ไม่ใช่บทเพลงของผู้ชนะในความรัก   เสียงตัดพ้อถึงวันคืนของใครสักคนที่เดินจากไป ว่าวันวานเมื่อพี่ลืมยอดเถาตำลึงรอยเรียงนั้น มันยังดังอยู่ในทุกห้วงความรู้สึกเสมอ

หากจินตนาการว่ากลิ่นหอมหวนของแกงคั่วถั่วฝักยาว ยังคงกรุ่นไม่คลายไม่ว่าจะยาวนานเพียงใด หรือกระทั่งความรันทดที่ต้องทนกินทนกลืน จากทั้งแกงคั่วถั่วฝักยาว และน้ำพริกปลาเจ่า เพราะทุกอย่างขึ้นกับความเชื่อ การตัดสินใจจดจำ และเลือกที่จะจดจำ เหมือนกลอนตัดพ้อข้างห้องเช่าในนิยาย ว่ายามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน ยามชังน้ำตาลก็ว่าขม   เพราะเหตุล้มล้างความเชื่อเดิมคือ ความหอมของแกงเลียง แกงคั่วถั่วฝักยาว และน้ำพริกปลาเจ่าในวันวานของบ้านทุ่งกลับกลายเป็นเมนูราคาแพง ในร้านอาหารภัตตาคารหรูกลางมหานครในวันนี้ ได้เฉกเช่นเดียวกับอาหารร้านตลาดทั่วไปในก้นครัว

สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นตรรกะ ซึ่งขึ้นลงตามการเลือกที่จะจดจำด้วยประสบการณ์ชีวิต และหยิบจับให้อาหารเหล่านี้ประทับอยู่ในรสชาติที่ลิ้มลองแบบใด สูตรอาหารราคาแพงวันนี้ จึงไม่ใช่กฎเกณฑ์ของวันวานถึงความหมายจากอดีตอีกต่อไป ว่าจะต้องเป็นอาหารชาววัง อาหารเหลาจีน หรืออาหารฮ่องเต้เท่านั้น

วันนี้อาหารที่ผสมผสานความปรารถนา จากทั้งตะวันออกหรือตะวันตก จากอาหารพื้นบ้าน อาหารพื้นๆหรืออาหารชาววัง คือสูตรแห่งความสำเร็จ ทั้งหมดต้องมีคำบรรยายใต้ภาพกำกับไว้เสมอ โดยมีเนื้อหาทางการตลาด ไว้คอยบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้คนได้สามารถเชื่อมโยงชีวิตไว้หยิบจับ เหมือนนั่งซดแกงรสชาติแกงเลียงวัยเด็กที่แม่ทำ แต่ราคากลับแพงบรรลัยในภัตตาคารหรู เพียงเพราะเราอยากรับรู้ความรู้สึกเก่าวันวาน ปรารถนาลิ้มรสอดีตโดยไม่เกี่ยวข้องตรรกะของวัตถุดิบ เป็นเพียงเหตุเพราะว่าเมื่อคิดก็จึงปรารถนา และเมื่อปรารถนาในเนื้อหาอาหารเหล่านั้น ก็สร้างความต้องการในแต่ละกำลังซื้อได้ไม่อยาก เมื่อความปรารถนาเป็นเข็มทิศชีวิต

ดังนั้นสูตรความสำเร็จทางการตลาดวันนี้จึงต้องเข้าถึงหัวใจสำคัญ ในแต่ละปรารถนาเหล่านั้นให้ได้   ท่ามกลางข้อเสนอของชีวิต เมื่อใครสักคนเลือกจะจดจำ ใครอีกคนก็เลือกจะลืมเลือน ความหมายเมื่อลืมบ้านนา เพื่อคืนกลับไปหาความชื่น หรืออีกคนหนึ่งกลับก้าวย่างออกจากชีวิต ท่ามกลางการเดินทางไปหาความชื่น คือความรู้สึกและแรงบันดาลใจมากมายที่พรั่งพรูออกมา ในตรรกะที่ดีว่าการเลือกและไม่เลือกกระทำ ล้วนนำมาซึ่งกระบวนการสู่คำตอบของทั้งสุขและทุกข์ ได้อย่างเท่าเทียมแทบทั้งสิ้น  

แต่คำตอบของการรอคอยใครสักให้กลับบ้านแพน คงไม่สามารถตอบคำถามบางอย่าง เพราะทุกวันนี้กรอบของชีวิต ที่มากด้วยความเร็วสู่จุดหมาย คือหนึ่งในกลไกขวางชายหนุ่มไว้ก่อนกลับบ้านแพน ด้วยตรรกะว่าความเร็วจะช่วงชิงความสำเร็จได้ดีกว่า หรือความเร็วของจุดหักเหสำคัญแห่งอนาคต ที่ประกอบด้วยเป็นฐานของความสำเร็จ เพราะขณะที่ผู้รอคอยอ้อยอิ่งอยู่กับเวลาอันเชื่องช้า วันคืนของชีวิตก็นำอีกคนให้กระเจิดกระเจิงไปพร้อมความเร็ว

ความเร็วในบทเพลงจึงกลายเป็นข้อสังเกตุที่ดีในยามที่ใครจะตั้งใจรอคอย  ยอดเถาตำลึงรอยเรียงวันนี้ จึงไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์แบบเส้นเชือกเชื่อมโยงอีกต่อไป แต่อาจเป็นเส้นเชือกที่ตัดสลับผิดที่ผิดทางไขว่กันไปมา หรือแยกประกอบกันไว้จนเสมือนหนึ่งเชื่อมโยงกัน  

ดังนั้นวันนั้นรอยเจ็บของนิ้วก้อยที่สูญเสียแหวนวงนั้นไป ไม่เพียงเพราะถูกทวงคืนเท่านั้น แต่กลับเป็นเพราะผสมผสานการรอคอย ว่าข้อสรุปเป็นเพราะแหวนวงนั้นไม่ได้กลับคืนมาสู่การครอบครอง ฉะนั้นเสียงร้องเพลงวันนี้ จึงน่าจะเป็นเสียงเจ็บใจมากกว่าเจ็บนิ้วก็เป็นได้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 51458
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)