. เวทนาขันธ์[1]คือส่วนที่เป็นความรู้สึกเป็นธรรมชาติที่เสวยอารมณ์เช่นความรู้สึกสบายไม่สบายดีใจเสียใจหรือเฉยๆแบ่งเป็น๓คือสุข (ทางกายหรือทางใจก็ตาม) ทุกข์ (ทางกายหรือทางใจก็ตาม) อทุกขมสุข (ไม่ทุกข์ไม่สุขคือเฉยๆ  บางทีเรียกว่าอุเบกขาอีกอย่างหนึ่งแบ่งเป็น๕คือสุข (ทางกาย) ทุกข์ (ทางกาย) โสมนัส (ดีใจ) โทมนัส (เสียใจ) อุเบกขา (เฉยๆหรือความรู้สึกธรรมดาไม่ประทับใจเป็นกลางๆ) แบ่งตามทางที่เกิดเป็น๖คือเวทนาเกิดจากสัมผัสทางจักขุ (ตา) ทางโสตะ (หู) ทางฆานะ (จมูก) ทางชิวหา (ลิ้น) ทางกาย (กาย) และทางมโน (ใจ)

  . สัญญาขันธ์ส่วนที่เป็นตัวกำหนดหมายทำให้รู้ถึงความต่างและความเหมือนกันในสิ่งที่สัมผัสว่าเป็นอรไรเช่นเป็นคนสัตว์หรือสิ่งของว่ามีลักษณะอย่างไรดีหรือไม่ดีหอมหรือเหม็นเป็นของเราหรือของเขาเป็นต้นแบ่งเป็น๖ตามทางแห่งการรับรู้คือ[2]

  ๑. รูปสัญญาความหมายรู้รูปเช่นว่าสีดำสีแดงสีเขียวสีขาวอ้วนหรือผอมเป็นต้น

  ๒. สัททสัญญาความหมายรู้เสียงเช่นว่าดังเบาทุ้มแหลมเป็นต้น

  ๓. คันธสัญญาความหมายรู้กลิ่นเช่นว่าหอมเหม็นเป็นต้น

  ๔. รสสัญญาความหมายรู้รสเช่นว่าหวานเปรี้ยวขมเค็มเผ็ดเป็นต้น

  ๕. โผฏฐัพพสัญญาความหมายรู้ทางกายเช่นว่าอ่อนนุ่มแข็งหยาบกระด้างละเอียดร้อนเย็นอุ่นเป็นต้น

  ๖. ธัมมสัญญาความหมายรู้อารมณ์ทางใจเช่นว่าพอใจไม่พอใจงามน่าเกลียดเที่ยงไม่เที่ยงเป็นต้น

  . สังขารขันธ์ส่วนของเจตนาคือการปรุงแต่งอารมณ์หมายถึงธรรมชาติที่มีการประสมเป็นความคิดปรุงแต่งเกี่ยวกับอารมณ์นั้นๆหรือสิ่งต่างๆเช่นดีหรือไม่ดีชอบหรือไม่ชอบอยากได้หรือไม่อยากได้รักหรือเกลียดทั้งทางกายวาจาและทางใจ[3]

  .วิญญาณขันธ์ส่วนที่รู้อารมณ์หรือธรรมชาติที่รู้แจ้งอารมณ์ต่างๆเช่นเห็นรูปได้ยินเสียงเป็นต้น

  เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วขันธ์๕ย่อลงเป็น๒ส่วนคือรูปกับนามรูปเป็นฝ่ายวัตถุไม่สามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆเช่นเห็นได้ยินเป็นต้นได้ส่วนเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณเป็นฝ่ายนามคือเป็นสิ่งที่รู้อารมณ์เช่นเห็นได้ยินเป็นต้นได้รูปเป็นธรรมชาติที่ไม่น้อมไปสู่อารมณ์ส่วนนามเป็นธรรมช่าติที่น้อมไปสู่อารมณ์ดังนั้นนามขันธ์๔คือเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณจึงมีธรรมชาติเป็นอย่างเดียวกันคือธรรมชาติเป็นตัวยืนหรือเป็นฐานทางเดินให้แก่นามขันธ์ที่เหลือคือเวทนาสัญญาและสังขารถ้าไม่มีวิญญาณแล้วเวทนาสัญญาและสังขารจะมีไม่ได้ในทำนองเดียวกันวิญญาณไม่อาจมีโดยไม่มีเวทนาสัญญาและสังขารวิญญาณไม่อาจดำรงรังอยู่อย่างเดี่ยวๆในรูปของเชิงเดี่ยวได้แต่ต้องมีเวทนาสัญญาและสังขารเข้าผสมการมองจากแง่นี้ทำให้เห็นว่าเวทนาสัญญาและสังขารเป็นลักษณะหรือคุณสมบัติของวิญญาณแต่ละลักษณะไป  เช่น  วิญญาณหรือจิตที่เสวยอารมณ์  มีสุขหรือมีทุกข์  จำอารมณ์  ปรุงแต่งอารมณ์  มีโกรธ  หรือ  มีเมตตา  เป็นต้นเพราะอาศัยการประกอบกันอย่างเหมาะสมของขันธ์ 5 นี้เองชีวิตจึงมีขึ้นได้องค์ประกอบของชีวิตเมื่อพูดอีกนัยหนึ่งก็คือกายและวิญญาณกายและวิญญาณนี้มีธรรมชาติแตกต่างกัน  กายไม่ใช่วิญญาณ  และวิญญาณไม่ใช่กาย

  แม้พระพุทธศาสนามีทัศนะว่า  กายและวิญญาณนั้นมีธรรมชาติเตกต่างกันก็จริง  แต่ถือว่ากายและวิญญาณทั้งสองนั้น  ต่างก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด  กล่าวคือ  ต่างก็อิงอาศัยเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันเป็นไป  เมื่ออย่างหนึ่งผิดปกติ  อีกอย่างก็ต้องพลอยผิดปกติไปด้วย  หรือถ้าฝ่ายหนึ่งถูกทำลาย  อีกฝ่ายก็ต้องถูกทำลายไปด้วยดังข้อความที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า “รูปและนาม(กายกับวิญญาณ) เป็นของคู่กันทั้งคู่อาศัยกันและกันเมื่ออย่างหนึ่งแตกสลายก็แตกสลายทั้งคู่ตามปัจจัย”[4]ตามข้อความนี้แสดงให้รู้ว่าทั้งกายและวิญญาณแม้จะไม่ใช่สิ่งเดียวกันแต่ก็เป็นปัจจัยของกัน  กายก็เป็นปัจจัยแก่วิญญาณ  วิญญาณก็เป็นปัจจัยแก่กาย  ทั้งสองอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้  เพราะเมื่อกายมีปัญหาใช้การไม่ได้  วิญญาณก็ไม่สามารถอาศัยแสดงออกได้  หรือเมื่อวิญญาณดับ (เช่นตายจุติวิญญาณ)  ร่างกายก็ไม่สามารถสืบต่อไปได้  ดังข้ออุปมาที่ว่า “ไม้อ้อ 2 กำตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  ฉันใด  เพราะนามรูปเป็นปัจจัย  จึงมีวิญญาณเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูปฯลฯ  ฉันนั้น  ไม้อ้อ 2 กำ  ถ้าเอาออกเสียกำหนึ่ง  อีกกำหนึ่งย่อมล้มถ้าดึงอีกกำหนึ่งออก  อีกกำหนึ่งก็ล้ม  ฉันใด  เพราะนามรูปดับ  วิญญาณก็ดับเพราะวิญญาณดับนามรูปก็ดับ

ฯลฯฉันนั้น[5]เปรียบเสมือนคนขับรถกับรถ  รถนั้นถ้าไม่มีคนขับก็ไม่สมารถจะขับเคลื่อนได้  หรือมีแต่คนขับไม่มีรถก็ไม่สำเร็จประโยชน์ต้องอาศัยทั้งคนขับรถและรถการไปสู่จุดหมายปลายทางจึงจะเป็นไปได้  ฉันใด  วิญญาณเปรียบเสมือนคนขับรถเปรียบเสมือนร่างกายก็ฉันนั้นเหมือนกัน

  แม้ว่าทั้งกายและวิญญาณอาศัยกันและกันจึงจะสามารถทำหน้าที่ต่างๆได้  แต่ถึงกระนั้น  วิญญาณก็มีอำนาจเหนือกายคือวิญญาณเป็นผู้สั่งการกายเป็นผู้ทำตามอำนาจของวิญญาณ

ดังนั้นร่างกายถ้าไม่มีวิญญาณอาศัยอยู่  กายย่อมดำรงอยู่ไม่ได้  ต้องตายและจะถูกทอดทิ้ง  เหมือนท่อนไม้ที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้  ดังพุทธพจน์ว่า

  อจิรํ  วตยํกาโย  ปฐวึ  อธิเสสฺสติ

  ฉุฑฺโฑ  อเปตวิญฺญาโณ  นิรตฺถํว  กลิงฺครํ

  ร่างกายนี้ไม่นานนัก  จักนอนทับถมแผ่นดิน

  เมื่อปราศจากวิญญาณแล้วก็ถูกทอดทิ้ง

  เหมือนท่อนไม้ใช้ประโยชน์ไม่ได้[6]

  ตามหลักพุทธพจน์นี้  จะเห็นได้ว่ากายจะดำรงอยู่ได้มีการเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆได้  ก็ต่อเมื่อยังมีวิญญาณอาศัยอยู่  ถ้าไม่มีวิญญาณ  กายก็ไม่มีความหมายทำอะไรไม่ได้  มีแต่จะเน่าเปื่อยผุพังในที่สุด

รูปกับนามเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตคือ

  กายและวิญญาณหรือรูปและนามนี้จะดำรงอยู่ได้  ต้องได้รับอาหาร 4 หมายถึงเครื่องค้ำจุนชีวิตหรือปัจจัยหล่อเลี้ยงร่างกายและใจ  ทำให้เกิดกำลัง  ความสืบต่อ  เจริญเติบโต  และมีพัฒนาการได้[7]คือ

  ๑.กวฬิงการาหาร  อาหารหยาบที่บริโภคเป็นคำๆหมายถึงอาหารสามัญที่บริโภคกันโดยทั่วไปเช่นข้าวเนื้อผลไม้เป็นต้น  โอชะของอาหารก็จะถูกดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย

  ๒. ผัสสาหาร  อาหารคือผัสสะ  ได้แก่  การบรรจบแห่งอายตนะภายในคือตาหูจมูกลิ้นกายและวิญญาณ  อายตนะภายนอกคือรูปารมณ์  สัททารมณ์  คันธารมณ์  รสารมณ์  โผฎฐัพพารมณ์  และธรรมารมณ์  การรับรู้อารมณ์ก็จะเกิดขึ้นตามทวารนั้นๆ  และเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา  พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายเกิดขึ้นตามมา  สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้วิญญาณแสดงบทบาทออกมาทางกายวาจา  และใจ

  ๓. มโนสัญเจตนาหาร  คือ  ความมุ่งหวังความจงใจ  หรือเจตนา  อันเป็นปัจจัยของการคิดพูดทำซึ่งเรียกว่ากรรม  เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ  คือให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลายมโนสัญเจตนาหาร  เป็นความตั้งใจที่อยากจะมีชีวิตอยู่  ความตั้งใจนี้  ทำให้การมีภพชาติไม่มีสิ้นสุด  และเป็นพลังผลักดันให้กระทำสิ่งต่างๆในชีวิต  ความสำเร็จต่างๆ  ก็เป็นผลมาจากอาหารชนิดนี้

  ๔. วิญญาณาหาร  คือวิญญาณที่เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป  เป็นผู้วางรากฐานให้กับชีวิตในทุกชาติที่เกิด  และเป็นตัวทำให้เกิดความรู้สุขทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์  และมีความเกี่ยวเนื่องกับปัญญาอย่างใกล้ชิดจนไม่สมารถแยกออกจากกันได้

  กวฬิงการาหารทำให้ร่างกายทรงตัวอยู่ได้ผัสสาหารทำหน้าที่ให้วิญญาณเกิดยึดเหนี่ยวให้มีความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อบรอบตัว  มโนสัญเจตนาหาร  ความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวเป็นแรงผลักดันอย่างสำคัญ[8]ทำให้เกิดเจตนา  คือการปรุงแต่งอารมณ์ทางใจ  เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น  หรือเลวลง  ซึ่งการกระทำที่ทำให้มีการสืบต่อชีวิตอันเนื่องมาจากกรรม  และวิญญาณหารเป็นตัวทำให้เกิดการรับรู้ต่างๆ  วิญญาณกับร่างกายมีหน้าที่แตกต่างกัน  แต่จะประสานกันทำให้มีองค์กรรมเป็นหน่วยเดียวกัน  เมื่อไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันกระบวนการการเกิดขึ้นของนามรูปตามความเป็นจริง ก็จะทำให้เกิดอวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน และกรรมอันเป็นเหตุปัจจัยทำให้ชีวิตนี้เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด และเมื่อมีองค์ประกอบครบทั้ง  4  การเป็นไปแห่งนามรูป(กายและวิญญาณ)ย่อมทรงตัวอยู่ได้เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยหล่อเลี้ยงนามรูป  ให้มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามวัฎจักรของกรรม

ความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างสัญญา-วิญญาณ-ปัญญา

  สัญญา  วิญญาณและปัญญา  เป็นเรื่องของความรู้ทั้ง 3 อย่าง  แต่เป็นองค์ธรรมต่างข้อกันและอยู่คนละขันธ์  สัญญาเป็นขันธ์หนึ่ง  วิญญาณเป็นขันธ์หนึ่ง  ปัญญาอยู่ในฝ่ายสังขารก็เป็นอีกขันธ์หนึ่ง  ความแตกต่างระหว่างสัญญา  วิญญาณ  และปัญญานั้น  มีคำอธิบายดังนี้

  สัญญา (Perception) คือความจำความหมายรู้การกำหนดรู้หรือการกำหนดรู้อาการของอารมณ์เช่นลักษณะทรวดทรงสีสัณฐานฯลฯ  ตลอดจนชื่อเรียก  และสมมติบัญญัติต่างๆว่าเขียวขาวดำแดงดังเบาทุ้มแหลมกังวานอ้วนผอมโต๊ะปากกาหมูหมาปลาแมวคนเราเขาท่านเป็นต้น  การหมายรู้หรือการกำหนดรู้นี้  อาศัยการจับเผชิญหรือการเทียบเคียงระหว่างประสบการณ์หรือความรู้เก่ากับประสบการณ์หรือความรู้ใหม่ถ้าประสบการณ์ใหม่ตรงกับประสบการเก่า  เช่น  พบเห็นคนหรือสิ่งของที่เคยรู้จักแล้ว  ได้ยินเสียงที่เคยได้ยินแล้ว  ดังตัวอย่างนายก. รู้จัก

นายเขียวต่อมาอีกเดือนหนึ่งนายก. เห็นนายเขียวอีก  และรู้ว่าคนที่เขาเห็นนั้นคือนายเขียว  อย่างนี้เรียกว่าจำได้[9]กล่าวโดยสรุปสัญญา  ก็คือ  กระบวนการเก็บรวบรวมและสั่งสมข้อมูลของการเรียนรู้และวัตถุดิบสำหรับความคิดเพราะเป็นคุณสมบัติของวิญญาณ

  ปัญญา (wisdom or understanding)  แปลกันมาว่าความรอบรู้  เติมเข้าไปอีกว่าความรู้ทั่วความรู้ชัดคือรู้ทั่วถึงความจริงหรือรู้ตรงตามความเป็นจริงท่านขยายความกันออกไปต่างๆเช่นว่ารู้เหตุรู้ผลรู้ดีรู้ชั่วรู้ถูกรู้ผิดรู้ควรไม่ควรรู้คุณรู้โทษรู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์รู้เท่าทันสังขารรู้องค์ประกอบรู้เหตุปัจจัยรู้ที่ไปที่มารู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลายรู้ตามความเป็นจริงรู้ถ่องแท้เข้าใจถ่องแท้รู้เข้าใจสภาวะรู้คิดรู้พิจารณารู้วินิจฉัย[10]  กล่าวโดยสรุปปัญญาก็คือ

ความเข้าใจสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง  เป็นการมองทะลุสภาวะหรือมองทะลุปัญหา

  วิญญาณ(Consciousness) แปลว่าการรู้แจ้งอารมณ์หรือการรู้อารมณ์ได้หลายทางเช่นการเห็นการได้ยินการรู้กลิ่นการรู้รสการรู้สึกสัมผัสและความรู้นึกคิดวิญญาณในความหมายนี้เป็นวิญญาณที่กำลังทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางวิถี (ไม่ใช่ภวังควิญญาณ) เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย  เมื่อไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิดเช่นในที่มืดแม้ลืมตาก็มองไม่เห็นเรียกว่าจักขุวิญญาณไม่เกิดแต่ก็ยังมีความรู้สึกนึกคิดเป็นปกติการรับรู้แบบวิญญาณนี้เป็นเพียงแค่รู้อารมณ์เฉยๆยังไม่มีการตีความหมายใดๆ

  ความแตกต่างระหว่างความรู้ระดับวิญญาณและสัญญาคือวิญญาณเป็นความรู้ระดับการรับรู้  ส่วนขั้นที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเป็นขั้นสัญญาแต่ความรู้ทั้งสองระดับก็มีความต่อเนื่องกันมากเช่นผู้หญิงเดินมาเมื่อเห็นเป็นวิญญาณเมื่อรู้ว่าเป็นผู้หญิงรูปร่างหน้าตาอย่างไรใส่เสื้ออะไร

เป็นต้นเป็นขั้นแยกแยะให้เห็นความแตกต่างเรียกว่าเป็นสัญญา[11]

  เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัญญากับสัญญา  ปัญญาช่วยเสริมสัญญาและวิญญาณช่วยขยายขอบเขตของวิญญาณให้กว้างขวางออกไปและลึกซึ้งยิ่งขึ้น  สองทางให้สัญญามีสิ่งกำหนดหมายรวมเก็บได้มากขึ้นเพราะเมื่อเข้าใจเพียงใด  รู้รับรู้และกำหนดหมายในวิสัยแห่งความเข้าใจ

เพียงนั้น  เหมือนคิดโจทย์เลขคณิตข้อหนึ่ง  เมื่อยังคิดไม่ออกก็ไม่มีอะไรให้รับรู้และกำหนดหมาย

ต่อไปได้ต่อเมื่อเข้าใจคิดแก้ปัญหาได้แล้วก็มีเรื่องให้รับรู้และกำหนดหมายต่อไปอีก

  ปัญญาตรงข้ามกับโมหะแปลว่าความหลง  ความไม่รู้ความเข้าใจผิดสัญญาและวิญญาณหาตรงข้ามกับโมหะไม่  อาจกลายเป็นเหยื่อของโมหะไปด้วยซ้ำเพราะเมื่อหลง  เข้าใจผิดไปอย่างใดก็รับรู้และกำหนดหมายเอาไว้ผิดๆอย่างนั้น  ปัญญาช่วยแก้ไขให้วิญญาณและสัญญาเดินถูกทาง

  สัญญาและวิญญาณ  อาศัยอารมณ์ที่ปรากฏอยู่จึงทำงานไปได้  สร้างภาพเห็นภาพขึ้น

ไปจากอารมณ์นั้น  แต่ปัญญาเป็นฝ่ายจำนงต่ออารมณ์  ริเริ่มกระทำต่ออารมณ์ (เพราะอยู่ในหมวดสังขาร) เชื่อมโยงอารมณ์นั้นกับอารมณ์นี้กับอารมณ์โน้นบ้างพิเคราะห์ส่วนนั้นกับส่วนนี้กับส่วนโน้นของอารมณ์บ้างเอาสัญญาอย่างโน้นอย่างนี้มาเชื่อมโยงกันพิเคราะห์ออกไปบ้างมองเห็นเหตุเห็นผลเห็นความสัมพันธ์ตลอดถึงว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรหาเรื่องมาให้วิญญาณละสัญญารับรู้และกำหนดหมายเอาไว้อีก[12]

  พระสารีบุตรเคยตอบคำถามเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างวิญญาณกับปัญญาว่า  คนมีปัญญา  รู้ว่านี้ทุกข์  นี้เหตุให้เกิดทุกข์นี้ความดับทุกข์นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์  ส่วนวิญญาณเป็นสภาวะรู้แจ้ง  คือ  รู้แบบแยกแยะว่าเป็นสุขรู้ว่าเป็นทุกข์รู้ว่าไม่เป็นสุขไม่ใช่ทุกข์แต่ทั้งปัญญาและวิญญาณนั้นก็เป็นองค์ธรรมที่ปนเคล้าหรือระคนกันอยู่ไม่สามารถแยกแยะบัญญัติข้อแตกต่างกันได้เพราะปัญญารู้ชัดสิ่งใดวิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น  วิญญาณรู้แจ้งสิ่งใด  ปัญญาก็รู้ชัดสิ่งนั้น[13]ความรู้แจ้งหรือปัญญาญาณนี้เกิดจากความรู้ภายในโดยวิปัสสนาญาณ  อย่างไรก็ตาม  ความแตกต่างระหว่างปัญญาและวิญญาณก็คือปัญญาเป็นภาเวตัพธรรม  คือเป็นสิ่งที่ฝึกอบรมทำให้เจริญขึ้นให้เพิ่มพูนแก่กล้าขึ้น  ส่วนวิญญาณเป็นปริญไญยธรรม  คือ  เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้หรือทำความรู้จักให้เข้าใจรู้เท่าทันสภาวะและลักษณะของมันตามความเป็นจริง[14]

  อนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณกับปัญญานั้น  มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิดสมดังคำที่พระนาคเสน  ตอบพระเจ้ามิลินท์ที่ว่า  วิญญาณ  ได้แก่  ความรู้แจ้งในเมื่อตาเห็นรูปเป็นต้นปัญญาได้แก่ความรอบรู้ซึ่งเกิดแต่การได้พิจารณา  รูป  เสียง  กลิ่นรส  ที่วิญญาณได้รับรู้ไว้นั้นว่ามีเหตุผลอย่างไร[15]

  ในคัมภีร์รุ่นหลังเช่นวิสุทธิมรรค[16]เป็นต้นอธิบายความแตกต่างระหว่างสัญญาวิญญาณและปัญญาไว้ว่าสัญญาเพียงรู้จักอารมณ์ว่าเขียว  เหลือง  แดงเป็นต้นกล่าวคือรู้อาการของอารมณ์ไม่อาจให้เข้าถึงความเข้าใจลักษณะคือ  อนิจจัง  ทุกขังอนัตตาได้  วิญญาณรู้อารมณ์ว่าเขียวเหลืองแดงเป็นต้นได้ด้วยทำให้ถึงความเข้าใจลักษณะว่า  อนิจจัง  ทุกขังอนัตตาได้ด้วยคือเข้าใจตามที่ปัญญาบอก  แต่ไม่อาจส่งให้ถึงความบ่รากฎแห่งมรรค  คือ  ให้ตรัสรู้อริยสัจไม่ได้ส่วนปัญญารู้ทั้งอารมณ์  ทั้งให้ถึงความเข้าใจลักษณะและทั้งส่งให้ถึงความปรากฏขึ้นแห่งมรรคอุปมาเหมือนคน  ๓คน  มองดูเหรียญกษาบ่ณ์สัญญาเปรียบเหมือนเด็กยังไม่รู้เดียงสามองดูเหรียญแล้วรู้แต่รูปร่างยาวสั้นเหลี่ยมกลมสีและลวดลายแปลกๆสวยงามของเหรียญนั้นแต่ไม่รู้ว่าเป็นของที่เขาตกลงกันใช้เป็นสื่อการแลกเปลี่ยนซื้อขายวิญญาณเปรียบเสมือนชาวบ้านเห็นเหรียญแล้วรู้ทั้งรูปร่าง  ลวดลายและรู้ว่าใช้เป็นสื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้แต่ไม่รู้ซึ้งลงไปว่าเหรียญนี้แท้เหรียญนี้ปลอม  มีโลหะอะไรผสมกี่ส่วนปัญญาเปรียบเสมือนเหรัญญิกซึ่งรู้ทุกแง่ที่กล่าวมาแล้วและรู้ชำนาญจนกระทั่งว่าจะมองดูก็รู้ฟังเสียงเคาะก็รู้ดมชิมหรือเอามือชั่งดูก็รู้รู้ตลอดไปถึงว่าเหรียญนี้ทำที่นั้นๆผู้ชำนาญคนนั้นๆทำอนึ่งปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป  บางทีก็มีแต่สัญญาและวิญญาณหาได้มีปัญญาด้วยไม่แต่เมื่อใดที่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยกันกับสัญญาและวิญญาณ  คราวนั้นก็จากที่จะแยกให้เห็นความแตกต่างจากกันและกัน

  ตามเหตุผลที่กล่าวข้างต้นนั้น  แสดงให้เห็นว่า  สัญญา  วิญญาณ  และปัญญานั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดไม่สามารถจะแยกแยะออกจากกันได้  เพราะสัญญาและปัญญาเป็นเจตสิกหรือเป็นคุณสมบัติของวิญญาณเกิดดับพร้อมกันกับวิญญาณ  แต่ทั้งสัญญา  วิญญาณ  และปัญญามีความต่างกันในหน้าที่การทำงาน



[1] พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺ โต). พุทธธรรม, หน้า ๓๐.

[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๐.

[3] พระพุทธโฆษาจารย์,วิสุทธิมรรค เล่ม ๓, แปลโดย พระเมธีกิตโยดม (พิณ กิตตฺปาโล) และ ธนิต อยู่โพธิ์. หน้า ๓๙.

[4] พระพุทธโฆษาจารย์,  วิสุทธิมรรคภาค 3  ตอนจบ, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541), หน้า 19

[5] พระพุทธโฆษาจารย์,  วิสุทธิมรรคภาค 3  ตอน1, หน้า 19

[6] ดูรายละเอียดในพระพุทธโฆษาจารย์,  พระธัมมปทัฏฐกถา  แปล  ภาค 2 , (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ็มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2537), หน้า 222-227.

[7] อภิ.สงฺ. (ไทย) 34/73/40.

[8] สมเด็จพระสังฆราชเมธังกร, โลกทีปกสาร, แปลโดย แย้ม  ประพัฒน์ทอง,(กรุงเทพฯ : ห้างหุ่นส่วนสามัญนิติบุคคล  สหประชาพาณิชย์,2529) ,หน้า 4.

[9] พระธรรมปิฎก  (ประยุทธ์ ปยุตโต) พุทธธรรม, หน้า 17.

[10] เรื่องเดียวกัน, หน้า 21.

[11] พระเมธีธรรมาภรณ์(ประยูร  ธมฺมจิตฺโต) และเสถียรพงษ์ วรรณปก,  มณีแห่งปัญญา,  พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2536), หน้า 80.

[12] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หน้า 23.

  [13] วไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม, จิตวิทาพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพฯ : ศูนย์การพิมพ์กรุงเทพ), หน้า ๑๓๓.

  [14] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หน้า ๒๔.

  [15] แก้วชาย ธรรมาชัย, ปัญหาพระเจ้ามิลินท์, หน้า ๙๔.

  [16] พระพุทธโฆษาจารย์, วิสุทธิมรรค ภาค ๓ ,พิมพ์ครั้งที่ ๒ ,(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย,๒๕๘๒), หน้า ๑.