ในตอน 501 นี้ผมนั่งคิดมาครับว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เลขมันสวยดี เอาเป็นว่าวันนี้เราอุทิศพื้นที่นี้ให้เรื่องการศึกษาก็แล้วกันครับ วันก่อนเดินสวนกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่น่านับถือ หลังเกษียณก็ยังมาสอน  และ ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการหลักสูตรอยู่ วันหนึ่งเจอกันที่สนามบิน หลังจากทักทายกัน ผมก็ถามว่าท่านไปไหนมา ท่านบอกว่าท่านไปประชุมมา ประชุมเรื่องการออกแบบหลักสูตรเรื่องการสอนศีลธรรม แล้วท่านก็หลุดปากออกมาคำหนึ่ง “...แต่ตกลงกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จะใช้ตัวชี้วัดอะไร” ครับนี่แหละครับสังคมแห่งการชี้วัด ไม่ต้องคิดอะไรกันแล้ว เพราะคิดถึงการชี้วัดก่อน ผมเลยได้โอกาสอธิบายท่านอาจารย์ครับ


Credit: http://momswithapps.com/2010/08/17/apps-as-a-learning-tool-for-education/

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงที่ปรึกษาธุรกิจ สิ่งที่ผมอยากบอกแวดวงธุรกิจและการศึกษาคือร้อยทั้งร้อย ไม่มีความรู้เรื่อง KPI กันครับ อยู่ๆก็หยิบมาใช้ครับ เลยขออนุญาตเล่าให้ฟังนิดหนึ่ง ว่าตัวชี้วัด หรือ Key Performance Indicator คีย์ เพอร์ฟอร์มม๊าน อินดิเคเตอร์ (KPI)  ในเรื่องของ KPI นั้นศาสตร์ของมันเป็นอย่างนี้ครับ KPI มันแบ่งเป็นสองตัว คือ Performance Driver (เพอร์ฟอร์มม๊าน ไดร๊ฟ์เวอร์) และ Outcome KPI (เอ๊าท์คัม เคพีไอ)

แนวคิดของ KPI คือ เหตุกับผลครับ ถ้าคุณต้องการผลดีๆ คุณต้องสร้างเหตุดีๆ ครับ  ผลเราเรียกว่า Outcome KPI ส่วนเหตุคือ Performance Driver ปัจจุบันไม่ว่าเราจะทำอะไรในแวดวงธุรกิจและการศึกษา ที่ไม่มีความรู้เรื่อง KPI อย่างถ่องแท้ จะเถียงกันครับ ตกลงกันนับสิบปี ก็หาวิธีการชี้วัดอะไรบางอย่างไม่ได้ ที่สุดหลายครั้งก็สรุปว่ามันเป็นนามธรรมเกินไป วัดไม่ได้ เช่นการศึกษาเรื่องคุณธรรม “เอ๊าจะรู้ได้อย่างไรว่าสอนไปแล้วมันดีขึ้น”  เถียงกันไปเถอะครับ ก็จะมีสักคนบอกว่า “เออ ก็เห็นเขาเปลี่ยนจากการชอบคุยกับเพื่อน มาเป็นเงียบฟังครูมากขึ้น” รับรองก็จะมีคนเถียงต่อไป “รู้ได้ไงครับ เขาอาจจะกลัวครูอยู่” หรือบางทีอาจไปโน่น “รู้ได้ไง ว่าปีหน้าเขาจะดีอย่างนี้อีก” “รู้ได้ไงกลับบ้านไปจะดีอย่างนี้ไหม” ที่สุดการเริ่มต้นจากการถกเถียงหา Outcome KPI จะนำไปสู่การไม่ลงรอยทางความคิด และหาคำตอบอะไรไม่ค่อยได้ ด้วยการพยายามให้เป็นรูปธรรมเกินไป

ข้อเสนอแนะครับ ไม่ต้องคิดมากเรื่อง Outcome KPI ครับ อย่าพยายามหาตัววัดครับ เอาคะแนนสอบ เอาการมีส่วนร่วมอะไรที่มีอยู่แล้ว วัดก็พอครับ หันมาออกแบบ Performance Indicator ดีกว่า เพราะ “ความดีในบางเรื่องกว่าจะวัดได้ กว่าจะเห็นผลมันก็กว่า 20-30 ปีถัดไปครับ ที่สุดความพยายามจะวัดอะไรให้มันเป็นรูปธรรมเกินไป จะนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมการสอน หรือกลยุทธ์ ที่อาจพื้นๆ ที่ไม่อาจส่งผลกระทบในทางบวก หรืออาจเป็นการทำลายองค์กรไปไม่รู้ตัว เช่นอะไรครับ ทุกวันนี้องค์กรชั้นนำ คลั่งการใช้จ้างบริษัทสำรวจความพึงพอใจมากๆครับ เพราะอะไรครับ อยากวัดความพึงพอใจกันมากๆ อยาก “วัด” ความรู้สึกของลูกค้า ที่สุดยังไงครับ พอใช้บริการเสร็จ คุณจะเห็นพนักงานบอกว่า “พี่คะเดี๋ยวจะมีบริษัทสำรวจลูกค้าโทรไป ฝากพี่ให้คะแนนเราเต็มสิบด้วยนะ”  แน่นอนครับ หลังจากรู้สึกปูเลี่ยนปูเลี่ยนกับคำขอที่ว่า คุณก็ให้เขาไปครับ  แล้วการวัดอย่างนี้ให้ข้อมูลอะไรเราเหรอครับ? บางคนถึงกับต่อต้าน “อ๊อ ที่มันกุลีกุจอบริการ นี่ก็แค่หวังคะแนนนี่เหรอ” เ

ตอนหลังผมผสมผสานศาสตร์ของ Appreciative Inquiry (AI) เข้าไปด้วย AI คือศาสตร์การตั้งคำถามเชิงบวก  แน่นอนครับถ้าเราต้องการผลที่ดีที่ที่สุด เร้าต้องสร้างเหตุให้ดีที่สุด ถ้าต้องการให้เด็กโตมาเป็นผู้ใหญ่คุณภาพ ก็ต้องสร้างการสอน หรือกิจกรรมที่มีคุณภาพที่สุด เราจะเริ่มอย่างไรดีครับ ที่ผมทำมา ผมกับลูกศิษย์จะตั้งคำถามดีๆครับ เช่นลูกศิษย์ผมคนหนึ่งต้องการเพิ่มยอดขาย การขายปุ๋ยของเขาขึ้นสองเท่านี่ไงสิ่งดีๆ ที่อยากให้เกิดขึ้น ผมก็ถามเขาแบบ AI เอ๊าที่ผ่านมาครั้งที่ขายปุ๋ยได้มากๆ เร็วๆ นี่ทำอย่างไร เขานึกสักพักก็บอกว่า “อาจารย์ ขอให้ผมได้มีโอกาสคุยกับลูกค้าสักสิบนาทีเถอะ ลูกค้ามักมีข้อข้องใจ พอได้ถาม ผมได้ตอบ เขาจะเข้าใจมากขึ้น แล้วจะซื้อปุ๋ยมากขึ้นครับ” ชัดไหมครับ อยากได้ยอดขาย ต้องอธิบายลูกค้าครับ เพราะฉะนั้น Outcome KPI คือ ยอดขายเติบโต 200% ส่วน Performance Indicator คือระยะเวลาที่ใช้คุยกับลูกค้าประมาณ 10 นาทีครับ

มาว่าเรื่องการศึกษาที่ผมเจอมาแล้วเล่าให้ท่านอาจารย์ฟัง เช่นอยากให้เด็กเก่งฟิสิกส์ ตรงนี้วัดเป็นคะแนนสอบก็ได้ แต่ Performance Indicator เราก็ไปค้นหาคนที่เจ๋ง เก่งฟิสิกส์ แล้วไปถามเขาว่า เขามีชีวิตที่ไม่เหมือนคนอื่นตรงไหน ผมเลือกถามเขาว่าเย็นๆ ทำอะไร ปรากฏว่า ที่หนึ่งแพทย์ศาสตร์จุฬา และแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่นบอกว่า “ตอนเย็นผมอ่านนิยายกำลังภายในครับ”  อะไรกันครับ คนเก่งสองคนไม่รู้จักกันสมัยเด็กๆ ทำอะไรแบบเดียวกันเลย ไปถามหมอผู้หญิงเก่งๆ ก็อ่านนิยายทมยันตี ครับ สรุปที่เหมือนกันคือ “อ่านหนังสือไม่มีภาพ” ครับ ตอนนั้นก็นึกได้ว่ามันตรงกับ The Theory of Association หรือเดอะทีโอรี่ อ๊อฟ แอสโซสิเอชั่น ทฤษฎีนี้อธิบายว่า คนเก่งคือคนที่เชื่อมโยงอะไรเก่ง ลองจินตนาการดูสิครับว่า อ่านกำลังภายในนี่คุณต้องหัดเชื่อมโยงอะไรขนาดไหน เพราะมันไม่มีภาพ สมาธิต้องได้ ไม่งั๊นได้หน้าลืมหลัง ครับที่สุดเราก็ได้ Performance Driver ไปครับ คือการให้การบ้านเด็ก แนะนำผู้ปกครองให้อ่านหนังสือไม่มีภาพ  ตอนหลังไปสำรวจวิศวกรเก่งๆ เจออีกพฤติกรรมหนึ่งที่เป็นจุดร่วมครับ คือ “รื้อของเล่น หรือไม่ก็เอาของเหลือใช้เช่นกล่องกระดาษ หรืออะไรก็ตามมาประดิษฐ์ของเล่นเอง”  กิจกรรมเสริมที่ผู้ปกครองอาจตรวจดูแววเด็ก ก็คือ ดูว่าเขาชอบรื้อๆ อะไรมาเล่น หรือชอบประดิษฐ์ของเล่นเองไหม นี่แหละแวววิศวะ ถ้าเจออาจเสริมด้วยขยะครับ อย่าประณีตกับบ้านมาก อย่าตกใจว่าของจะพังขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือการเรียนรู้ของเขา นี่คือ Performance Driver ที่บ้านที่เราอาจแนะนำผู้ปกครองให้เข้ามามีส่วนร่วมครับ ส่วนที่โรงเรียน Performance Driver คือการประดิษฐ์ของเล่นจากขยะครับ การรื้อของเล่นแล้วประกอบใหม่ เป็นต้น


Credit: http://genmaspeaks.blogspot.com/2012/05/pros-and-cons-of-charter-schools.html

มาว่าเรื่องศีลธรรม เคยสังเกตเด็กสองคนที่เป็นลูกของเพื่อนบ้านในระยะยาว (เป็นครอบครัวชาวมุสลิม)  เอ๊ แปลกสองคนนี้เป็นสองคนที่เคารพ ให้เกียรติผู้ใหญ่ เด็กเดี๋ยวนี้เหรือครับ เดินผ่านผู้ใหญ่ ขนาดอยู่บ้านละแวกเดียวกันมานาน ยังไม่เห็นมันเคยไหว้ผู้ใหญ่ที่ไหน แต่เด็กสองคนนี่ไหว้ เพื่อนเยอะ เพื่อนรัก คนโตจบจุฬา ตอนเรียนโท ก็ทำริเริ่มลงทุนทำกิจการส่งออกแอร์ไปซาอุแล้ว คนน้องไปเรียน ABAC ไปเป็นนักบอลให้มหาลัย ปีสองลงทุนซื้อคนโดให้คนเช่า เฮ๊ยอะไรจะดีขนาดนี้ หลังสังเกต มาสักพักเลยไปลองถามพี่นุช คุณแม่ของเขาว่า “พี่ๆเลี้ยงลูกยังไง” พี่เขาบอก ไม่มีอะไรอาจารย์ สอนลูกมากๆ มันสับสนแน่ พี่ปลูกฝังปีละเรื่องค่ะ เช่นปีนี้เน้นเรื่องการออม เราสอน เราส่งเสริมเรื่องการออมสุดๆ ไปเลยในหนึ่งปี พอปีถัดไปสอนเรื่องความเคารพ เราก็เน้นเรื่องนี้มากๆ และก็พบว่าที่เราสอนปีที่แล้ว ไม่ต้องเน้น แต่ลูกก็ทำเองจนเป็นนิสัย ปีต่อมาก็เน้นเช่นวินัย โหอาจารย์ กว่าลูกจะโต พี่ปลูกฝังไปก็สิบกว่าเรื่อง แค่นี้ก็โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีแล้วค่ะ อาจารย์” นี่ไงครับ เจอแล้ว Performance Driver ตรงนี้เป็นเรื่องที่คุณครูต้องบันทึก แล้วอาจเขียนเป็น Blog หรือรวบรวมเป็นเอกสาร ทำเป็นบอร์ดแล้วเอาไปเล่าให้ผู้ปกครองฟังครับ

พูดง่ายๆ ให้คุณสังเกตคนเก่งและดี (เน้นนะครับ) แล้วเข้าไปถามเขาว่าทำกิจกรรมอะไรในตอนเย็น ส่วนพ่อแม่ก็ถามเขาว่ามีวิธีการสอนยังไง คุณจะได้ Performance Driver แน่นอนครับ แล้วตรงนี้แหละเป็นความรู้ ที่คุณสามารถเอามาเล่าต่อ สร้างแรงบันดาลใจได้ต่อ อาจพัฒนามากลายเป็นกิจกรรมที่โรงเรียน หรือเอาไปเล่าให้ผู้ปกครองฟัง ให้เขาไปสอน หรือไปสร้างกิจกรรมร่วมกับลูกของเขาก็ได้ อย่ามัวเถียงกันเลยครับ ที่เถียงกันอยู่เคยได้อะไรหรือครับ ตอนนี้ในโลกธุรกิจเองก็เริ่มตั้งคำถามกับ KPI ที่แสนฉาบฉวยนี่แล้วครับ เพราะวัดได้ แต่ไม่ได้อะไรครับ แถมออกมาในทางทำลายอีก

สรุปครับ Outcome KPI คือเหตุ ไม่ต้องหาครับ เอาที่มีอยู่ แต่ให้เน้นการหา Performance Driver จากคนเก่งและดีครับ คุณจะได้ วิธีการสร้างเหตุที่ดี ซึ่งจะส่งผลทั้งระยะสั้นและระยะยาวแน่นอนครับ  แต่ถ้าคุณเริ่มจากการถกเถียงเรื่อง Outcome KPI จะหาวิธีวัด หาไปเถอะครับ คุณจะเจอภาวะตีบตัน หาอะไรเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ครับ

เพียงเล่าให้ฟัง ลองพิจารณาดูนะครับ