ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

พราหมณสังยุต ประมวลเรื่องพราหมณ์

คำนำ


 ในสมัยพุทธกาลมีชนอยู่ ๔ วรรณะคือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร มีหน้าที่กันคนละอย่าง เช่นกษัตริย์มีหน้าที่ทางการปกครอง พราหมณ์มีหน้าที่ทางทำพิธีกรรมและสอนศิลปวิทยาการแพทย์มีหน้าที่ทางกสิกรรมและพาณิชยกรรม ศูทรมีหน้าที่รับจ้างในสังยุตนี้กล่าวถึงพราหมณ์ซึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคด้วยจุดประสงค์ต่างกันดังมีเรื่องที่ควรศึกษาดังต่อไปนี้พราหมณสังยุต ประมวลเรื่องพราหมณ์
 ๑เรื่องผลการฆ่าความโกรธ
 นางพราหมณีชื่อธนัญชานีผู้ภรรยาแห่งพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งเป็นผู้เลื่อมใสยิ่งในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์กำลังนำภัตรเข้าไปเพื่อพราหมณ์ภารทวาชโคตร ก้าวเท้าพลาด จึงเปล่งอุทานบทนโม ๓ครั้งว่า "ขอความนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น…."
 พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กล่าวกะนางว่า "หญิงถ่อยคนนี้กล่าวคุณของสมณะโล้นอย่างนี้ ๆ ไม่ว่าที่ไหน ๆ แนะหญิงถ่อย บัดนี้เราจักยกวาทะต่อพระศาสดาของเจ้า" นางธนัญชานีพราหมณีกล่าวว่า "พราหมณ์ฉันยังไม่เห็นบุคคลผู้จะพึงยกถ้อยคำต่อพระองค์ ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมด้วยสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เอาเถิด ท่านจงไปแม้ไปแล้วจักรู้เอง" พราหมณ์ภารทวาชโคตรโกรธ ขัดใจเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ณ พระวิหารเวฬุวันสนทนาปราศรัยแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ทูลถามว่า "ข้าแต่พระโคดมบุคคลฆ่าอะไรย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรได้ย่อมไม่เศร้าโศก พระองค์ย่อมชอบใจการฆ่าธรรมอะไรเป็นธรรมอันเอก ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "พราหมณ์บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศกพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธอันมีรากเป็นพิษ มีที่สุดอันคืนคลายเพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก"
 พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กราบทูลว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ย่อมเห็นรูปได้ฉะนั้นข้าพระองค์ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรมและพระสงฆ์ว่าสรณะ ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญเถิด"ท่านได้บรรพชาอุปสมบทแล้วในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านอุปสมบทแล้วไม่นานหลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ไม่นานเท่าไรนักก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยม เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบมีความต้องการด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่ได้ทราบว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้วกิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีก็ท่านพระภารทวาชได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย" (สัง.๑๕/ธนัญชานีสูตร/๖๒๖-๖๓๐/๑๙๔-๑๙๕)อรรถกถาธิบาย
 นางพราหมณีสกุลธนัญชานีมีสกุลสูงเล่ากันมาว่า พวกพราหมณ์นอกนั้นเกิดแต่ปากของพรหม พราหมณ์เหล่านั้นมีลัทธิว่าสกุลธนัญชานีทำลายกระหม่อมพรหมออกมา พราหมณ์สามีนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิเมื่อนางกล่าวว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็ปิดหูเสีย เป็นคนกระด้างเสมือนตอไม้ตะเคียนส่วนพราหมณีเป็นอริยสาวกผู้โสดาบัน พราหมณ์เมื่อให้ทานย่อมให้ข้าวปายาสมีน้ำน้อยแก่พราหมณ์ ๕๐๐ คน พราหมณีได้ให้โภชนะมีรสต่าง ๆแก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในวันที่พราหมณ์ให้ทานพราหมณีได้อังคาสด้วยมือของตน เพราะอยู่ในอำนาจของพราหมณ์นั้นและเพราะละความตระหนี่เสียได้ แต่ในวันที่พราหมณีให้ทานพราหมณ์ก็หนีออกไปจากเรือนแต่เช้าตรู่ ต่อมาวันหนึ่ง พราหมณ์จึงปรึกษากับพราหมณีเชิญพราหมณ์ ๕๐๐ มาแล้วกล่าวกะพราหมณีว่า แน่ะแม่มหาจำเริญ พรุ่งนี้ พราหมณ์ ๕๐๐ คนจักบริโภคในเรือนของเรานะ นางถามว่า ฉันจะช่วยอะไรได้บ้างละพราหมณ์ ๆ กล่าวว่าไม่มีกิจอะไรอื่นที่เจ้าจะต้องช่วยดอกคนเหล่าอื่นจักกระทำการหุงต้มและอังคาสทั้งหมด ข้อที่เจ้ายืนก็ดี นั่งก็ดี จามก็ดีไอก็ดี ทำการนอบน้อมแก่สมณะโล้นนั้นว่า นโม พุทธัสสะ นั้น พรุ่งนี้เจ้าอย่าทำสิ่งนั้นสักวันหนึ่งเถิด ด้วยว่าพราหมณ์ทั้งหลายได้ยินดังนั้นแล้วจะไม่พอใจเจ้าอย่าทำเราให้แตกจากพราหมณ์ทั้งหลายเลย นางกล่าวว่า ท่านจะแตกจากพราหมณ์ก็ดีจากเทวดาก็ดี ส่วนฉันระลึกถึงพระศาสดา ไม่นอบน้อม ไม่สามารถที่จะอดกลั้นอยู่ได้พราหมณ์กล่าวว่า แน่ะแม่มหาจำเริญ ก่อนอื่น เจ้าต้องพยายามปิดประตูบ้านในบ้าน ๑๐๐ตระกูล เมื่อไม่สามารถจะปิดปากที่จะพึงปิดด้วยนิ้วทั้ง ๒ชั่วเวลาที่พวกพราหมณ์บริโภคพราหมณ์นั้นแม้พูดซ้ำซากอย่างนี้ก็ไม่อาจห้ามได้ด้วยความรัก จึงถือเอาพระขรรค์ที่วางไว้บนหัวนอนกล่าวว่าแม่มหาจำเริญ เมื่อพราหมณ์นั่งประชุมกันพรุ่งนี้ ถ้าเจ้านมัสการสมณะโล้นนั้นไซร้เราจะเอาพระขรรค์เล่มนี้สับเจ้า ตั้งแต่พื้นเท้าจนถึงปลายผมทำให้เป็นกองเหมือนหน่อไม้ แล้วกล่าวว่า "ถ้าเจ้ายังอยู่ในเรือนของเรา  ไม่ทำตามสิ่งที่เราปรารถนา ยังจะพูดอยู่ว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆเราจะเอาพระขรรค์เล่มนี้บั่นเจ้า ตั้งแต่เท้าจนถึงศีรษะเหมือนบั่นหน่อไม้"
 ส่วนพราหมณีผู้เป็นอริยสาวิกาไม่มีความหวั่นไหวเหมือนแผ่นดิน ไม่มีความสะทกสะท้านเหมือนภูเขาสิเนรุ เพราะฉะนั้นนางจึงกล่าวอย่างนี้ว่า "ท่านพราหมณ์ถ้าท่านจะตัดอวัยวะน้อยใหญ่ของเราก็ตามเราจะไม่เว้นจากศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลยท่านไม่อาจห้ามเราจากพระชินเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ เป็นที่พึ่งอาศัยของเราได้ดอกท่านจะตัดหรือจะต้มเราก็ตามทีเถิดเราก็ชื่อว่าเป็นธิดาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐแล้ว"
 ธนัญชานีพราหมณีขู่พราหมณ์ผู้คุกคามจึงกล่าวคาถา ๕๐๐ คาถา พราหมณ์ไม่อาจจับต้องหรือติพราหมณีกล่าวว่า แม่มหาจำเริญเจ้าจงทำตามที่ชอบใจเถิด แล้วก็โยนพระขรรค์ไปบนที่นอน ในวันรุ่งขึ้นจึงให้สร้างเรือนฉาบด้วยของเขียวสด ให้ประดับด้วยข้าวตอกหม้อเต็มด้วยน้ำดอกไม้และของหอมเป็นต้นในที่นั้น ๆ แล้วให้จัดข้าวปายาสมีน้ำน้อยปรุงด้วยเนยข้นใสน้ำตาลกรวดและน้ำผึ้ง แล้วให้บอกเวลาแก่พราหมณ์ ๕๐๐คน
 ฝ่ายพราหมณ์มณีเองอาบน้ำหอมแต่เช้าตรู่ นุ่งผ้าใหม่มีราคา ๑,๐๐๐เอาผ้ามีราคา ๕๐๐ เฉวียงบ่า ประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ถือทัพพีทองอังคาสเลี้ยงดูพราหมณ์ในโรงอาหาร น้อมนำอาหารไปให้พราหมณ์นั้นผู้นั่งในแถวเดียวกับพราหมณ์เหล่านั้น ลื่นลงที่กองไม้ที่เขาเก็บไว้ไม่เรียบร้อยทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่นาง เพราะกระแทกในการลื่นล้มลง ขณะนั้น นางระลึกถึงพระทศพลแต่เพราะนางสมบูรณ์ด้วยสติ นางก็ไม่ทิ้งถาดข้าวปายาส ค่อย ๆ วางลงที่พื้นประคองอัญชลีเหนือเศียร ในท่ามกลางพราหมณ์ ๕๐๐ คนแล้วน้อมอัญชลีไปทางพระวิหารเชตวัน จึงได้เปล่งอุทานนี้
 ก็เวลานั้นบรรดาพราหมณ์เหล่านั้น บางพวกบริโภคเสร็จแล้ว บางพวกกำลังบริโภค บางพวกพอลงมือบางพวกเพียงวางโภชนะไว้ข้างหน้าพราหมณ์เหล่านั้นพอได้ยินเสียงนั้นเป็นเสมือนถูกฆ้อนเท่าภูเขาสิเนรุฟาดลงบนศีรษะและเหมือนถูกหลาวแทงที่หู เสวยทุกข์โทมนัสโกรธว่าพวกเราถูกคนนอกลัทธินี้ลวงเราให้เข้าไปสู่เรือน จึงทิ้งก้อนข้าว คายสิ่งที่อมไว้เป็นเหมือนกาเห็นธนู พลางด่าพราหมณ์ พากันหลีกไปคนละทิศคนละทางพราหมณ์เห็นพวกพราหมณ์ต่างพากันแยกไปอย่างนั้น มองดูนางพราหมณีตั้งแต่ศีรษะคิดว่าพวกเราเห็นภัยนี้ จึงขอร้องนางมหาจำเริญตั้งแต่วันวานก็ไม่ได้จึงด่านางพราหมณีโดยประการต่าง ๆ
 พราหมณ์ไปด้วยคิดว่า พระสมณโคดมผู้อันชาวบ้านชาวนิคมและชาวแว่นแคว้นบูชาแล้ว ใคร ๆ ไม่อาจจะไปว่ากล่าวคุกคามอย่างใด ๆ ได้ จำเราจักถามปัญหาสักข้อหนึ่ง จึงได้แต่คาถาว่าบุคคลฆ่าอะไรได้ย่อมนอนเป็นสุข เป็นต้น แล้วคิดว่า ถ้าพระสมณโคดมจักกล่าวว่าเราชอบใจการฆ่าบุคคลชื่อโน้น เราจักข่มท่านว่าท่านปรารถนาจะฆ่าเหล่าชนที่ท่านไม่ชอบใจ ท่านเกิดมาเพื่อจะฆ่าโลกความเป็นสมณะของท่านจะมีประโยชน์อะไร ถ้าพระสมณโคดมจักกล่าวว่าเราไม่ชอบใจการฆ่าใคร ๆ เราจะข่มท่านว่า ท่านไม่ปรารถนาจะฆ่ากิเลสมีราคะเป็นต้นเพราะเหตุไร ท่านจึงเป็นสมณะเที่ยวไป ดังนั้น ปัญหา ๒ เงื่อนนี้พระสมณโคดมก็จะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แล้วก็หลีกไป
๒เรื่องพระพุทธเจ้าไม่รับคำด่าของพราหมณ์
 อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ได้สดับมาว่า "พราหมณ์ภารทวาชโคตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในสำนักของพระสมณโคดมแล้ว" ก็โกรธขัดใจ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ณ พระวิหารเวฬุวันแล้วด่าบริภาษด้วยวาจาอันหยาบคายมิใช่ของสัตบุรุษ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า "พราหมณ์ท่านย่อมสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มิตรและอำมาตย์ ญาติสาโลหิตผู้เป็นแขกของท่านย่อมมาบ้างไหม ?" เมื่อพราหมณ์ทูลตอบว่า "พระโคดมผู้เจริญ แขกเหล่านั้นย่อมมาเป็นบางคราว" จึงตรัสถามว่า "ท่านจัดของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มต้อนรับแขกเหล่านั้นบ้างหรือไม่ ?" เมื่อพราหมณ์ทูลตอบว่า "ข้าพระองค์จัดของต้อนรับแขกเหล่านั้นบ้างในบางคราว"จึงตรัสถามว่า "ก็ถ้าว่าแขกเหล่านั้นไม่รับของนั้นจะเป็นของใคร ?" เมื่อพราหมณ์ทูลตอบว่า "ของนั้นก็เป็นของข้าพระองค์อย่างเดิม" จึงตรัสว่า "ข้อนี้ก็อย่างเดียวกัน ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่ท่านหมายมั่นเราผู้ไม่หมายมั่นอยู่ เราไม่รับเรื่องมีการด่าเป็นต้นของท่านเรื่องมีการด่าเป็นต้นก็เป็นของท่านผู้เดียว"แล้วตรัสต่อไปว่า "ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่ โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่หมายมั่นตอบบุคคลผู้หมายมั่นอยู่ ผู้นี้เรากล่าวว่า "ย่อมบริโภคด้วยกันย่อมกระทำตอบกัน" เรานั้นไม่บริโภคร่วมไม่กระทำตอบด้วยท่านเป็นอันขาด"
 อักโกสกพราหมณ์กราบทูลว่า "บริษัทพร้อมด้วยพระราชาย่อมทราบอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นพระอรหันต์เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนพระสมณโคดมจึงยังโกรธอยู่ ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ผู้ไม่โกรธฝึกฝนตนแล้ว มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ชอบ สงบ คงที่อยู่ความโกรธจักมีมาแต่ที่ไหน ผู้ใดโกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้วผู้นั้นเป็นผู้ลามกกว่าบุคคลนั้น เพราะการโกรธตอบนั้นบุคคลไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ชื่อว่าย่อมชนะสงครามอันบุคคลชนะได้โดยยากผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบเสียได้ผู้นั้นชื่อว่าย่อมประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือแก่ตนและแก่บุคคลอื่นเมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์อยู่ทั้งสองฝ่าย คือของตนและของบุคคลอื่นชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่าเป็นคนเขลา"อักโกสกพราหมณ์ได้ทูลขอบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคทำความเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์" (สัง.๑๕/อักโกสกสูตร/๖๓๑-๖๓๔/๑๙๕-๑๙๗)


 ๓เรื่องบาปสนองผู้ประทุษร้ายคนที่ไม่ประทุษร้าย
 พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ได้สดับมาว่า "พราหมณ์ภารทวาชโคตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในสำนักของพระสมณโคดม" โกรธ ขัดใจเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้ยืนนิ่งอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของเขาแล้วได้ตรัสว่า "ผู้ใดประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย เป็นบุรุษผู้หมดจดไม่มีกิเลสเป็นเครื่องยั่วยวน บาปย่อมกลับสนองผู้นั้นผู้เป็นพาลนั่นเองเปรียบเหมือนธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปสู่ที่ทวนลมฉะนั้น"พิลังคิกพราหมณ์ได้ทูลขอบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคทำความเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์" (สัง.๑๕/พิลังคิกสูตร/๖๓๘-๖๔๐/๑๙๙-๒๐๐)


 ๔เรื่องผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวันอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ปรุงข้าวปายาสด้วยเนยใสด้วยคิดว่า "เราจักบูชาไฟจักบำเรอการบูชาไฟ"ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตตามลำดับตรอกแล้วเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ แล้วได้ประทับยืนอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อัคคิกพราหมณ์ได้เห็นพระองค์แล้วได้กราบทูลว่า "พราหมณ์ผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา มีชาติ ฟังคัมภีร์เป็นอันมากถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะพราหมณ์นั้นควรบริโภคปายาสนี้"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "พราหมณ์ผู้กล่าวถ้อยคำแม้มากเป็นผู้เน่าและเศร้าหมองในภายในอันความโกหกแวดล้อมแล้ว ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติ ผู้ใดรู้ปุพเพนิวาสและเห็นสวรรค์ทั้งอบาย ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ เป็นมุนีผู้อยู่จบแล้วเพราะรู้ยิ่งผู้นั้นเป็นผู้มีไตรวิชชาด้วยวิชชาสามเหล่านี้ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ พราหมณ์นั้นควรบริโภคปายาสนี้"
 พราหมณ์กราบทูลว่า "พระโคดมผู้เจริญ ขอเชิญบริโภคเถิดพระโคดมเป็นพราหมณ์ผู้เจริญ"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เราไม่พึงบริโภคโภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อมนั่นไม่ใช่ธรรมของผู้พิจารณาอยู่พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมรังเกียจโภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อม เมื่อธรรมมีอยู่ความเลี้ยงชีพนี้ก็ยังมี อนึ่ง ท่านจงบำรุงพระขีณาสพทั้งสิ้น ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ผู้มีความคะนองอันสงบแล้วด้วยข้าวน้ำอันอื่นเพราะว่าการบำรุงนั้นย่อมเป็นเขตของผู้มุ่งบุญ"พราหมณ์ได้ทูลขอบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคทำความเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์" (สัง.๑๕/อัคคิกสูตร/๖๕๒-๖๕๗/๒๐๒-๒๐๓)อรรถกถาธิบาย
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่งทรงเห็นพราหมณ์นี้ ทรงพระดำริว่าพราหมณ์นี้ถือข้าวปายาสอันเลิศเห็นปานนี้เอาไปเผาไฟด้วยตั้งใจจะให้มหาพรหมบริโภคย่อมกระทำสิ่งที่ไร้ผล ก้าวลงสู่ทางอบาย เมื่อไม่ละลัทธินี้ ก็จักทำอบายให้เต็มจำเราจักไปทำลายทิฐิของเขาด้วยธรรมเทศนาแล้วให้บรรพชา ให้มรรค ๔ ผล ๔ แก่เขาเพราะฉะนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้น


 ๕เรื่องการบูชา
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกาในโกศลชนบทสุนทิกภารทวาช พราหมณ์บูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา เขาบูชาไฟบำเรอไฟแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ เหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบด้วยคิดว่า "ใครหนอควรบริโภคปายาสอันเหลือจากการบูชานี้"ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคลุมอวัยวะพร้อมด้วยพระเศียรประทับนั่งที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วถือข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟด้วยมือซ้ายถือเต้านมด้วยมือขวา เข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดพระเศียรด้วยเสียงเท้าของพราหมณ์
 พราหมณ์กล่าวว่า "นี้พระสมณโคดมโล้นผู้เจริญ ๆ" แล้วประสงค์จะกลับจากที่นั้นทีเดียวแต่ได้มีความดำริว่า "พราหมณ์บางพวกในโลกนี้เป็นผู้โล้นบ้างก็มี ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปหาพระสมณะผู้โล้นแล้วถามถึงชาติ"จึงเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้ถามว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ท่านเป็นชาติอะไร ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ท่านอย่าถามถึงชาติแต่จงถามถึงความประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดจากไม้ บุคคลแม้เกิดในตระกูลต่ำเป็นมุนีมีความเพียร เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ห้ามโทษเสียด้วยหิริ ฝึกตนแล้วด้วยสัจจะประกอบด้วยการปราบปราม ถึงที่สุดแห่งเวท มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้วผู้ใดมียัญอันน้อมเข้าไปแล้ว บูชาพราหมณ์ผู้นั้นผู้นั้นชื่อว่าย่อมบูชาพระทักขิไณยบุคคลโดยกาล"
 พราหมณ์กราบทูลว่า "การบูชานี้ของข้าพระองค์เป็นอันบูชาดีแล้ว เซ่นสรวงดีแล้วเป็นแน่เพราะข้าพระองค์ได้พบถึงเวทเช่นนั้น และไม่พบบุคคลเช่นพระองค์ชนอื่นจึงบริโภคปายาสอันเหลือจากการบูชา"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "พราหมณ์ เราไม่บริโภคโภชนะที่ขับด้วยคาถา ฯลฯเพราะว่าการบำรุงนั้นย่อมเป็นเขตของผู้มุ่งบุญ"
 พราหมณ์กราบทูลว่า "ถ้าเช่นนั้น ข้าพระองค์จะให้ปายาสอันเหลือจากการบูชานี้แก่ใคร ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เรายังไม่แลเห็นบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ซึ่งจะบริโภคปายาสที่เหลือจากการบูชานี้แล้วจะพึงถึงความย่อยไปโดยชอบนอกจากตถาคตหรือสาวกของตถาคต ถ้าอย่างนั้น ท่านจงทิ้งปายาสอันเหลือจากการบูชานั้น ณที่ปราศจากของเขียวหรือทิ้งให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์"
 พราหมณ์ทิ้งปายาสอันเหลือจากการบูชาให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์น้ำย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะ วิฏิจิฏะ และเดือดเป็นควันคลุ้มเหมือนอย่างผาลที่ร้อนแล้วตลอดอันบุคคลใส่ลงในน้ำย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะ วิฏิจิฏะและเดือดเป็นควันคลุ้มฉะนั้นพราหมณ์ประหลาดใจเกิดขนชูชันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วได้ยืนอยู่ในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ท่านเผาไม้อยู่อย่าสำคัญซึ่งความบริสุทธิ์ ก็การเผาไหม้นี้เป็นของภายนอกผู้ฉลาดทั้งหลายไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้นั้นเราละการเผาไม้ซึ่งบุคคลพึงปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้อันเป็นของมีในภายนอกแล้วยังไฟคือญาณให้โพลงภายในตนทีเดียวเราเป็นพระอรหันต์ มีไฟอันโพลงแล้วเป็นนิตย์ มีจิตตั้งไว้ชอบแล้วเป็นนิตย์ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ มานะแลเป็นดุจภาระคือหาบของท่าน ความโกรธเป็นดุจควันมุสาวาทเป็นดุจเถ้า ลิ้นเป็นประดุจภาชนะเครื่องบูชา หทัยเป็นที่ตั้งกองกูณฑ์ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นความรุ่งเรืองของบุรุษ บุคคลผู้ถึงเวททั้งหลายนั้นแลอาบในห้วงน้ำคือธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายมีท่าคือศีลไม่ขุ่นมัวอันบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้ว มีตัวไม่เปียกแล้วย่อมข้ามถึงฝั่ง สัจจะ ธรรม ความสำรวม พรหมจรรย์ การถึงธรรมอันประเสริฐอาศัยในท่ามกลาง ท่านจงทำความนอบน้อมในพระขีณาสพผู้ตรงทั้งหลายเรากล่าวคนนั้นว่าผู้มีธรรมเป็นสาระ"สุนทริกพราหมณ์ได้ทูลขอบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคทำความเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ (สัง.๑๕/สุนทริกสูตร/๖๕๘-๖๖๖/๒๐๔-๒๐๖)อรรถกถาธิบาย
 สุนทริกพราหมณ์เห็นข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟแล้วคิดว่าข้าวปายาสที่ใส่ลงในไฟ อันมหาพรหมบริโภคก่อนแล้ว แต่ข้าวปายาสนี้ยังเหลืออยู่ถ้าเราพึงให้ข้าวปายาสนั้นแก่พราหมณ์ผู้เกิดแต่ปากพระพรหมบุตรพร้อมทั้งบิดาก็เป็นผู้ที่เราเลี้ยงอิ่มหนำสำราญแล้วและทางไปพรหมโลกก็เป็นอันเราทำให้บริสุทธิ์ดีแล้ว จึงลุกจากอาสนะเหลียวแลดูทิศทั้ง๔ โดยรอบเพื่อจะดูพราหมณ์ด้วยคิดว่า ใครหนอควรบริโภคข้าวปายาสอันเหลือจากการบูชานี้ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งคลุมพระวรกายพร้อมทั้งพระเศียรที่โคนต้นไม้ใหญ่ในไพรสณ์นั้นเพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทับนั่ง ณ ที่นั้น ? ได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่งเห็นสุนทริกพราหมณ์นี้แล้วทรงพระดำริว่าพราหมณ์นี้ถือข้าวปายาสอันเลิศเห็นปานนี้เอาไปเผาไฟด้วยตั้งใจจะให้มหาพรหมบริโภคชื่อว่าทำสิ่งที่ไร้ผล ฯลฯ เราจะให้มรรค ๔ ผล ๔ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ทีเดียว ทรงชำระพระวรกายเสร็จแล้วทรงถือบาตรจีวร เสด็จไปประทับนั่ง ณโคนต้นไม้นั่นโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรพระองค์จึงทรงคลุมตลอดพระเศียร ? เพื่อป้องกันหิมะตกและลมหนาวพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถอดทนหิมะตกและลมหนาวนั้นได้แต่ถ้ามิได้ทรงนั่งคลุมพระวรกายพราหมณ์จำได้แต่ไกลก็จะกลับเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะไม่ได้พูดจากัน ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระดำริว่า เมื่อพราหมณ์มาเราจักเปิดศีรษะ ทีนั้น พราหมณ์ก็จะเห็นเรา จักได้พูดจากันเราจักแสดงธรรมตามแนวที่พูดจากันแก่พราหมณ์จึงได้ทรงทำอย่างนั้นเพื่อจะได้พูดจากัน
 พราหมณ์คิดว่าท่านผู้นี้คลุมตลอดศีรษะประกอบความเพียรคืนยังรุ่งเราจักถวายทักษิโณทกแล้วถวายข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟนี้แก่ท่านผู้นี้มีความว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพราหมณ์จึงเข้าไปหาพอพระผู้มีพระภาคเจ้าเปิดพระเศียร พราหมณ์เห็นพระองค์มีผมสั้น จึงกล่าวว่าผู้นี้เป็นสมณะโล้น เมื่อตรวจดูตระหนักยิ่งกว่านั้น ก็มิได้เห็นแม้ปลายผมพอจะไหวได้จึงกล่าวติว่า สมณะโล้น แล้วประสงค์จะกลับจากประเทศที่ตนยืนเห็นนั้นแต่ได้มีความดำริว่า ด้วยเหตุบางอย่าง พราหมณ์มีศีรษะโล้นก็มีเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ทูลถามว่า ท่านเป็นชาติอะไร ?
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าถ้าท่านหวังว่าทานมีผลมากก็อย่าถามถึงชาติเลยเพราะชาติไม่ใช่เหตุแห่งความเป็นพระทักขิไณยบุคคลจงถามถึงความประพฤติคือประเภทแห่งคุณมีศีลเป็นต้นเพราะข้อนั้นเป็นเหตุแห่งความเป็นพระทักขิไณยบุคคลเมื่อจะทรงทำความนั้นให้แจ่มแจ้งแก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสว่าในที่นี้ไฟย่อมเกิดจากไม้ และไฟที่เกิดจากไม้มีศาลาเป็นต้นนั้นมิได้ทำหน้าที่ของไฟไฟที่เกิดจากไม้มีรางน้ำดื่มเป็นต้นมิได้ทำหน้าที่ของไฟแต่ไฟซึ่งเกิดแต่ที่ใดที่หนึ่งก็ตามย่อมทำหน้าที่ของไฟแท้ด้วยคุณสมบัติมีเปลวของตนเป็นต้นผู้ที่เกิดในตระกูลพราหมณ์เป็นต้นย่อมเป็นทักขิไณยบุคคลผู้ที่เกิดในตระกูลจัณฑาลเป็นต้นเป็นทักขิไณยบุคคลไม่ได้ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำก็ตาม ผู้ที่เกิดในตระกูลสูงก็ตาม เป็นมุนีผู้มีอาสวะสิ้นแล้วมีความเพียร กำจัดโทษด้วยหิริ เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ย่อมเป็นผู้มีชาติ คือเป็นทักขิไณยบุคคลสูงสุด ด้วยคุณสมบัติซึ่งมีความเพียรและหิริเป็นประธานนี้ ด้วยว่าเขาย่อมทรงไว้ซึ่งคุณทั้งหลายด้วยความเพียร ย่อมหักห้ามโทษทั้งหลายด้วยหิริผู้ใดนิมนต์พระขีณาสพมา ถวายมักขิณาคือปัจจัย ๔ แก่พระขีณาสพนั้นผู้นั้นชื่อว่าบูชาพรทักขิไณยบุคคลในกาลมิใช่ใส่เข้าในไฟซึ่งไม่มีจิตใจ
 พราหมณ์ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเลื่อมใส เมื่อจะทำความเลื่อมใสของตนให้แจ่มแจ้ง จึงกราบทูลว่าการบูชาของข้าพระองค์นี้ บัดนี้จักเป็นการบูชาด้วยดี เซ่นสรวงด้วยดีแน่แท้แต่เมื่อก่อน ข้าพระองค์เอาเผาไฟเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ปุถุชนผู้อันธพาลพูดอยู่ว่าเราเป็นพราหมณ์ ๆ พระโคดมผู้เจริญเป็นพราหมณ์เชิญบริโภคเถิด
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เราไม่บริโภคโภชนะที่ขับด้วยคาถา" ก็เพราะเหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น ? เล่ากันมาว่าพอพราหมณ์น้อมโภชนะนั้นเข้าไปเท่านั้น เทวดาในทวีปใหญ่ ๔ ทวีปน้อย ๒,๐๐๐ถือเอาดอกไม้ผลไม้และเนยใสเนยข้นน้ำมันน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้นด้วยสำคัญว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสวยจึงถือเอาโอชะที่ให้เกิดด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์ใส่เข้าเหมือนบีบรวงผึ้งถือเอาน้ำผึ้งโภชนะนั้นจึงถึงความเป็นของละเอียด ก็โภชนะนั้นเป็นวัตถุหยาบสำหรับมนุษย์ ฉะนั้นจึงไม่ถึงความย่อยไปโดยชอบสำหรับมนุษย์เหล่านั้น เพราะเป็นวัตถุหยาบนั่นเองแต่ผสมพืช ๓ อย่างลงในนมโค โภชนะนั้นจึงกลายเป็นเจือด้วยของหยาบ อนึ่งโภชนะนั้นเป็นวัตถุละเอียดสำหรับหมู่เทพ เพราะฉะนั้นจึงไม่ถึงความย่อยไปโดยชอบสำหรับเทวดาเหล่านั้น เพราะเป็นวัตถุละเอียดแม้ในท้องของพระขีณาสพผู้สุกขวิปัสสกะก็ไม่ย่อยไป แต่พระขีณาสพผู้ได้สมาบัติ ๘พึงย่อยไปด้วยอำนาจสมาบัติแต่สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงย่อยไปด้วยเตโชธาตุเกิดแต่กรรมตามปกติอย่างเดียว
 พราหมณ์ทูลถามว่าข้าพระองค์จะให้ข้าวปายาสนี้แก่ใคร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ท่านจงทิ้ง ณที่ปราศจากของเขียว หรือทิ้งให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์" ก็ถ้าใส่ลงในหญ้าเขียวหญ้าทั้งหลายก็จะพึงเน่าด้วยข้าวปายาสที่ละเอียดธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ล่วงละเมิดภูตคามสิกขาบท จึงตรัสอย่างนี้แต่ควรใส่เข้าในที่มีหญ้าต้นใหญ่ ๆ สูงประมาณแต่คอและเมื่อใส่ลงในน้ำน้อยที่มีตัวสัตว์ สัตว์ก็จะตาย เพราะน้ำนั้นแต่ที่ใดมีน้ำลึกมาก เมื่อใส่ตั้ง ๑๐๐ ถาด ๑,๐๐๐ ถาด น้ำย่อมไม่เสียควรใส่ในน้ำเช่นนั้น ให้จมลงพร้อมกับถาดทอง
 น้ำย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะวิฏิจิฏะ และเดือดเป็นควันคลุ้มก็นั่นเป็นอานุภาพของข้าวปายาสหรือเป็นอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า ? เป็นอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พราหมณ์นี้ให้ข้าวปายาสจมลงแล้วก็จักเดินนอกทาง ไม่มายังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เดินเลยไปพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระดำริว่า พราหมณ์เห็นข้ออัศจรรย์นี้แล้วจักมาสู่สำนักของเราเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะทำลายการยึดถือมิจฉาทิฏฐิของเขาด้วยพระธรรมเทศนาให้หยั่งลงในพระศาสนา ให้ดื่มน้ำอมฤต แล้วได้ทรงกระทำอย่างนั้นด้วยกำลังอธิษฐานพราหมณ์เกิดความประหลาดใจขนชูชันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าท่านเผาไม้อยู่อย่าสำคัญซึ่งความบริสุทธิ์ การเผ้าไม้นี้มีภายนอกแต่อริยธรรมถ้าความบริสุทธิ์พึงมีด้วยการเผาไม้นี้พวกเผาป่าเป็นต้นเผาไม้เป็นอันมากก็จะพึงบริสุทธิ์ก่อนเขาหากอันบุคคลนำไปด้วยคอแม้อยู่ข้างบนก็ย่อมถูกต้องกับแผ่นดินในที่ที่เหยียบไป ๆฉันใด มานะที่ยกขึ้นเพราะอาศัยสิ่งที่ถือกันมีชาติโคตรตระกูลเป็นต้น ฉันนั้นเมื่อยังความริษยาให้เกิดขึ้นที่นั้น ๆ ย่อมให้จมลงในอบาย ๔ เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พราหมณ์ ก็มานะของเธอเป็นดังภาระคือหาบความโกรธเป็นดังควันไฟเพราะเป็นความเศร้าหมองแห่งไฟคือญาณของเธอ เหตุนั้นไฟคือญาณอันเศร้าหมองของเธอจึงไม่รุ่งเรือง ไฟที่ขี้เถ้าปิดไว้ย่อมไม่โชติช่วงฉันใด ญาณของเธออันมุสาวาทปิดไว้ก็ฉันนั้นท่านมีทัพพีที่ทำด้วยทองเงินโลหะไม้และดินอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เพื่อจะบูชายัญ ฉันใดเรามีลิ้นใหญ่เป็นดุจทัพพีเครื่องบูชาเพื่อประโยชน์แก่การบูชาธรรม ฉันนั้นหทัยของสัตว์ทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ ฉันใดหทัยของเราเป็นที่ตั้งแห่งการบูชาธรรม ฉันนั้นเหมือนหทัยของท่านเป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ที่ในแห่งแม่น้ำฉะนั้นท่านบำเรอไฟมีร่างกายเปื้อนด้วยควันขี้เถ้าและเหงื่อ ลงอาบน้ำในแม่น้ำสุนทริกาฉันใด เราไม่ต้องการด้วยห้วงน้ำภายนอกเช่นแม่น้ำสุนทริกา แต่เรามีธรรมคือมรรคมีองค์๘ เป็นห้วงน้ำ เราให้สัตว์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง ๘๔,๐๐๐ บ้างให้อาบในธรรมคือมรรคมีองค์ ๘ นั้นพร้อม ๆ กัน ฉันนั้น ปาริสุทธิศีล ๔เป็นท่าแห่งห้วงน้ำคือธรรมของเรานั้น แม่น้ำสุนทริกาของท่านเมื่อคน ๔-๕คนอาบพร้อมกัน มีทรายทั้งข้างล่างข้างบนขุ่นมัว ฉันใดห้วงน้ำของเราหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้เมื่อสัตว์หลายพันลงไปอาบห้วงน้ำนั้นก็ไม่ขุ่นมัว คงใสอยู่ ธรรมดาธรรมของบัณฑิตทั้งหลายอันพวกบัณฑิตสรรเสริญเมื่อทรงยกองค์แห่งห้วงน้ำคืออริยมรรคขึ้นแสดง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่าสัจจะ ธรรม เป็นต้น