บันทึกงานสัมมนาเรื่องประชาคมสังคมและวัฒนธรรมนำสันติสู่ประชาคมอาเซียน
วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555
โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ
งานสัมมนาในช่วงบ่ายเป็นการกล่าวถึงประชาคมสังคมและวัฒนธรรมนำสันติสู่ประชาคมอาเซียน หัวข้อ “อัตตลักษณ์อาเซียนและการดำรงอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม” มีวิทยากรที่มาให้ความรู้ 3 ท่าน คือ อาจารย์ ส. ศิวลักษณ์ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล และอาจารย์เตือนใจ ดีเทศน์ ซึ่ง อาจารย์ ส. ศิวลักษณ์ ได้จุดประกายให้เห็นความเป็นมาของประชาคมอาเซียน ว่าเป็นการก่อรวมตัวจากเหตุผลของความกลัวภัยคอมมิวนิสต์ในยุคสมัยนั้น ซึ่งถูกผลักดันด้วยมหาอำนาจใหญ่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวได้ว่าประชาคมอาเซียนนั้นพัฒนามาจากความร่วมมือขององค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) เช่นเดียวกับประชาคมยุโรป (EU) ซึ่งพัฒนามาจากความร่วมมือขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) อย่างไรก็ดี เมื่อความหวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์ได้จางหายไป แนวความคิดเรื่องการร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจเข้ามาแทนที่ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจึงก่อตัวขั้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่การค้าเสรี ลักษณะความเป็นทุนนิยมของอาเซียนถูกผลักดันและครอบงำโดยสองประเทศมหาอำนาจใหญ่ คือ สหรัฐอเมริกา และจีน โดยไม่อาจเลี่ยงได้ ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงต้องรวมตัวกันและปรับตัวให้ทันความเป็นทุนนิยม โดยสิ่งใดที่ประเทศสมาชิกดำเนินการได้ดี หรือค้าขายได้ดี ก็ต้องสนับสนุนส่งเสริมกัน ไม่ใช่ความคิดที่จะแข่งขันกัน เช่น สินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าหลักในประเทศอาเซียน ต้องผนึกกำลังกันและสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศอื่นๆ หรือทุนนิยมบางอย่างที่อาจทำลายผลประโยชน์ส่วนรวมก็ต้องผนึกกำลังกันเพื่อต่อต้านประเทศมหาอำนาจ เช่น การสร้างเขื่อนไชยบุรี ในประเทศลาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก การต่อสู้หรือป้องกันความเสียหายประเทศสมาชิกต้องจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน เห็นผลประโยชน์ของประชนอาเซียนเป็นที่ตั้ง
ทั้งนี้ นอกจากจะกล่าวถึงความเป็นมาของอาเซียนแล้ว ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ให้เรามองย้อนกลับมาสำรวจประเทศไทย ซึ่งสังคมไทยปัจจุบันขาดปรัชญาเรื่องความสัตย์ซื่อ และมองความแตกต่างเป็นความขัดแย้ง ทั้งที่ในความจริงแล้วความเป็นไทย หรือประเทศสยาม เดิมนั้นหมายถึงการอยู่รวมกันของหลากหลายชาติพันธุ์ รวมถึงประชาชนในเขตชายแดนด้วย ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีมาก่อนการเกิดขึ้นของรัฐชาติ การกำหนดอาณาเขตดินแดน ดังจะเห็นได้จากความหมายของธงชาติไทย สีแดงของธงนั้นหมายถึงประชาชนชาวไทย ซึ่งสีแดงแถบบนนั้นหมายความถึงคนไทย ส่วนสีแดงแถบล่างนั้นหมายความถึงชนชาติอื่นที่อยู่ในดินแดนของไทย ดังนั้น คำว่าสยามจึงหมายถึงการรวมกันไว้ซึ่งหลากหลายที่มาของหลายชาติพันธุ์ ในส่วนของสีขาวนั้นหมายถึงศาสนา ซึ่งสีขาวแถบบนหมายความถึงศาสนาพุทธ ส่วนสีขาวแถบล่างนั้นหมายความถึงศาสนาอื่นๆที่มีในสังคมไทย โดยทุกสีที่มีความแตกต่างกันนั้นถูกเชื่อมด้วยสีน้ำเงิน อันหมายถึงสถาบันกษัตริย์ของไทย ดังนั้น อัตลักษณ์ของคนไทยหรือประเทศไทยจึงเต็มไปด้วยความหลาหลาย แต่จะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพยอมรับผู้อื่น และมีความรักความสามัคคีต่อกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรดำรงไว้ และนำมาปรับใช้กับการอยู่ร่วมกันกับประเทศในสมาชิกอาเซียนอื่นด้วย
จากนั้น อาจารย์เตือนใจ ดีเทศน์ ได้อธิบายเพิ่มเติมให้เห็นถึงความสำคัญและความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยยกตัวอย่างให้เห็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือของประเทศไทย อาทิ ชนเผ่าปะกากะยอ ชนเผ่าละหู่ ชนเผ่าม้ง ชนเผ่ากะเหรี่ยง ชนเผ่าอาข่า เป็นต้น คนเหล่านี้ถือเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมที่มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งการดำเนินชีวิตนั้นเป็นไปอย่างสอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติ การนำวัตถุดิบธรรมชาติท้องถิ่นมาสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ และมุงหลังคาด้วยหญ้าคา อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมนุษย์คือผู้อาศัยธรรมชาติ ทั้งนี้ ในการที่เราจะรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน เราต้องเรียนรู้ว่าในอาเซียนนั้นมีคนตัวเล็กตัวน้อยกว่า 700 ชาติพันธุ์ และส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงและมีวิถีชีวิตทางธรรมชาติที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบเราคงต้องมาช่วยกันคิดว่าคนตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้จะได้รับประโยชน์อะไร หรือได้รับผลกระทบอะไร เนื่องจากการเตรียมตัวของภาคธุรกิจนั้น มีการรวมตัวกันอย่างรวดเร็วและเข้มแข็งมาก เมื่อเทียบกับคนตัวเล็กตัวน้อยซึ่งเคลื่อนย้ายไปมาในประเทศจีน พม่า ลาว ไทย ตลอดลุ่มแม่น้ำโขงแล้วนั้น คนกลุ่มนี้บางส่วนยังคงมีสถานะเป็นคนไร้รัฐ ไม่ถูกบันทึกในทะเบียนราษฎร ซึ่งแม้เราจะมีหลักสากลว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมืองอันต้องไม่ถูกกดขี่ข่มเหง แต่ปรากฏว่าตอนนี้แม่น้ำโขงซึ่งอยู่ตอนบนของจีน คนชาติพันธุ์เหล่านี้กำลังถูกย้ายออกจากพื้นที่ ออกจากบ้าน ออกจากชุมชนดั้งเดิม เพื่อนำพื้นที่ดังกล่าวไปสร้างเขื่อน หรือในกรณีเขื่อนไชยบุรี ในประเทศลาวก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน นักลงทุนจากประเทศไทยเองก็เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณหลักในการสร้างเขื่อนไชยบุรี แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวจะกระทบต่อประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติของอาเซียนจำนวนมาก ดังนั้น การจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเราไม่ควรให้มิติของผลประโยชน์ กำไร การลงทุน หรือเศรษฐกิจ มาบดบังมิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่สวยงามไป เราต้องไม่ละเลยสิทธิมนุษยชนของประชาชนอาเซียนทุกคน ทั้งการมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย การศึกษา การมีสุขภาพที่ดี การทำงาน การส่วนร่วมทางการเมือง รวมถึงสิทธิอื่นๆที่รับรองเป็นหลักสากลในระดับสหประชาชาติ
ในช่วงท้ายนั้น อาจารย์ ส. ศิวลักษณ์ ได้แนะนำว่าเราต้องรู้ว่าอาเซียนนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และแต่ละประเทศในอาเซียนนั้นมีความโดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งอัตลักษณ์ที่หลากหลายนี้เป็นจุดเด่นที่ต้องรักษาไว้ หากเทียบกับประชาคมยุโรป จะเห็นว่าประเทศในประชาคมยุโรปมีจุดเด่นเรื่องความสามัคคี คือหลายประเทศแม้จะมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งกันมายาวนาน แต่เมื่อรวมเป็นประชาคมแล้วก็สามารถก้าวไปพร้อมกันได้ และมีการก่อตั้งรัฐสภายุโรป ซึ่งเป็นสิ่งที่พิเศษอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ประชาคมยุโรปเองยังคงมีจุดด้อย คือมีลักษณะเป็นสโมสของคนรวย รังเกียจคนจนหรือแรงงาน ดังนั้น เมื่อต้องการคนจนก็นำเข้าแรงงานจากตุรกี เวียดนาม เข้าไปทำงานเป็นกรรมกร นอกจากนี้ยังมีลักษณะรังเกียจคนมุสลิม ดังนั้น ประชาคมอาเซียนต้องเรียนรู้ข้อเด่นข้อด้อยดังกล่าว โดยต้องไม่รังเกียจคนต่างชาติต่างศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เรามาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำนวนมาก เราต้องไม่มองคนเหล่านี้เป็นแรงงานราคาถูก ต้องให้เกียรติทุกคน ต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการใช้เศรษฐกิจพอเพียง เราจึงจะพิเศษกว่าประชาคมยุโรป
ในช่วงต่อไปนั้นเป็นการสัมมนาในหัวข้อ“ผลกระทบทางสังคมวัฒนธรรมต่อประเทศไทยในการเป็นประชาคมอาเซียน รวมทั้งโอกาสและความท้าทายของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในสังคมอาเซียน” ซึ่ง อาจารย์ ดร. วีระศักดิ์โควสุรัตน์ก็ยังคงย้ำในเรื่องของที่มาของอาเซียน และแนวโน้มของอาเซียนในอานาคต โดยมองผ่านเสาหลัก 3 เสาของอาเซียน คือ เสาที่หนึ่งเรื่องการเมืองความมั่นคง เสาที่สองเรื่องการลงทุนและเศรษฐกิจ และเสาที่สามเรื่องสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเสาที่สามนั้นจะคำนึงถึง คน สวัสดิการ สิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม อัตลักษณ์ และความเหลื่อมล้ำ เมื่อพิจารณาจะเห็นว่ากรอบความคิดของเสาที่สามนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นเดียวกัน ดังนั้น การตั้งโจทย์ของอาเซียนจึงสอคล้องกับบริบทที่เกิดขึ้นภายในประเทศสมาชิก แต่อย่างไรก็ดี ตอนนี้เสาที่หนึ่งซึ่งปลูกมา 45 ปีแล้วนั้นกำลังมีปัญหา เห็นเหเหรเนได้จากความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ อาเซียนยังไม่สามารถลงมติเรื่องนี้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิทธิพลจากมหาอำนาจจากประเทศจีนซึ่งออกตัวห้ามอาเซียนตัดสินใจในเรื่องนี้ ดังนั้น เสาแห่งสันติภาพจึงกำลังมีปัญหาไม่มั่นคง เมื่อเสาแห่งสันติภาพไม่มั่นคง เสาแห่งการลงทุนและเศรษฐกิจซึ่งเป็นภาพของเสรีทางการค้าจึงสั่นคลอนตาม เพราะหากไร้สันติภาพภายในประเทศสมาชิกแล้ว การค้าขายอย่างเสรีผ่านทะเลจีนใต้คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ และเสาที่สามเสาสุดท้ายที่เพิ่งปลูกขึ้นเมื่อปี 52 นั้นก็ย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย ซึ่งเมื่อดูตามรายละเอียดของเสาที่สามหรือเรื่องสังคมวัฒนธรรมแล้วนั้น ประเทศในอาเซียนยังคงมีปัญหาเรื่องความเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นธรรรมทางกฎหมาย อาเซียนยังไม่สามารถจัดการเรื่องข้อกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายในอาเซียนได้ กฎหมายภายในของหลายประเทศยังขยับไม่ทันวิสัยทัศน์ของเซียน อันเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเลื่อนเปิดประชาคมอาเซียนไปอีก 1 ปี คือจากวันที่ 1 ม.ค. 58 เป็นวันที่ 31 ธ.ค. 58
ใส่คำว่า "ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน" และ "ASCC" ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นคว้านะคะ
งานในโครงการ ASEAN4BorderPeople ของเราก็น่าจะเอามาเผยแพร่นะคะ