การมีนโยบายไล่เรียงจากระดับสูงสู่ระดับปฏิบัตินั้นสำคัญมาก อย่างน้อยก็ช่วยให้เห็นทิศทาง หรือเห็นประเด็นที่ต้องมุ่งเน้นเป็นพิเศษ ภายใต้กระบวนการหลากรูปแบบและบูรณาการอย่างมีชั้นเชิง เนื่องเพราะการมีนโยบายเหลือทิศทางที่ชัดเจนในเรื่องการพัฒนานิสิตนอกหลักสูตร จะช่วยให้ผู้นำองค์กรนิสิตทำงานได้ง่ายขึ้น มีทิศทาง-เป้าหมายหลักร่วมกันอย่างชัดเจน




เปิดเวที : สร้างเวทีพัฒนาศักยภาพบุคลากร


การถอดบทเรียนในเวที “นิสิตจิตอาสา” ล่าสุดค้นพบประเด็นน่าสนใจหลายประเด็นที่เกี่ยวโยงกับระบบและกลไกของการ “พัฒนานิสิต” ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ผ่าน “กิจกรรมนอกหลักสูตร” หรือ “กิจกรรมนอกชั้นเรียน”

ในเวทีดังกล่าว ผมรับผิดชอบหลักเกี่ยวกับกระบวนกร หรือกระบวนการถอดบทเรียน  แต่ไม่ลืมที่จะไหว้วานให้บุคลากรในกลุ่มงานกิจกรรมนิสิต ได้ร่วมทำหน้าที่ “ผอ.” (ผู้อำนวยการกระบวนการเรียนรู้ : FA  )  ขับเคลื่อนในกลุ่มย่อย

การไหว้วานเช่นนั้น คือกระบวนการพิสูจน์ศักยภาพและแนวคิดของการ “สอนงาน สร้างทีม”  ว่าในวันที่ผมก้าวเดินจากพวกเขามานั้น “... บัดนี้เมล็ดพันธุ์ต่างๆ ที่ร่วมหว่านเพาะไว้  ได้ผลิบาน แตกใบ และหยั่งรากลงในสายธารปัญญาบ้างแล้วหรือยัง...”

ครับ-แท้จริงก็ไม่ใช่การพิสูจน์ใดๆ หรอกนะครับ หากแต่เป็นกระบวนการของการสร้างเวทีการพัฒนาศักยภาพเสียมากกว่า  -เป็นเวทีลับมีดลับดาบในทางปัญญา  ก่อนที่จะถูกสนิมทั้งจากระบบและนอกระบบเกาะกินจนด้านชา




กรณีดังกล่าว  ผมได้ประชุมเตรียมงานกับบุคลากรอย่างพร้อมสรรพ  อธิบายจุดมุ่งหมายการถอดบทเรียน, บอกเล่าบทบาทหน้าที่เชื่อมร้อยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มย่อย,การจัดหาทีมมาช่วยจดบันทึก, รวมถึงการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์กรนิสิต รูปแบบกิจกรรมขององค์กรนิสิต  และปัญหา อุปสรรคในภาพรวม หรือแม้แต่เชิงลึกแยกเป็นรายองค์กรและรายโครงการ/โครงงานควบคู่กันไป

ผมถือว่าสิ่งที่ชูเป็นประเด็นให้แต่ละคนได้ทบทวนทำเป็น “การบ้าน” มาล่วงหน้านั้น  สำคัญอย่างยิ่งยวด  เสมือนการชวนให้แต่ละคนได้วิเคราะห์บริบทของผู้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับเนื้อหาสาระอันเป็น “ผลพวงการเรียนรู้” ของกิจกรรม หรือโครงการที่เกิดขึ้น  ซึ่งเป็น “ข้อมูล” หรือ  “แก่นสาร” ของการนำมาถอดบทเรียนในเวทีดังกล่าว –

และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ผมต้องการสะกิดให้บุคลากรในแต่ละคนได้ทบทวน ”บทบาทและทำหน้าที่”  ของตัวเองด้วยเหมือนกันว่า “...ที่ผ่านมา พวกเขาทั้งมีชุดความรู้ใดอยู่ในมือบ้าง...หรือการดูแลนิสิตในรอบที่ผ่านมา  พวกเขาจริงจังและจริงใจต่อการงานแห่งชีวิตแค่ไหน หรือเป็นเพียงวันต่อวันเท่านั้นเอง...”

จนในที่สุดก่อนปิดเวทีของการโสเหล่เตรียมงานในวันนั้น  ผมถือโอกาสส่งมอบภารกิจการบ้านเพิ่มเติม  นั่นคือฝากให้แต่ละคนไปศึกษาตีความเกี่ยวกับคำสำคัญสองคำมาล่วงหน้า คือ “...จิตอาสา-ชุมชน...”  เพื่อนำเข้าสู่การบอกเล่าต่อนิสิต หรือเป็นกรอบกติกาหนึ่งในการถอดบทเรียน





นโยบายหลักนำพา : แต่ที่เหลือคือศรัทธาของนิสิต


การถอดบทเรียนครั้งนี้  สะท้อนภาพที่ไม่อาจละวางไปได้เลย  โดยเฉพาะการที่ผู้นำนิสิตได้พูดถึงประเด็นของ “นโยบายการพัฒนานิสิต” ซึ่งเห็นได้ชัดว่ายังเป็นจุดอ่อนอย่างมากมายเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ข้อมูลที่นิสิตสะท้อนได้สื่อสารชัดเจนว่า “มีทิศทางหรือความเป็นรูปธรรมในเชิงนโยบายระดับมหาวิทยาลัย  แต่ไม่ปรากฏพบความเป็นรูปธรรมในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนานิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตร”

·  กล่าวคือ  มหาวิทยาลัยมีการประกาศอัตลักษณ์ว่าด้วย “นิสิตกับเป็นผู้ช่วยเหลือสังคม”  สอดรับกับปรัชญามหาวิทยาลัย (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) รวมถึงเอกลักษณ์มหาวิทยาลัย (เป็นที่พึงของสังคมและชุมชน)

·  แต่ในฝ่ายพัฒนานิสิตนั้นกลับพบว่าไม่มีนโยบายนำทางอย่างชัดเจน  ยิ่งเทียบกับปี 2554  ยิ่งเห็นข้อแตกต่าง  เพราะภายใต้ยุทธศาสตร์และกลยุทธนั้นระบุชัดแจ้งว่าเป็นการขับเคลื่อนในเรื่อง “จิตอาสา”  ทุกองค์กรทั้งในระดับส่วนกลางและคณะต่างสร้างแผนมารองรับในมิติต่างๆ พร้อมๆ กับการทำงานร่วมกันในเชิงเครือข่ายเป็นมหกรรม  เช่น  การช่วยเหลือผู้ประสบภัย  การบริจาคโลหิต  การเรียนรู้และบริการสังคมผ่านประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนรอบมหาวิทยาลัย  โยงใยถึงกระบวนการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิดของการจัดการความรู้ ฯลฯ




ครับ--  เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว  ผมค่อนข้างเห็นคล้อยกับมุมมอง หรือทัศนคติของเหล่าบรรดาผู้นำนิสิตอยู่ไม่น้อย  เพราะในปี 2555  นั้นไม่ปรากฏนโยบายการพัฒนานิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เป็นรูปธรรมจริงๆ อย่างเป็นลายลักษณ์หากจะถือว่าให้ใช้กลยุทธในแผนระยะยาวที่เคยทำไว้  แต่ในความเป็นจริง กลับไม่มีการขับเคลื่อน หรือถ่ายทอดสู่การปฏิบัติเป็นรายปี (ปีนี้เน้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ)  ทำให้ภาพที่สะท้อนออกมานั้น เป็นปัญหาระดับ “การแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ”

ในเวทีดังกล่าวนิสิตสื่อสารให้รับรู้ว่า  เมื่อนโยบายการพัฒนานิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตรไม่ชัดเจน  การทำงานก็เหมือนเรือที่แล่นออกจากฝั่งแต่ปราศจากทิศทาง  ส่งผลให้นิสิตต้องงัดเอาทุนเดิมๆ มาปะติดปะต่อ ผสมผสานกับจินตนาการและระเบียบวิธีปฏิบัติ  หรือธรรมเนียมนิยมของรุ่นพี่  หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานเข้าขับเคลื่อนและประคับประคองไปเป็นระยะๆ 

ครับ-หลายกิจกรรมของปีนี้จึงหายไปจากระบบ  เช่น  การนำนิสิตใหม่ (น้องใหม่)  ลงสู่ชุมชน  ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับคณะ  การปฐมนิเทศนิสิตชาวค่าย การเยี่ยมค่าย การปฐมนิเทศนิสิตโควตาศิลปวัฒนธรรม




อย่างไรก็ดี  เมื่อมองลึกเข้าสู่แผนงานของนิสิตก็ยังพออุ่นใจไม่ใช่น้อย เพราะในระดับองค์กรบริหารหลัก  โดยเฉพาะองค์การนิสิต  ยังพอเห็นกิจกรรมเชิงรุกในเรื่อง “จิตอาสาเพื่อชุมชน”  ลอยเด่นอยู่บ้าง  อันเป็นผลพวงของการหนุนนำจากรุ่นพี่และเจ้าหน้าที่ของกลุ่มงานฯ   และกิจกรรมเหล่านั้น  ช่วยนำพาให้นิสิตได้ลงสู่ชุมชน  ภายใต้การ “เรียนรู้คู่บริการ”  สอดรับกับนโยบายระดับมหาวิทยาลัยไปในตัว เช่น  1 องค์กร 1 ชุมชน  (องค์การนิสิต) และ 1 ชมรม 1 ชุมชน  (มหาวิทยาลัย) 

ถึงกระนั้นก็เป็นที่น่าเสียดายว่ากิจกรรมเชิงรุกในประเด็นหลังนั้น  กองกิจการนิสิต มิได้มีนโยบายในการหนุนเสริมการเรียนรู้อย่างที่ควรจะเป็น  นิสิตที่ลงพื้นที่จึงดูเหมือนเรียนรู้อย่างเดียวดายอยู่พอสมควร—

กรณีเช่นนี้ถือว่าน่าเสียดายมาก  เนื่องเพราะระดับมหาวิทยาลัยไฟเขียวเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้เรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกับชุมชน  แต่หน่วยงานในการรับช่วงนโยบายไปขยายต่อ  กลับชะงักงันที่จะเป็น “พี่เลี้ยง”  ในการหนุนเสริมและเติมศักยภาพแก่นิสิต  วิธีการ หรือชะตากรรมเช่นนั้น  จึงปรากฏในรูป “นโยบายหลักนำพา... แต่ที่เหลือคือศรัทธาของนิสิต”

ครับ- หลายโครงการที่หลุดหายไปในระดับฝ่ายพัฒนานิสิต  จึงหันกลับมาร้องของบประมาณสนับสนุนจากองค์การนิสิตในการเข้าไปหนุนช่วย   เพื่อให้สายธารของการพัฒนาไม่หล่นหาย  หรือแตกดับไปแบบแดกดิบ  ซึ่งปัจจัยอันสำคัญที่ทำให้ระบบและกลไกนี้เดินได้  ต้องยอมรับว่ามันคือ “ทุนเดิม” ล้วนๆ  อันหมายถึงสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนิสิตกับรุ่นพี่ (องค์กรนิสิต) และนิสิตกับบุคลากรในสังกัดกลุ่มงาน นั่นเอง –




แน่นอนครับ  การมีนโยบายไล่เรียงจากระดับสูงสู่ระดับปฏิบัตินั้นสำคัญมาก  อย่างน้อยก็ช่วยให้เห็นทิศทาง หรือเห็นประเด็นที่ต้องมุ่งเน้นเป็นพิเศษ  ภายใต้กระบวนการหลากรูปแบบและบูรณาการอย่างมีชั้นเชิง  เนื่องเพราะการมีนโยบายเหลือทิศทางที่ชัดเจนในเรื่องการพัฒนานิสิตนอกหลักสูตร  จะช่วยให้ผู้นำองค์กรนิสิตทำงานได้ง่ายขึ้น  มีทิศทาง-เป้าหมายหลักร่วมกันอย่างชัดเจน 

ครับ-  ผมเห็นด้วย และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่นิสิตสื่อสารกลับมา---
เพราะนโยบายในระดับปฏิบัติการนั้นสำคัญไม่แพ้นโยบายระดับมหาวิทยาลัย  เพราะคือ “การแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ”  มีกระบวนการทำแผนร่วมกัน กำหนดเป้าหมายร่วมกัน  ส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นอิสระของแต่ละองค์กรในการที่จะค้นหาวิธีปฏิบัติผ่านทักษะของตนเอง  รวมถึงออกแบบกิจกรรมหลากโครงการมารองรับนโยบาย  ตลอดจนออกแบบกิจกรรมอื่นๆ มารองรับ “ความฝัน” ของนิสิตเอง

หรือถ้ามีนโยบายอยู่แล้ว ก็ต้องมีเวที/กระบวนการในการถ่ายทอด หนุนเสริมอย่างเป็นระบบต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง  ทั้งในระดับนิสิต  อาจารย์ที่ปรึกษา  เจ้าหน้าที่ (กองกิจการนิสิตและคณะ)  มิใช่ปล่อย “ให้คิดให้ทำ”  แล้วมาสะดุดกับเรื่องที่ไม่ควรสะดุด

หรือแม้แต่ทำเวทีกระบวนการแต่พอเป็นพิธี แต่หาใช่การได้มาซึ่งกลยุทธของการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง -

หากเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนของผู้นำนิสิต  จะด้วยการมองว่านิสิตเหล่านี้อยู่ในสถานะใดก็ตาม  ทั้งนิสิต,ผู้นำนิสิต,ลูกหลาน หรือผู้เรียนรู้ก็เถอะ-  ผมเชื่อว่าจะได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน 

เรียกได้ว่า  “...ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย...”

หรือไม่จริง !




ปล..
1.จัดเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555  ณ อาคารพัฒนานิสิต  กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2.ยังไม่จบ นะครับ (โปรดติดตามตอนต่อไป)