โครงการธรรมศึกษาวิจัย

ที่มาจากหลักฐาน เรื่องรูปและนิพพาน

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

  การศึกษา ที่มาจากหลักฐานเรื่องรูปและนิพพาน ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษา ที่มาจากหลักฐานเรื่องรูปและนิพพานเป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้นหนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

รูปปรมัตถ์

  ความหมาย

  รูปปรมัตถ์  คือ  รูปจริงที่มีอยู่จริงๆโดยสภาวะ  โดยธรรมชาติ  ใครได้เรียนรู้  ได้ศึกษา  ได้กระทบได้สัมผัส  จะมีความรู้สึกเหมือนกันหมด  เพื่อความเข้าใจง่ายและให้เห็นชัดระหว่างรูปปรมัตถ์กับรูปบัญญัติ  ดังตัวอย่างดังนี้

  ถ้าเราเอาไฟมาจี้ที่แขนของคน๕คนซึ่งเป็นชาติต่างๆ  ถามว่า  แต่ละคนจะมีความร้อนเหมือนกันหรือไม่  แน่นอนทุกคนจะมีความรู้สึกตรงกันเหมือนกัน  นั่นคือ  “จริงที่มีอยู่จริง”  ส่วนคำอุทานหรือคำที่พูดแสดงความรู้สึกออกมานั้นจะไม่เหมือนกัน  ถ้าเป็นคนไทยก็บอกว่าร้อน  ชาติอื่นๆก็ออกเสียงอุทานเป็นภาษาของชาติตนเอง

  ความรู้สึกที่เหมือนกันตรงนั่นแหละเป็น  “ปรมัตถ์”  ส่วนการสื่อสารความหมายออกมา  เป็นภาษาเสียงนั้นเป็น  “บัญญัติ”  และไฟที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นหนึ่งใน  รูปปรมัตถ์  คือ  เตโชธาตินั่นเองโดยจะมีธาตุอีก๓ชนิดประกอบได้แก่  ปฐวี  วาโย  อาโป  เป็น[1]

  รูปสังคหะ  (Analysis  of  matter)  คือ  รูปทั้งหลายสงเคราะห์เป็นหมวดไว้ในพระอภิธรรมปิฎกธรรมสังคณีปกรณ์รูปกัณฑ์มี๑๑หมวดเมื่อกล่าวโดยหัวข้อแล้วพระอนุรุทธาจารย์ท่านได้รจนาไว้ในพระอภิธัมมัตถสังคหะปริจเฉทที่๖สงเคราะห์ไว้เป็น๕นัย

 

ประเภทและความสำคัญของรูปในพระอภิธรรม

  สงเคราะห์รูป ๒๘ เป็น ๕ นัย ได้แก่

  นัยที่๑รูปสมุทเทส  เป็นการแสดงรูปธรรมโดยสังเขปเพื่อให้วิเสสลักษณะของรูปแต่ละรูป  เพื่อทราบถึงลักษณะ

  นัยที่๒รูปวิภาค  เป็นการแสดงรูปธรรมโดยพิสดารโดยจำแนกเป็นพวกๆ

  นัยที่๓รูปสมุฎฐาน  เป็นการแสดงสมุฎฐาน๔ที่ให้เกิดรูป

  นัยที่๔รูปกลาป  เป็นการแสดงรูปที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนมีจักขุเป็นต้น

  นัยที่ ๕ รูปปวัตติกมะ เป็นการแสดงการเกิดดับหรือความเป็นไปของรูปธรรม โดยความเป็นไปของรูปธรรม โดยความแตกต่างกันแห่งภพ กาล ภูมิ จะขอยกตัวอย่างเพียงนัยที่ ๑ เท่านั้น คือ

  นัยที่๑รูปสมุทเทส (Enumeration of matter) คือรูปธรรมมี๑๑ประเภทรวมมี๒๘รูป

  ประเภทของรูป  จำนวนรูป

๑.  มหาภูตรูป๔ได้แก่    ๑. ปฐวีคือธรรมชาติที่ทรงภาวะความแข็งหรืออ่อน

  ๒. อาโปคือธรรมชาติที่ทรงภาวะเกาะกุมหรือไหล

  ๓. เตโชคือธรรมชาติที่ทรงภาวะการร้อนหรือเย็น

  ๔.วาโยคือธรรมชาติทรงภาวะไหว, การเคร่งตึง

๒. ปสาทรูป๕ได้แก่    ๕. จักขุปสาทรูปคือประสาทตาเป็นที่ตั้งแห่งจักขุวิญญาณ

  ๖. โสตปสาทรูปคือประสาทหูเป็นที่ตั้งแห่งโสตวิญญาณ

  ๗. ฆานปสาทรูปคือประสาทจมูกเป็นที่ตั้งแห่งฆานวิญญาณ

  ๘. ชิวหาปสาทรูปคือประสาทลิ้นเป็นที่ตั้งแห่งชิวหาวิญญาณ

  ๙. กายปสาทรูปคือประสาทกายเป็นที่ตั้งแห่งกายวิญญาณ

๓.  โคจรรูป๔  ได้แก่๑๐. วัณณะคือสีที่กระทบจักขุปสาทรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณ

      ๑๑. สัททะคือเสียงที่กระทบโสตปสาทรูปจึงเกิดโสตวิญญาณ

      ๑๒. คันธะคือกลิ่นที่กระทบฆานปสาทรูปจึงเกิดฆานวิญญาณ

๑๓. รสะคือรสที่กระทบชิวหาปสาทรูปจึงเกิดชิวหาวิญญาณ

๔.  ภาวรูป๒ได้แก่ 

๑๔. อิตถีภาวรูปคือรูปที่แสดงให้รู้สภาพความเป็นหญิง

๑๕. ปุริสภาวรูปคือรูปที่แสดงให้รู้สภาพความเป็นชาย

หทยรูป

๑๖.  หทยรูปคือน้ำเลี้ยงหัวใจโตเท่าเมล็ดบุนนาคอยู่ภายในเนื้อหัวใจ

ชีวิตรูป 

๑๗. ชีวิตรูปคือรูปที่รักษากัมมชรูปให้ดำรงอยู่

.  อาหารรูปได้แก่ 

๑๘ อาหารรูปหรือโอชาคือกพฬีการาหาร(คำข้าว)

.  ปริเฉทรูป  ได้แก่ 

๑๙ ปริเฉทรูปหรือกาสรูปคือช่องว่างระหว่างรูปกับรูป

.  วิญญัติรูป  ได้แก่  

  ๒๐ กายวิญญัติรูปคือการไหวกายให้ผู้อื่นรู้ความหมาย

      ๒๑. วจีวิญญัติรูปคือการกล่าววาจาให้ผู้อื่นรู้ความหมาย

๑๐.  วิการรูป  ได้แก่   ๒๒. ลหุตารูปคือรูปที่มีความเบาเป็นลักษณะ

      ๒๓.  มุทุตารูปคือรูปที่มีความอ่อนเป็นลักษณะ

      ๒๔.  กัมมัญญตารูปคือรูปที่มีการควรของสิ่งมีชีวิต

๑๑.  ลักขณรูป๔ได้แก่  ๒๕. อุปจยรูปคือรูปที่เกิดขึ้นในขณะแรกที่ปฎิสนธิ

      ๒๖. สันตติรูปคือรูปที่เจริญขยายตัวสืบต่อแห่งรูป

    ๒๗. ชรตารูปคือรูปที่เสื่อมโทรมแก่คร่ำคร่า

    ๒๘. อนิจจตารูปคือรูปที่แตกดับสูญสิ้นไป

  ตั้งแต่ปสาทรูปถึงลักขณรูปมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าอุปาทายรูป๒๔

  ตั้งแต่มหาภูตรูปถึงอาหารรูปมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่านิปผันรูป๑๘

  ตั้งแต่ปริจเฉทรูปถึงลักขณรูปมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าอนิปผันรูป๑๐

  ส่วนรูปที่ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้เรียกว่าอวินิพโภครูป๘ได้แก่ปฐวี, อาโป,เตโช,วาโย, วัณณะ,คันธะ,รสะ,โอชา, และปฐวี,เตโช,วาโย,วัณณะ,สัททะ,คันธะ,รสะ,เรียกวิสยรูป๗วิสยรูป๗กับปสาทรูป๕รวมเป็น๑๒เรียกโอฬาริรูป๑๒ส่วนรูปที่เหลืออีก๑๖รูปเป็นรูปที่ละเอียดเรียกว่าสุขุมรูป๑๖ไม่สามารถจะรู้ได้ทางปัจจทวาร (คือตาหูจมูกลิ้นกาย ) เพราะรู้ได้ทางมโนทวาร (คือทางใจ) นอกจากนี้ยังเรียกว่าทุเรรูปคือรูปไกลหรืออัปปฎฆรูปคือรูปที่กระทบไม่ได้ได้แก่อาโปอิตถีภาวปุริสภาวหทยชีวิตอาหารปริจเฉทกายวิญญัติวจีวิญญัติลหุตามุทุตากัมมัญญตาอุปจยสันตติชรตาอนิจจตา

  ..บทวิเคราะห์ความหมายและความสำคัญในพระอภิธรรม

 

  หลักพระอภิธรรมล้วนว่าด้วยรูป

  รูปที่มีอยู่ในวิทยาการทางโลก  โดยเฉพาะวิชาฟิซิกส์ศึกษาเรื่องสสารและพลังงานแม้จะเป็นวิทยาการที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เราแต่ยังเป็นความรู้โดยอ้อมไม่ใช่เป็นความรู้โดยตรงเพราะยังไม่สามารถจะเข้าถึงสภาวะแก่นแท้ของรูปได้และยังมิได้เป็นไปเพื่อความสุขที่แท้จริงของชีวิตอย่างจริงจังผิดกับวิทยาการเรื่อง “รูป” ที่มีอยู่ในพระอภิธรรมซึ่งเป็นวิทยาการเพื่อความพ้นทุกข์ของชีวิตอย่างแท้

จริง  เป็นการเสริมความเข้าใจในเรื่องสสารและพลังงานในทางโลกให้กระจ่างยิ่งขึ้นด้วย

  มีวิทยาการว่าด้วยเรื่อง “รูป” หลายเรื่องที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดเผยนักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลกได้ค้นพบภายหลังเช่นความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของรูปที่มีชีวิตโลกกลมไม่ใช่โลกแบนโลกไม่ใช้ศูนย์กลางของจักรวาลเรื่องของสสารและพลังงานเป็นต้น

  นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังทรงประทานให้เราทราบถึงความรู้เรื่องรูปที่นักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลกยังค้นไปไม่ถึงเช่นรูปอันเกิดจากอำนาจกรรมในอดีตรูปละเอียดที่ตาเปล่าของมนุษย์มองไม่เห็นซึ่งเป็นร่างกายของสัตว์นรกเปรตตลอดจนเทวดา  พรหมเป็นต้นและที่สำคัญที่สุดในบรรดาความรู้เรื่องรูปเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

รูปคืออะไร

  ๑. รูปในความหมายของ “สมมติสัจจะ” คือความจริงตามสมมุติของชาวโลกเช่นรูปร่างพระสงฆ์๙รูปเป็นต้น

  ๒. “รูปในความหมายของ “ปรมัตถสัจจะ” คือความจริงที่เข้าถึงสภาวแก่นแท้ของธรรมชาติเป็นความจริงขั้นสูงสุดพระพุทธองค์ทรงให้ความหมายของ “รูป” ไว้ว่ารูปคือธรรมชาติที่ผันแปรแตกสลายไปด้วยความร้อนหรือความเย็นพิเศษ( รุปปนลกขณํ)

  รูปเป็นหนึ่งในปรมัตถธรรมทั้ง๔อันได้แก่จิตปรมัตถ์เจตสิกปรมัตถ์รูปปรมัตถ์และนิพพานปรมัตถ์

ตัวอย่างเรื่อง ปรมณู

  คำว่า “ปรมณู” คนเราทั่วไปมักเข้าใจว่าเป็นคำของวิทยาศาสตร์ทางโลกเขาความจริงแล้วคำนี้เป็นคำของพุทธศาสนาและนักวิทยาศาสตร์ทางโลกเอาไปใช้ต่างหาก

  หากพิจารณาตามศัพธ์ของคำว่า “ปรมณู” มาจากคำ๒คำคือปรม+อณูอณูคอรูปที่เล็กละเอียดส่วนคำว่า “ปรม”  ในที่นี้คืออย่างยิ่งรวมความว่า “ปรมาณู” หมายถึงสิ่งที่เล็กละเอียดอย่างยิ่งแบ่งเป็น๒ประเภทคือ

  ๑. ปรมาณูในทางโลกหรือทางวิทยาศาสตร์

  ๒. ปรมาณูในทางพุทธศาสนา

  อธิบายได้ดังนี้

    ๑. ปรมาณูในทางโลกประกอบด้วยอีเล็คตรอน (Electron) โปรตอน (Protron) และนิวตรอน (Newtron)  โดยที่อีเล็คตรอนซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบวิ่งรอบๆนิวเคลีย (Nucleus ) ซึ่งประกอบด้วยโปรตรอนและนิวตรอนโปรตรอนมีประจุไฟฟ้าบวกส่วนนิวตรอนเป็นกลางคือไม่มีประจุไฟฟ้าบวกหรือลบ

  นักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลกถือว่าทุกปรมณูไม่อยู่คงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่มีเสถียรภาพ (Unstability)  ซึ่งเข้าหลักอนิจจังในทางพระพุทธศาสนา

  ทางธรรม  ทางโลก  ปรมาณู

  ปรมาณู 

 



  อวินิพโภครูป 

นิวเคลียส

เมื่อก่อนทางโลก  เขาถือว่าปรมาณูหรืออะตอมดังกล่าวไม่สามารถแยกออกไปได้  แต่ต่อมามีการทดลองพิสูจน์  เรื่องของระเบิดปรมาณูหรือนิวเคลียร์  ซึ่งเกิดจากการแยกตัวขององค์ประกอบปรมาณูนี้  เพราะเมื่อปรมาณูแยกตัวออก  ก็จะมีพลังงานที่มีปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain  reaction)  อันเป็นพลังงานนิวเคลียร์

  ๒. ปรมาณูในพระพุทธศาสนา  ใน๑ปรมาณูมีขนาด๑ในแปดสิบสองล้าน  สามแสนหนึ่งพัน  หนึ่งร้อย  แปดสิบสี่ส่วนของเมล็ดข้าวเปลือก  ด้วยเหตุนี้  หนึ่งปรมาณูมีขนาดเล็กมากๆสัมผัสกายก็ไม่ได้  มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  เพราะแสงไม่สามารถสะท้อนให้มากระทบกับตาเรา  เพื่อเกิดการเห็นได้  ในหนึ่งปรมาณูนี้  ยังมีรูปปรมัตถ์ต่างๆประชุมกัน

มีข้อหน้าสังเกตว่า  รูปร่างของสัตว์นรก  เปรต  เทวดา  พรหม  ซึ่งทางธรรม  เรียกว่า”โอปปาติกะ”เป็นร่างกายปรมาณู  คือ  ร่างกายละเอียด  มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  แต่รู้ได้ทางใจ  โดยผ่านสมาธิ  หรือการสะกดจิต

หนึ่งปรมาณูในพระพุทธศาสนาดังกล่าวยังสามารถแบ่งย่อยลงไปอีกจนไปเจาะถึงสถาวะแก่นแท้ของปรมัตถ์  และจะมีกลุ่มรูปปรมัตถ์ให้ออกจากกันได้กลุ่มรูปปรมัตถ์เล็กที่สุด  และไม่สามารถแยกออกจากกันได้นี้ทางธรรมเรียกว่า “อวินิพโภครูป”ซึ่งมีรูปปรมัตถ์ 8 รูป  คือ  ปฐวี  อาโป  เตโช  วาโย  วรรณะ  รสะ  โอชะ  และ  คันธะ  ไม่ว่ารูปใดๆต้องมี  อวินิพโภครูป  เป็นส่วนเล็กที่สุดประกอบด้วยเสมอ

รูปปรมัตถ์ประชุมกันอย่างไร

ไม่มีรูปปรมัตถ์ประเภทใดประเภทหนึ่ง  ที่จะอยู่โดดเดี่ยวลำพัง  โดยไม่อยู่รวมกับรูปปรมัตถ์ประเภทอื่นๆ

รูปปรมาณูต่างๆมาประชุมกัน  จึงทำให้มีสิ่งของต่างๆในโลก

การประชุมของรูปปรมัตถ์ที่เป็นกลุ่มๆแต่ละกลุ่มทางธรรมเรียกว่า”กลาปะ”ลักษระของรูปกลาปะหรือกลุ่มรูป  คือ  เกิดพร้อมกัน  และอยู่ที่เดียวกัน  การประชุมของกลุ่มรูปปรมัตถ์เหล่านี้  เป็นรูปหยาบ  คนเราทั่วไปมักคุ้นเคย  ยังมีกลุ่มรูปแต่ละกลุ่มที่ละเอียดอ่อน  ที่สัมผัสกายไม่ได้  ตาเปล่าก็มองไม่เห็น  เมื่อกลุ่มรูปละเอียดเหล่านี้มาประชุมกันซึ่งไม่เบียดเสียดหนาแน่นเหมีอนกลุ่มที่เรามองเห็น  ในกรณีนี้คนเราทั่วไปไม่คุ้นเคย  นักวิทยาศาสตร์ปุถุชนทางโลก  ก็ยังไม่คุ้นเคย  คุ้นเคยแต่รูปกายที่หยาบ  ผิดกับพุทธวิทยาศาสตร์ของพระพุทธองค์ผู้มีพระสัพพัญญุตญาณได้อธิบายการประชุมของกลุ่มรูปปรมัตถ์ที่หยาบและละเอียด

กลุ่มรูปต่างๆที่มาประชุมกัน  ไม่ติดกันเป็นพืด  แต่มีช่องว่าง  ระหว่างกลุ่มรูปที่ทางธรรมะเรียกว่า “ปริจเฉทรูป” ซึ่งเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ได้คนพบภายหลัง

รูปเกิดจากอำนาจอะไร

รูปปรมัตถ์มาจาก๔สมุฎฐานดังนี้คือ

  ๑.  เกิดจากอำนาจกรรม  (กัมมชรูป)  เช่น  ประสาท  ตา  ประสาทหู  ประสาทจมูก  ประสาทลิ้น  ประสาทกาย  หทยวัตถุ  อันเป็นที่ตั้งของจิตต่างๆรูปที่แสดงความเป็นเพศหญิงหรือชายเป็นต้น

  ๒. เกิดจากอำนาจจิต  (จิตตชรูป) เช่น  เสียงพูด  สีหน้าท่าทาง  รูปยืน  รูปเดิน  รูปนั่ง  รูปนอน  ลมหายใจเข้าออก  เป็นต้น

  ๓.  เกิดจากอำนาจอาหาร  (อาหารชรูป)  อาหารที่เรารับประทานสามารถทำให้เกิดรูปอันเกิดจากอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายของเราให้ดำรงอยู่ได้  เป็นต้น

  ๔.  เกิดจากอำนาจอุตุ  (อุตชรูป)  อุตุคือความร้อนหรือความเย็น  อุตุนี้สามารถทำให้เกิดรูปต่างๆเช่นเป็นไข้ตัวร้อน[2]

รูปกับนาม

  ความสัมพันธ์กันระหว่างรูปกับนาม

  เมื่อประกอบรวมอะไหล่อุปกรณ์เครื่องยนต์ต่างๆเข้าด้วยกันการเรียกว่า”รถ” ย่อมมีได้ฉันใด  เมื่อรวมองค์ประกอบต่างๆคือรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณเข้าด้วยกัน  การบัญญัติเรียกว่า”คนหรือสัตว์” ย่อมมีได้ฉันนั้น[3]เหมือนกับการบัญญัติเรียกว่า”คนหรือสัตว์”เป็นสิ่งที่เกิดจากส่วนประกอบ๕อย่างเรียกว่าเบญจขันธ์หรือขันธ์๕  องค์ประกอบของขันธ์๕นั้น[4]มีคำอธิบายดังนี้

  . รูปขันธ์คือส่วนที่เป็นรูปทั้งหมดได้แก่มหาภูตรูป๔

และอุปาทายรูป๒๔คำว่ารูปนั้นหมายถึงสิ่งที่เสื่อมสลายผุพังแตกดับด้วยความร้อนความเย็นเป็นต้นรูปทั้งหมดแยกอธิบายโดยสังเขปได้

ดังนี้คือ

  ๑) มหาภูตรูป๔  คือรูปที่สามารถแปรสภาพเป็นสิ่งต่างๆได้อีกมากมาย  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าธาตุ๔ได้แก่ปฐวีธาตุอาโปธาตุเตโชธาตุวาโยธาตุ

  ๒) อุปาทายรูป  (รูปอาศัยหรือรูปที่สืบเนื่องมาจากมหาภูตรูปคือเป็นรูปส่วนย่อยที่มีองค์ประกอบของธาตุ๔รวมอยู่ด้วย) มี๒๔รูปคือ

  - ประสาทรูปทั้ง๕คือตาหูจมูกลิ้นกาย (จักขุปสาทโสตปสาทฆานปสาทชิวหาปสาทและกายปสาท)

  - โคจรรูปหรือวิสยรูป(อารมณ์) ๔คือรูปเสียงกลิ่นรส (โผฎฐัพพะไม่นับเพราะตรงกันกับปฐวีธาตุเตโชธาตุและวาโยธาตุ)

  - อิตถีภาวะความเป็นหญิงที่มีอยู่ทั่วร่างกาย (สมัยปัจจุบันเทียบได้กับโครโมโซม x)

  - ปุริสภาวะความเป็นชายที่มีอยู่ทั่วร่างกาย (สมัยปัจจุบันเทียบได้กับโครโมโซม y)

  - ที่ตั้งของวิญญาณ (หทัยวัตถุ)[5]

  - การแสดงให้รู้ความหมายทางกายเช่นคำพูดสนทนาเป็นต้น (วจีวิญญัติ)

  - ชีวิตินทรีย์ (ส่วนที่เชื่อมโยงรูปต่างๆให้รวมกันไม่ให้กระจัดกระจาย)

  - ปริเฉทรูป (ช่องว่างที่มีอยู่ทั่วไปในร่างกายเช่นช่องหูเป็นต้น)

  - ความเบาของรูป (รูปสฺสสหุตา) ความยืดหยุ่นของรูป (รูปสฺสมุทุตา) ภาวะที่ควรแก่การงานของรูป (รูปสฺสสนฺตติ) ความเสื่อมตัว (ชรตา) ความสลายตัว (อนิจฺจตา) และอาหาร (หมายถึงโอชาที่เซลล์ดูดกินเข้าไป)



[1] สรรค์ชัย  พรหมฤาษีเอกสารประกอบการเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์  บทที่  ๑๔  ปริเฉทที่ ๖  รูปปรมัตถ์, (กรุงเทพฯ : เอกสารคอมพิวเตอร์ , ๒๕๓๗) , หน้า ๑-๓.

[2]  วินัย  อ.ศิวะกุล  พุทธวิทยาศาสตร์ประยุกต์  เพื่อความสุขขั้นสูงสุดของชีวิต  คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมประยุกต์,พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ สุทธิสารการพิมพ์ ,๒๕๒๙), หน้า  ๑๗๕-๒๑๘

[3] แก้วชาย ธรรมชัย,ปัญหาพระเจ้ามิลินทร์, หน้า ๔๓.

[4] ขันธ์ ๕ เป็นข้อธรรมที่ปรากฎใน ที.ปา.๑๑/๓๐๕/๒๖๘.,๒๑๒/๓๐๓. สํ.นิ. ๑๖/๑๖/๒๔.; สํ.สฬา. ๑๘/๒๗๐/๓๐๓.

[5] ดูรายละเอียดใน พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, ปรมัตถติกะ ปริเฉทที่๑-๒-๖จิต เจตสิก รูป นิพพาน,(กรุงเทพฯ:๒๕๓๖),หน้า ๗๕; บุญมี เมธางกูร,ชีวิตภายหลังความตาย,(กรุงเทพฯ:สุทธิสารการพิมพ์,๒๕๓๒),หน้า ๑๓๘-๑๔๖.