มหาธี
อาจารย์ ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

พราหมณ์


ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

พราหมณสังยุต ประมวลเรื่องพราหมณ์

คำนำ


 ในสมัยพุทธกาลมีชนอยู่ ๔ วรรณะคือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร มีหน้าที่กันคนละอย่าง เช่นกษัตริย์มีหน้าที่ทางการปกครอง พราหมณ์มีหน้าที่ทางทำพิธีกรรมและสอนศิลปวิทยาการแพทย์มีหน้าที่ทางกสิกรรมและพาณิชยกรรม ศูทรมีหน้าที่รับจ้างในสังยุตนี้กล่าวถึงพราหมณ์ซึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคด้วยจุดประสงค์ต่างกันดังมีเรื่องที่ควรศึกษาดังต่อไปนี้พราหมณสังยุต ประมวลเรื่องพราหมณ์
 ๑เรื่องผลการฆ่าความโกรธ
 นางพราหมณีชื่อธนัญชานีผู้ภรรยาแห่งพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งเป็นผู้เลื่อมใสยิ่งในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์กำลังนำภัตรเข้าไปเพื่อพราหมณ์ภารทวาชโคตร ก้าวเท้าพลาด จึงเปล่งอุทานบทนโม ๓ครั้งว่า "ขอความนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น…."
 พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กล่าวกะนางว่า "หญิงถ่อยคนนี้กล่าวคุณของสมณะโล้นอย่างนี้ ๆ ไม่ว่าที่ไหน ๆ แนะหญิงถ่อย บัดนี้เราจักยกวาทะต่อพระศาสดาของเจ้า" นางธนัญชานีพราหมณีกล่าวว่า "พราหมณ์ฉันยังไม่เห็นบุคคลผู้จะพึงยกถ้อยคำต่อพระองค์ ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมด้วยสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เอาเถิด ท่านจงไปแม้ไปแล้วจักรู้เอง" พราหมณ์ภารทวาชโคตรโกรธ ขัดใจเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ณ พระวิหารเวฬุวันสนทนาปราศรัยแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ทูลถามว่า "ข้าแต่พระโคดมบุคคลฆ่าอะไรย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรได้ย่อมไม่เศร้าโศก พระองค์ย่อมชอบใจการฆ่าธรรมอะไรเป็นธรรมอันเอก ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "พราหมณ์บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศกพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธอันมีรากเป็นพิษ มีที่สุดอันคืนคลายเพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก"
 พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กราบทูลว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ย่อมเห็นรูปได้ฉะนั้นข้าพระองค์ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรมและพระสงฆ์ว่าสรณะ ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญเถิด"ท่านได้บรรพชาอุปสมบทแล้วในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านอุปสมบทแล้วไม่นานหลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ไม่นานเท่าไรนักก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยม เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบมีความต้องการด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่ได้ทราบว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้วกิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีก็ท่านพระภารทวาชได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย" (สัง.๑๕/ธนัญชานีสูตร/๖๒๖-๖๓๐/๑๙๔-๑๙๕)อรรถกถาธิบาย
 นางพราหมณีสกุลธนัญชานีมีสกุลสูงเล่ากันมาว่า พวกพราหมณ์นอกนั้นเกิดแต่ปากของพรหม พราหมณ์เหล่านั้นมีลัทธิว่าสกุลธนัญชานีทำลายกระหม่อมพรหมออกมา พราหมณ์สามีนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิเมื่อนางกล่าวว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็ปิดหูเสีย เป็นคนกระด้างเสมือนตอไม้ตะเคียนส่วนพราหมณีเป็นอริยสาวกผู้โสดาบัน พราหมณ์เมื่อให้ทานย่อมให้ข้าวปายาสมีน้ำน้อยแก่พราหมณ์ ๕๐๐ คน พราหมณีได้ให้โภชนะมีรสต่าง ๆแก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในวันที่พราหมณ์ให้ทานพราหมณีได้อังคาสด้วยมือของตน เพราะอยู่ในอำนาจของพราหมณ์นั้นและเพราะละความตระหนี่เสียได้ แต่ในวันที่พราหมณีให้ทานพราหมณ์ก็หนีออกไปจากเรือนแต่เช้าตรู่ ต่อมาวันหนึ่ง พราหมณ์จึงปรึกษากับพราหมณีเชิญพราหมณ์ ๕๐๐ มาแล้วกล่าวกะพราหมณีว่า แน่ะแม่มหาจำเริญ พรุ่งนี้ พราหมณ์ ๕๐๐ คนจักบริโภคในเรือนของเรานะ นางถามว่า ฉันจะช่วยอะไรได้บ้างละพราหมณ์ ๆ กล่าวว่าไม่มีกิจอะไรอื่นที่เจ้าจะต้องช่วยดอกคนเหล่าอื่นจักกระทำการหุงต้มและอังคาสทั้งหมด ข้อที่เจ้ายืนก็ดี นั่งก็ดี จามก็ดีไอก็ดี ทำการนอบน้อมแก่สมณะโล้นนั้นว่า นโม พุทธัสสะ นั้น พรุ่งนี้เจ้าอย่าทำสิ่งนั้นสักวันหนึ่งเถิด ด้วยว่าพราหมณ์ทั้งหลายได้ยินดังนั้นแล้วจะไม่พอใจเจ้าอย่าทำเราให้แตกจากพราหมณ์ทั้งหลายเลย นางกล่าวว่า ท่านจะแตกจากพราหมณ์ก็ดีจากเทวดาก็ดี ส่วนฉันระลึกถึงพระศาสดา ไม่นอบน้อม ไม่สามารถที่จะอดกลั้นอยู่ได้พราหมณ์กล่าวว่า แน่ะแม่มหาจำเริญ ก่อนอื่น เจ้าต้องพยายามปิดประตูบ้านในบ้าน ๑๐๐ตระกูล เมื่อไม่สามารถจะปิดปากที่จะพึงปิดด้วยนิ้วทั้ง ๒ชั่วเวลาที่พวกพราหมณ์บริโภคพราหมณ์นั้นแม้พูดซ้ำซากอย่างนี้ก็ไม่อาจห้ามได้ด้วยความรัก จึงถือเอาพระขรรค์ที่วางไว้บนหัวนอนกล่าวว่าแม่มหาจำเริญ เมื่อพราหมณ์นั่งประชุมกันพรุ่งนี้ ถ้าเจ้านมัสการสมณะโล้นนั้นไซร้เราจะเอาพระขรรค์เล่มนี้สับเจ้า ตั้งแต่พื้นเท้าจนถึงปลายผมทำให้เป็นกองเหมือนหน่อไม้ แล้วกล่าวว่า "ถ้าเจ้ายังอยู่ในเรือนของเรา  ไม่ทำตามสิ่งที่เราปรารถนา ยังจะพูดอยู่ว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆเราจะเอาพระขรรค์เล่มนี้บั่นเจ้า ตั้งแต่เท้าจนถึงศีรษะเหมือนบั่นหน่อไม้"
 ส่วนพราหมณีผู้เป็นอริยสาวิกาไม่มีความหวั่นไหวเหมือนแผ่นดิน ไม่มีความสะทกสะท้านเหมือนภูเขาสิเนรุ เพราะฉะนั้นนางจึงกล่าวอย่างนี้ว่า "ท่านพราหมณ์ถ้าท่านจะตัดอวัยวะน้อยใหญ่ของเราก็ตามเราจะไม่เว้นจากศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลยท่านไม่อาจห้ามเราจากพระชินเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ เป็นที่พึ่งอาศัยของเราได้ดอกท่านจะตัดหรือจะต้มเราก็ตามทีเถิดเราก็ชื่อว่าเป็นธิดาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐแล้ว"
 ธนัญชานีพราหมณีขู่พราหมณ์ผู้คุกคามจึงกล่าวคาถา ๕๐๐ คาถา พราหมณ์ไม่อาจจับต้องหรือติพราหมณีกล่าวว่า แม่มหาจำเริญเจ้าจงทำตามที่ชอบใจเถิด แล้วก็โยนพระขรรค์ไปบนที่นอน ในวันรุ่งขึ้นจึงให้สร้างเรือนฉาบด้วยของเขียวสด ให้ประดับด้วยข้าวตอกหม้อเต็มด้วยน้ำดอกไม้และของหอมเป็นต้นในที่นั้น ๆ แล้วให้จัดข้าวปายาสมีน้ำน้อยปรุงด้วยเนยข้นใสน้ำตาลกรวดและน้ำผึ้ง แล้วให้บอกเวลาแก่พราหมณ์ ๕๐๐คน
 ฝ่ายพราหมณ์มณีเองอาบน้ำหอมแต่เช้าตรู่ นุ่งผ้าใหม่มีราคา ๑,๐๐๐เอาผ้ามีราคา ๕๐๐ เฉวียงบ่า ประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ถือทัพพีทองอังคาสเลี้ยงดูพราหมณ์ในโรงอาหาร น้อมนำอาหารไปให้พราหมณ์นั้นผู้นั่งในแถวเดียวกับพราหมณ์เหล่านั้น ลื่นลงที่กองไม้ที่เขาเก็บไว้ไม่เรียบร้อยทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่นาง เพราะกระแทกในการลื่นล้มลง ขณะนั้น นางระลึกถึงพระทศพลแต่เพราะนางสมบูรณ์ด้วยสติ นางก็ไม่ทิ้งถาดข้าวปายาส ค่อย ๆ วางลงที่พื้นประคองอัญชลีเหนือเศียร ในท่ามกลางพราหมณ์ ๕๐๐ คนแล้วน้อมอัญชลีไปทางพระวิหารเชตวัน จึงได้เปล่งอุทานนี้
 ก็เวลานั้นบรรดาพราหมณ์เหล่านั้น บางพวกบริโภคเสร็จแล้ว บางพวกกำลังบริโภค บางพวกพอลงมือบางพวกเพียงวางโภชนะไว้ข้างหน้าพราหมณ์เหล่านั้นพอได้ยินเสียงนั้นเป็นเสมือนถูกฆ้อนเท่าภูเขาสิเนรุฟาดลงบนศีรษะและเหมือนถูกหลาวแทงที่หู เสวยทุกข์โทมนัสโกรธว่าพวกเราถูกคนนอกลัทธินี้ลวงเราให้เข้าไปสู่เรือน จึงทิ้งก้อนข้าว คายสิ่งที่อมไว้เป็นเหมือนกาเห็นธนู พลางด่าพราหมณ์ พากันหลีกไปคนละทิศคนละทางพราหมณ์เห็นพวกพราหมณ์ต่างพากันแยกไปอย่างนั้น มองดูนางพราหมณีตั้งแต่ศีรษะคิดว่าพวกเราเห็นภัยนี้ จึงขอร้องนางมหาจำเริญตั้งแต่วันวานก็ไม่ได้จึงด่านางพราหมณีโดยประการต่าง ๆ
 พราหมณ์ไปด้วยคิดว่า พระสมณโคดมผู้อันชาวบ้านชาวนิคมและชาวแว่นแคว้นบูชาแล้ว ใคร ๆ ไม่อาจจะไปว่ากล่าวคุกคามอย่างใด ๆ ได้ จำเราจักถามปัญหาสักข้อหนึ่ง จึงได้แต่คาถาว่าบุคคลฆ่าอะไรได้ย่อมนอนเป็นสุข เป็นต้น แล้วคิดว่า ถ้าพระสมณโคดมจักกล่าวว่าเราชอบใจการฆ่าบุคคลชื่อโน้น เราจักข่มท่านว่าท่านปรารถนาจะฆ่าเหล่าชนที่ท่านไม่ชอบใจ ท่านเกิดมาเพื่อจะฆ่าโลกความเป็นสมณะของท่านจะมีประโยชน์อะไร ถ้าพระสมณโคดมจักกล่าวว่าเราไม่ชอบใจการฆ่าใคร ๆ เราจะข่มท่านว่า ท่านไม่ปรารถนาจะฆ่ากิเลสมีราคะเป็นต้นเพราะเหตุไร ท่านจึงเป็นสมณะเที่ยวไป ดังนั้น ปัญหา ๒ เงื่อนนี้พระสมณโคดมก็จะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แล้วก็หลีกไป
๒เรื่องพระพุทธเจ้าไม่รับคำด่าของพราหมณ์
 อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ได้สดับมาว่า "พราหมณ์ภารทวาชโคตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในสำนักของพระสมณโคดมแล้ว" ก็โกรธขัดใจ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ณ พระวิหารเวฬุวันแล้วด่าบริภาษด้วยวาจาอันหยาบคายมิใช่ของสัตบุรุษ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า "พราหมณ์ท่านย่อมสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มิตรและอำมาตย์ ญาติสาโลหิตผู้เป็นแขกของท่านย่อมมาบ้างไหม ?" เมื่อพราหมณ์ทูลตอบว่า "พระโคดมผู้เจริญ แขกเหล่านั้นย่อมมาเป็นบางคราว" จึงตรัสถามว่า "ท่านจัดของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มต้อนรับแขกเหล่านั้นบ้างหรือไม่ ?" เมื่อพราหมณ์ทูลตอบว่า "ข้าพระองค์จัดของต้อนรับแขกเหล่านั้นบ้างในบางคราว"จึงตรัสถามว่า "ก็ถ้าว่าแขกเหล่านั้นไม่รับของนั้นจะเป็นของใคร ?" เมื่อพราหมณ์ทูลตอบว่า "ของนั้นก็เป็นของข้าพระองค์อย่างเดิม" จึงตรัสว่า "ข้อนี้ก็อย่างเดียวกัน ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่ท่านหมายมั่นเราผู้ไม่หมายมั่นอยู่ เราไม่รับเรื่องมีการด่าเป็นต้นของท่านเรื่องมีการด่าเป็นต้นก็เป็นของท่านผู้เดียว"แล้วตรัสต่อไปว่า "ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่ โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่หมายมั่นตอบบุคคลผู้หมายมั่นอยู่ ผู้นี้เรากล่าวว่า "ย่อมบริโภคด้วยกันย่อมกระทำตอบกัน" เรานั้นไม่บริโภคร่วมไม่กระทำตอบด้วยท่านเป็นอันขาด"
 อักโกสกพราหมณ์กราบทูลว่า "บริษัทพร้อมด้วยพระราชาย่อมทราบอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นพระอรหันต์เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนพระสมณโคดมจึงยังโกรธอยู่ ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ผู้ไม่โกรธฝึกฝนตนแล้ว มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ชอบ สงบ คงที่อยู่ความโกรธจักมีมาแต่ที่ไหน ผู้ใดโกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้วผู้นั้นเป็นผู้ลามกกว่าบุคคลนั้น เพราะการโกรธตอบนั้นบุคคลไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ชื่อว่าย่อมชนะสงครามอันบุคคลชนะได้โดยยากผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบเสียได้ผู้นั้นชื่อว่าย่อมประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือแก่ตนและแก่บุคคลอื่นเมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์อยู่ทั้งสองฝ่าย คือของตนและของบุคคลอื่นชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่าเป็นคนเขลา"อักโกสกพราหมณ์ได้ทูลขอบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคทำความเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์" (สัง.๑๕/อักโกสกสูตร/๖๓๑-๖๓๔/๑๙๕-๑๙๗)


 ๓เรื่องบาปสนองผู้ประทุษร้ายคนที่ไม่ประทุษร้าย
 พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ได้สดับมาว่า "พราหมณ์ภารทวาชโคตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในสำนักของพระสมณโคดม" โกรธ ขัดใจเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้ยืนนิ่งอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของเขาแล้วได้ตรัสว่า "ผู้ใดประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย เป็นบุรุษผู้หมดจดไม่มีกิเลสเป็นเครื่องยั่วยวน บาปย่อมกลับสนองผู้นั้นผู้เป็นพาลนั่นเองเปรียบเหมือนธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปสู่ที่ทวนลมฉะนั้น"พิลังคิกพราหมณ์ได้ทูลขอบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคทำความเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์" (สัง.๑๕/พิลังคิกสูตร/๖๓๘-๖๔๐/๑๙๙-๒๐๐)


 ๔เรื่องผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวันอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ปรุงข้าวปายาสด้วยเนยใสด้วยคิดว่า "เราจักบูชาไฟจักบำเรอการบูชาไฟ"ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตตามลำดับตรอกแล้วเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ แล้วได้ประทับยืนอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อัคคิกพราหมณ์ได้เห็นพระองค์แล้วได้กราบทูลว่า "พราหมณ์ผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา มีชาติ ฟังคัมภีร์เป็นอันมากถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะพราหมณ์นั้นควรบริโภคปายาสนี้"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "พราหมณ์ผู้กล่าวถ้อยคำแม้มากเป็นผู้เน่าและเศร้าหมองในภายในอันความโกหกแวดล้อมแล้ว ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติ ผู้ใดรู้ปุพเพนิวาสและเห็นสวรรค์ทั้งอบาย ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ เป็นมุนีผู้อยู่จบแล้วเพราะรู้ยิ่งผู้นั้นเป็นผู้มีไตรวิชชาด้วยวิชชาสามเหล่านี้ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ พราหมณ์นั้นควรบริโภคปายาสนี้"
 พราหมณ์กราบทูลว่า "พระโคดมผู้เจริญ ขอเชิญบริโภคเถิดพระโคดมเป็นพราหมณ์ผู้เจริญ"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เราไม่พึงบริโภคโภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อมนั่นไม่ใช่ธรรมของผู้พิจารณาอยู่พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมรังเกียจโภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อม เมื่อธรรมมีอยู่ความเลี้ยงชีพนี้ก็ยังมี อนึ่ง ท่านจงบำรุงพระขีณาสพทั้งสิ้น ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ผู้มีความคะนองอันสงบแล้วด้วยข้าวน้ำอันอื่นเพราะว่าการบำรุงนั้นย่อมเป็นเขตของผู้มุ่งบุญ"พราหมณ์ได้ทูลขอบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคทำความเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์" (สัง.๑๕/อัคคิกสูตร/๖๕๒-๖๕๗/๒๐๒-๒๐๓)อรรถกถาธิบาย
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่งทรงเห็นพราหมณ์นี้ ทรงพระดำริว่าพราหมณ์นี้ถือข้าวปายาสอันเลิศเห็นปานนี้เอาไปเผาไฟด้วยตั้งใจจะให้มหาพรหมบริโภคย่อมกระทำสิ่งที่ไร้ผล ก้าวลงสู่ทางอบาย เมื่อไม่ละลัทธินี้ ก็จักทำอบายให้เต็มจำเราจักไปทำลายทิฐิของเขาด้วยธรรมเทศนาแล้วให้บรรพชา ให้มรรค ๔ ผล ๔ แก่เขาเพราะฉะนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้น


 ๕เรื่องการบูชา
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกาในโกศลชนบทสุนทิกภารทวาช พราหมณ์บูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา เขาบูชาไฟบำเรอไฟแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ เหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบด้วยคิดว่า "ใครหนอควรบริโภคปายาสอันเหลือจากการบูชานี้"ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคลุมอวัยวะพร้อมด้วยพระเศียรประทับนั่งที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วถือข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟด้วยมือซ้ายถือเต้านมด้วยมือขวา เข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดพระเศียรด้วยเสียงเท้าของพราหมณ์
 พราหมณ์กล่าวว่า "นี้พระสมณโคดมโล้นผู้เจริญ ๆ" แล้วประสงค์จะกลับจากที่นั้นทีเดียวแต่ได้มีความดำริว่า "พราหมณ์บางพวกในโลกนี้เป็นผู้โล้นบ้างก็มี ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปหาพระสมณะผู้โล้นแล้วถามถึงชาติ"จึงเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้ถามว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ท่านเป็นชาติอะไร ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ท่านอย่าถามถึงชาติแต่จงถามถึงความประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดจากไม้ บุคคลแม้เกิดในตระกูลต่ำเป็นมุนีมีความเพียร เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ห้ามโทษเสียด้วยหิริ ฝึกตนแล้วด้วยสัจจะประกอบด้วยการปราบปราม ถึงที่สุดแห่งเวท มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้วผู้ใดมียัญอันน้อมเข้าไปแล้ว บูชาพราหมณ์ผู้นั้นผู้นั้นชื่อว่าย่อมบูชาพระทักขิไณยบุคคลโดยกาล"
 พราหมณ์กราบทูลว่า "การบูชานี้ของข้าพระองค์เป็นอันบูชาดีแล้ว เซ่นสรวงดีแล้วเป็นแน่เพราะข้าพระองค์ได้พบถึงเวทเช่นนั้น และไม่พบบุคคลเช่นพระองค์ชนอื่นจึงบริโภคปายาสอันเหลือจากการบูชา"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "พราหมณ์ เราไม่บริโภคโภชนะที่ขับด้วยคาถา ฯลฯเพราะว่าการบำรุงนั้นย่อมเป็นเขตของผู้มุ่งบุญ"
 พราหมณ์กราบทูลว่า "ถ้าเช่นนั้น ข้าพระองค์จะให้ปายาสอันเหลือจากการบูชานี้แก่ใคร ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เรายังไม่แลเห็นบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ซึ่งจะบริโภคปายาสที่เหลือจากการบูชานี้แล้วจะพึงถึงความย่อยไปโดยชอบนอกจากตถาคตหรือสาวกของตถาคต ถ้าอย่างนั้น ท่านจงทิ้งปายาสอันเหลือจากการบูชานั้น ณที่ปราศจากของเขียวหรือทิ้งให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์"
 พราหมณ์ทิ้งปายาสอันเหลือจากการบูชาให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์น้ำย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะ วิฏิจิฏะ และเดือดเป็นควันคลุ้มเหมือนอย่างผาลที่ร้อนแล้วตลอดอันบุคคลใส่ลงในน้ำย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะ วิฏิจิฏะและเดือดเป็นควันคลุ้มฉะนั้นพราหมณ์ประหลาดใจเกิดขนชูชันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วได้ยืนอยู่ในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ท่านเผาไม้อยู่อย่าสำคัญซึ่งความบริสุทธิ์ ก็การเผาไหม้นี้เป็นของภายนอกผู้ฉลาดทั้งหลายไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้นั้นเราละการเผาไม้ซึ่งบุคคลพึงปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้อันเป็นของมีในภายนอกแล้วยังไฟคือญาณให้โพลงภายในตนทีเดียวเราเป็นพระอรหันต์ มีไฟอันโพลงแล้วเป็นนิตย์ มีจิตตั้งไว้ชอบแล้วเป็นนิตย์ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ มานะแลเป็นดุจภาระคือหาบของท่าน ความโกรธเป็นดุจควันมุสาวาทเป็นดุจเถ้า ลิ้นเป็นประดุจภาชนะเครื่องบูชา หทัยเป็นที่ตั้งกองกูณฑ์ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นความรุ่งเรืองของบุรุษ บุคคลผู้ถึงเวททั้งหลายนั้นแลอาบในห้วงน้ำคือธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายมีท่าคือศีลไม่ขุ่นมัวอันบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้ว มีตัวไม่เปียกแล้วย่อมข้ามถึงฝั่ง สัจจะ ธรรม ความสำรวม พรหมจรรย์ การถึงธรรมอันประเสริฐอาศัยในท่ามกลาง ท่านจงทำความนอบน้อมในพระขีณาสพผู้ตรงทั้งหลายเรากล่าวคนนั้นว่าผู้มีธรรมเป็นสาระ"สุนทริกพราหมณ์ได้ทูลขอบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคทำความเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ (สัง.๑๕/สุนทริกสูตร/๖๕๘-๖๖๖/๒๐๔-๒๐๖)อรรถกถาธิบาย
 สุนทริกพราหมณ์เห็นข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟแล้วคิดว่าข้าวปายาสที่ใส่ลงในไฟ อันมหาพรหมบริโภคก่อนแล้ว แต่ข้าวปายาสนี้ยังเหลืออยู่ถ้าเราพึงให้ข้าวปายาสนั้นแก่พราหมณ์ผู้เกิดแต่ปากพระพรหมบุตรพร้อมทั้งบิดาก็เป็นผู้ที่เราเลี้ยงอิ่มหนำสำราญแล้วและทางไปพรหมโลกก็เป็นอันเราทำให้บริสุทธิ์ดีแล้ว จึงลุกจากอาสนะเหลียวแลดูทิศทั้ง๔ โดยรอบเพื่อจะดูพราหมณ์ด้วยคิดว่า ใครหนอควรบริโภคข้าวปายาสอันเหลือจากการบูชานี้ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งคลุมพระวรกายพร้อมทั้งพระเศียรที่โคนต้นไม้ใหญ่ในไพรสณ์นั้นเพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทับนั่ง ณ ที่นั้น ? ได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่งเห็นสุนทริกพราหมณ์นี้แล้วทรงพระดำริว่าพราหมณ์นี้ถือข้าวปายาสอันเลิศเห็นปานนี้เอาไปเผาไฟด้วยตั้งใจจะให้มหาพรหมบริโภคชื่อว่าทำสิ่งที่ไร้ผล ฯลฯ เราจะให้มรรค ๔ ผล ๔ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ทีเดียว ทรงชำระพระวรกายเสร็จแล้วทรงถือบาตรจีวร เสด็จไปประทับนั่ง ณโคนต้นไม้นั่นโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรพระองค์จึงทรงคลุมตลอดพระเศียร ? เพื่อป้องกันหิมะตกและลมหนาวพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถอดทนหิมะตกและลมหนาวนั้นได้แต่ถ้ามิได้ทรงนั่งคลุมพระวรกายพราหมณ์จำได้แต่ไกลก็จะกลับเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะไม่ได้พูดจากัน ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระดำริว่า เมื่อพราหมณ์มาเราจักเปิดศีรษะ ทีนั้น พราหมณ์ก็จะเห็นเรา จักได้พูดจากันเราจักแสดงธรรมตามแนวที่พูดจากันแก่พราหมณ์จึงได้ทรงทำอย่างนั้นเพื่อจะได้พูดจากัน
 พราหมณ์คิดว่าท่านผู้นี้คลุมตลอดศีรษะประกอบความเพียรคืนยังรุ่งเราจักถวายทักษิโณทกแล้วถวายข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟนี้แก่ท่านผู้นี้มีความว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพราหมณ์จึงเข้าไปหาพอพระผู้มีพระภาคเจ้าเปิดพระเศียร พราหมณ์เห็นพระองค์มีผมสั้น จึงกล่าวว่าผู้นี้เป็นสมณะโล้น เมื่อตรวจดูตระหนักยิ่งกว่านั้น ก็มิได้เห็นแม้ปลายผมพอจะไหวได้จึงกล่าวติว่า สมณะโล้น แล้วประสงค์จะกลับจากประเทศที่ตนยืนเห็นนั้นแต่ได้มีความดำริว่า ด้วยเหตุบางอย่าง พราหมณ์มีศีรษะโล้นก็มีเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ทูลถามว่า ท่านเป็นชาติอะไร ?
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าถ้าท่านหวังว่าทานมีผลมากก็อย่าถามถึงชาติเลยเพราะชาติไม่ใช่เหตุแห่งความเป็นพระทักขิไณยบุคคลจงถามถึงความประพฤติคือประเภทแห่งคุณมีศีลเป็นต้นเพราะข้อนั้นเป็นเหตุแห่งความเป็นพระทักขิไณยบุคคลเมื่อจะทรงทำความนั้นให้แจ่มแจ้งแก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสว่าในที่นี้ไฟย่อมเกิดจากไม้ และไฟที่เกิดจากไม้มีศาลาเป็นต้นนั้นมิได้ทำหน้าที่ของไฟไฟที่เกิดจากไม้มีรางน้ำดื่มเป็นต้นมิได้ทำหน้าที่ของไฟแต่ไฟซึ่งเกิดแต่ที่ใดที่หนึ่งก็ตามย่อมทำหน้าที่ของไฟแท้ด้วยคุณสมบัติมีเปลวของตนเป็นต้นผู้ที่เกิดในตระกูลพราหมณ์เป็นต้นย่อมเป็นทักขิไณยบุคคลผู้ที่เกิดในตระกูลจัณฑาลเป็นต้นเป็นทักขิไณยบุคคลไม่ได้ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำก็ตาม ผู้ที่เกิดในตระกูลสูงก็ตาม เป็นมุนีผู้มีอาสวะสิ้นแล้วมีความเพียร กำจัดโทษด้วยหิริ เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ย่อมเป็นผู้มีชาติ คือเป็นทักขิไณยบุคคลสูงสุด ด้วยคุณสมบัติซึ่งมีความเพียรและหิริเป็นประธานนี้ ด้วยว่าเขาย่อมทรงไว้ซึ่งคุณทั้งหลายด้วยความเพียร ย่อมหักห้ามโทษทั้งหลายด้วยหิริผู้ใดนิมนต์พระขีณาสพมา ถวายมักขิณาคือปัจจัย ๔ แก่พระขีณาสพนั้นผู้นั้นชื่อว่าบูชาพรทักขิไณยบุคคลในกาลมิใช่ใส่เข้าในไฟซึ่งไม่มีจิตใจ
 พราหมณ์ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเลื่อมใส เมื่อจะทำความเลื่อมใสของตนให้แจ่มแจ้ง จึงกราบทูลว่าการบูชาของข้าพระองค์นี้ บัดนี้จักเป็นการบูชาด้วยดี เซ่นสรวงด้วยดีแน่แท้แต่เมื่อก่อน ข้าพระองค์เอาเผาไฟเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ปุถุชนผู้อันธพาลพูดอยู่ว่าเราเป็นพราหมณ์ ๆ พระโคดมผู้เจริญเป็นพราหมณ์เชิญบริโภคเถิด
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เราไม่บริโภคโภชนะที่ขับด้วยคาถา" ก็เพราะเหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น ? เล่ากันมาว่าพอพราหมณ์น้อมโภชนะนั้นเข้าไปเท่านั้น เทวดาในทวีปใหญ่ ๔ ทวีปน้อย ๒,๐๐๐ถือเอาดอกไม้ผลไม้และเนยใสเนยข้นน้ำมันน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้นด้วยสำคัญว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสวยจึงถือเอาโอชะที่ให้เกิดด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์ใส่เข้าเหมือนบีบรวงผึ้งถือเอาน้ำผึ้งโภชนะนั้นจึงถึงความเป็นของละเอียด ก็โภชนะนั้นเป็นวัตถุหยาบสำหรับมนุษย์ ฉะนั้นจึงไม่ถึงความย่อยไปโดยชอบสำหรับมนุษย์เหล่านั้น เพราะเป็นวัตถุหยาบนั่นเองแต่ผสมพืช ๓ อย่างลงในนมโค โภชนะนั้นจึงกลายเป็นเจือด้วยของหยาบ อนึ่งโภชนะนั้นเป็นวัตถุละเอียดสำหรับหมู่เทพ เพราะฉะนั้นจึงไม่ถึงความย่อยไปโดยชอบสำหรับเทวดาเหล่านั้น เพราะเป็นวัตถุละเอียดแม้ในท้องของพระขีณาสพผู้สุกขวิปัสสกะก็ไม่ย่อยไป แต่พระขีณาสพผู้ได้สมาบัติ ๘พึงย่อยไปด้วยอำนาจสมาบัติแต่สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงย่อยไปด้วยเตโชธาตุเกิดแต่กรรมตามปกติอย่างเดียว
 พราหมณ์ทูลถามว่าข้าพระองค์จะให้ข้าวปายาสนี้แก่ใคร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ท่านจงทิ้ง ณที่ปราศจากของเขียว หรือทิ้งให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์" ก็ถ้าใส่ลงในหญ้าเขียวหญ้าทั้งหลายก็จะพึงเน่าด้วยข้าวปายาสที่ละเอียดธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ล่วงละเมิดภูตคามสิกขาบท จึงตรัสอย่างนี้แต่ควรใส่เข้าในที่มีหญ้าต้นใหญ่ ๆ สูงประมาณแต่คอและเมื่อใส่ลงในน้ำน้อยที่มีตัวสัตว์ สัตว์ก็จะตาย เพราะน้ำนั้นแต่ที่ใดมีน้ำลึกมาก เมื่อใส่ตั้ง ๑๐๐ ถาด ๑,๐๐๐ ถาด น้ำย่อมไม่เสียควรใส่ในน้ำเช่นนั้น ให้จมลงพร้อมกับถาดทอง
 น้ำย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะวิฏิจิฏะ และเดือดเป็นควันคลุ้มก็นั่นเป็นอานุภาพของข้าวปายาสหรือเป็นอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า ? เป็นอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พราหมณ์นี้ให้ข้าวปายาสจมลงแล้วก็จักเดินนอกทาง ไม่มายังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เดินเลยไปพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระดำริว่า พราหมณ์เห็นข้ออัศจรรย์นี้แล้วจักมาสู่สำนักของเราเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะทำลายการยึดถือมิจฉาทิฏฐิของเขาด้วยพระธรรมเทศนาให้หยั่งลงในพระศาสนา ให้ดื่มน้ำอมฤต แล้วได้ทรงกระทำอย่างนั้นด้วยกำลังอธิษฐานพราหมณ์เกิดความประหลาดใจขนชูชันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าท่านเผาไม้อยู่อย่าสำคัญซึ่งความบริสุทธิ์ การเผ้าไม้นี้มีภายนอกแต่อริยธรรมถ้าความบริสุทธิ์พึงมีด้วยการเผาไม้นี้พวกเผาป่าเป็นต้นเผาไม้เป็นอันมากก็จะพึงบริสุทธิ์ก่อนเขาหากอันบุคคลนำไปด้วยคอแม้อยู่ข้างบนก็ย่อมถูกต้องกับแผ่นดินในที่ที่เหยียบไป ๆฉันใด มานะที่ยกขึ้นเพราะอาศัยสิ่งที่ถือกันมีชาติโคตรตระกูลเป็นต้น ฉันนั้นเมื่อยังความริษยาให้เกิดขึ้นที่นั้น ๆ ย่อมให้จมลงในอบาย ๔ เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พราหมณ์ ก็มานะของเธอเป็นดังภาระคือหาบความโกรธเป็นดังควันไฟเพราะเป็นความเศร้าหมองแห่งไฟคือญาณของเธอ เหตุนั้นไฟคือญาณอันเศร้าหมองของเธอจึงไม่รุ่งเรือง ไฟที่ขี้เถ้าปิดไว้ย่อมไม่โชติช่วงฉันใด ญาณของเธออันมุสาวาทปิดไว้ก็ฉันนั้นท่านมีทัพพีที่ทำด้วยทองเงินโลหะไม้และดินอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เพื่อจะบูชายัญ ฉันใดเรามีลิ้นใหญ่เป็นดุจทัพพีเครื่องบูชาเพื่อประโยชน์แก่การบูชาธรรม ฉันนั้นหทัยของสัตว์ทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ ฉันใดหทัยของเราเป็นที่ตั้งแห่งการบูชาธรรม ฉันนั้นเหมือนหทัยของท่านเป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ที่ในแห่งแม่น้ำฉะนั้นท่านบำเรอไฟมีร่างกายเปื้อนด้วยควันขี้เถ้าและเหงื่อ ลงอาบน้ำในแม่น้ำสุนทริกาฉันใด เราไม่ต้องการด้วยห้วงน้ำภายนอกเช่นแม่น้ำสุนทริกา แต่เรามีธรรมคือมรรคมีองค์๘ เป็นห้วงน้ำ เราให้สัตว์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง ๘๔,๐๐๐ บ้างให้อาบในธรรมคือมรรคมีองค์ ๘ นั้นพร้อม ๆ กัน ฉันนั้น ปาริสุทธิศีล ๔เป็นท่าแห่งห้วงน้ำคือธรรมของเรานั้น แม่น้ำสุนทริกาของท่านเมื่อคน ๔-๕คนอาบพร้อมกัน มีทรายทั้งข้างล่างข้างบนขุ่นมัว ฉันใดห้วงน้ำของเราหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้เมื่อสัตว์หลายพันลงไปอาบห้วงน้ำนั้นก็ไม่ขุ่นมัว คงใสอยู่ ธรรมดาธรรมของบัณฑิตทั้งหลายอันพวกบัณฑิตสรรเสริญเมื่อทรงยกองค์แห่งห้วงน้ำคืออริยมรรคขึ้นแสดง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่าสัจจะ ธรรม เป็นต้น


 

คำสำคัญ (Tags): #พราหมณ์
หมายเลขบันทึก: 512767เขียนเมื่อ 20 ธันวาคม 2012 10:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 ธันวาคม 2012 10:05 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (5)

 ๖เรื่องความสุข
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในชัฏป่าแห่งหนึ่งในโกศลชนบทโคใช้ ๑๔ ตัว ของพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งหายไป เขาเที่ยวแสวงหาโคใช้เหล่านั้นอยู่เข้าไปถึงชัฏป่านั้นแล้วได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับคู้บัลลังก์ตั้งพระกายตรงทรงดำรงพระสติเฉพาะพระพักตร์อยู่ในชัฏป่านั้นเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า "พระสมณะนี้เป็นผู้มีความสุขเพราะเหตุว่า
 ๑. โคใช้ ๑๔ ตัว ของพระนี้ไม่มีแน่ แต่ของเราหายไปได้ ๖๐วันเข้าวันนี้
 ๒.งาทั้งหลายอันเลวมีใบหนึ่งและสองใบในไร่ของพระสมณะนี้ไม่มีเป็นแน่
 ๓.หนูทั้งหลายในฉางเปล่าย่อมไม่รบกวนแก่พระสมณะนี้ด้วยการยกหูยกหางขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้นเป็นแน่
 ๔.เครื่องลาดของพระสมณะนี้ใช้ตั้งเจ็ดเดือนไม่ดาดาษแล้วด้วยสัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นเป็นแน่
 ๕. หญิงหม้าย บุตรธิดามีบุตรคนหนึ่งและสองคนของพระสมณะนี้ย่อมไม่มีแน่
 ๖.แมลงวันมีตัวอันลายไต่ตอมบุคคลผู้หลับด้วยเท้าย่อมไม่ไต่ตอมพระสมณะนี้เป็นแน่
 ๗. ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมไม่ทรงพระสมณะนี้ว่า "ท่านทั้งหลายจงให้" เป็นแน่ "
 พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงภาษิตว่า " ดูก่อนพราหมณ์ เราเป็นผู้มีความสุข เพราะเหตุว่า
 ๑.โคใช้ ๑๔ ตัว ของเราไม่มีเลย แต่ของท่านหายไปได้ ๖๐ วันเข้าวันนี้
 ๒.งาทั้งหลายอันเลวมีใบหนึ่งและสองใบในไร่ของเราไม่มีเลย
 ๓.หนูทั้งหลายในฉางเปล่าย่อมไม่รบกวนเราเลยด้วยการยกหูหางขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้น
 ๔.เครื่องลาดของเราใช้ตั้งเจ็ดเดือนไม่ดาดาษเลยด้วยสัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดขึ้น
 ๕.หญิงหม้าย บุตรธิดามีบุตรคนหนึ่งและสองคนของเราไม่มีเลย
 ๖.แมลงวันมีตัวอันลายไต่ตอมบุคคลผู้หลับด้วยเท้า ย่อมไม่ไต่ตอมเราเลย
 ๗.ในเลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมไม่ทวงเราเลยว่า "ท่านทั้งหลายจงให้ๆ"
 พราหมณ์ได้ทูลขอบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคทำความเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ (สัง.๑๕/พหุธิติสูตร/๖๖๗-๖๗๐/๒๐๖-๒๐๘)อรรถกถาธิบาย
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่งทรงเห็นธรรมอันเป็นอุปนิสัยพระอรหัตของพราหมณ์นั้นทรงพระดำริที่จะไปสงเคราะห์พราหมณ์จึงเสด็จไปประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีที่หนาทึบ๖ สีในไพรสณฑ์นั้นโคที่พราหมณ์ใช้ไถนาแล้วปล่อยเที่ยวไปปากดงหนีไปเมื่อพราหมณ์ไปบริโภคอาหารพราหมณ์มีความโทมนัสครอบงำเที่ยวไปได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ในป่าชัฏนั้นคิดว่าพระสมณโคดมนี้ประทับนั่งเป็นสุขหนอ จึงเข้าไปเฝ้าทูลว่า โคของเราหายไปประมาณ ๖๐วันเข้าวันนี้ เป็นต้น
 เมื่อพราหมณ์หว่านงาในไร่ ฝนได้ตกลงในวันนั้นเองทำเมล็ดงาจมลงในดินร่วน ไม่อาจผลิดอกออกผลได้ บนต้นที่เจริญงอกงามก็มีแมลงเล็ก ๆบินมากินใบเป็นต้นเสียเหลือไว้ต้นละใบสองใบ พราหมณ์ไปตรวจดูไรเห็นดังนั้นจึงคิดว่าเราปลูกงาก็เพื่อหวังผลกำไร แต่งาเหล่านั้นเสียแล้ว ได้เกิดโทมนัส
 พราหมณ์นั้น เมื่อโภคะสิ้นลงตามลำดับมีฉางเปล่าเพราะไม่มีสิ่งที่จะพึงใส่เข้าไป หนูทั้งหลายมาทางโน้นทางนี้จาก ๗หลังคาเรือนเข้าไปในฉางเปล่าของพราหมณ์นั้นยกหูชูหางเป็นต้นเที่ยวกระโดดโลดเต้นด้วยอุตสาหะเหมือนเล่นกีฬาในสวน
 เครื่องปูลาดที่ทำด้วยหญ้าและใบไม้ที่ปูลาดไว้ให้พราหมณ์นั้นนอนไม่มีใคร ๆ ปัดกวาดเป็นครั้งคราวเลย พราหมณ์ทำงานในป่าตลอดวัน มาในเวลาเย็นนอนบนเคื่องปูลาดนั้น แมลงเล็ก ๆที่เกิดขึ้นย่อมเกาะกินสรีระของพราหมณ์นั้นเต็มไปหมด
 หญิงทั้งหลายแม้เป็นหม้ายก็ยังได้อยู่ในตระกูลสามีชั่วเวลาที่ยังมีสมบัติอยู่ในเรือนของพราหมณ์นั้นแต่เมื่อใดเขาไร้ทรัพย์ เมื่อนั้นหญิงทั้งหลายที่ถูกแม่ผัวพ่อผัวเป็นต้นขับไล่ว่าจงไปเรือนบิดา ย่อมมาอยู่เรือนของพราหมณ์นั้น ในเวลาพราหมณ์บริโภคชนเหล่าใดส่งบุตรไปว่า พวกเจ้าจงไปบริโภคร่วมกับพระผู้เป็นเจ้าเมื่อชนเหล่านั้นหย่อนมือลงในถาดพราหมณ์ไม่ได้โอกาสจะใช้มือหยิบอาหาร
 พราหมณ์รำคาญด้วยเสียงหนูและถูกแมลงเล็กๆ กัด ไม่ได้หลับตลอดคืน มาหลับได้เมื่อใกล้สว่าง พอลืมตาขึ้นเท่านั้นเจ้าหนี้คนหนึ่งก็กล่าวว่า จะทำอย่างไรละพราหมณ์หนี้ที่ท่านกู้ในภายหลังและเมื่อก่อน ดอกเบี้ยเพิ่มพูนขึ้น ท่านยังจะต้องเลี้ยงธิดา๗ คน บัดนี้ พวกเจ้าหนี้มาล้อมเรือน ท่านจงไปทำการงานแล้วใช้เท้าถีบปลุกให้ตื่น
 พราหมณ์กู้หนี้จากมือของคนบางคน ๑ กหาปณะบางคน ๒ กหาปณะ บางคน ๑๐ กหาปณะ รวมความว่า พราหมณ์ได้กู้หนี้จากมือของคนทั้งหลายเจ้าหนี้เหล่านั้นเมื่อไม่เห็นพราหมณ์ตอนกลางวันคิดจะจับเขากำลังออกจากเรือนทีเดียวจึงไปทวงตอนใกล้รุ่ง
 พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อพราหมณ์พรรณนาความทุกข์เหล่านี้มาจึงทรงแสดงว่า พราหมณ์ ทุกข์ที่ท่านพรรณนามานั้นทั้งหมดไม่มีแก่เราจึงใช้คาถาตอบพราหมณ์ขยายพระธรรมเทศนา พราหมณ์ฟังพระคาถาเหล่านั้นเลื่อมใสพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งอยู่ในสรณะ ๓บวชแล้วบรรลุพระอรหัต
 พระผู้มีพระภาคเจ้าให้พราหมณ์บวชแล้วพาไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ในวันรุ่งขึ้นมีพระเถระนั้นเป็นปัจฉาสมณะได้เสด็จไปยังทวารพระมณเฑียรของพระเจ้าปเสนิโกศล ๆทรงสดับว่า พระศาสดาเสด็จมา จึงเสด็จลงจากปราสาทถวายบังคมแล้วทรงรับบาตรจากพระหัตถ์ อาราธนาให้เสด็จขึ้นบนปราสาทให้ประทับนั่งเหนือพระแท่น ทรงล้างพระยุคลบาทด้วยน้ำหอมทาด้วยน้ำมันที่หุงร้อยครั้ง ให้นำข้าวยาคูมา ทรงถือทัพพีทรงด้ามเงินทรงน้อมเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ทรงเอาพระหัตถ์ปิดพระราชาทรงหมอบลงแทบพระยุคลบาทกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าข้าพระองค์มีโทษขอพระองค์โปรดอดโทษ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ไม่มีโทษดอกมหาบพิตรเมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร พระองค์ไม่รับข้าวยาคู พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าปลิโพธความกังวลมีอยู่ มหาบพิตร พระราชาทูลว่า ก็เหตุไรเล่าผู้ไม่รับข้าวยาคูพึงได้ปลิโพธ ข้าพระองค์สามารถทำปลิโพธหรือโปรดรับข้าวยาคูเถิดพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้วพระเถระแก่หิวมานานจึงดื่มข้าวยาคูตามความต้องการ พระราชาทรงถวายขาทนียะโภชนียะในเวลาเสร็จภัตกิจ ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า พระองค์อุบัติในวงศ์โอกากราชซึ่งมีมาตามประเพณี ทรงละสิริราชสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิทรงผนวชบรรลุความเป็นผู้เลิศในโลกแล้ว พระองค์ยังจะมีปลิโพธอะไรอีกเล่า พระเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตรความปลิโพธของพระเถระแก่รูปนี้เป็นเช่นปลิโพธของอาตมภาพเหมือนกัน
 พระราชาทรงไหว้พระเถระตรัสถามว่าท่านขอรับ ท่านมีปลิโพธอะไร ? พระเถระถวายพระพรว่ามีความปลิโพธิเรื่องนี้ มหาบพิตรพระราชาตรัสถามว่า เท่าไรขอรับ ? พระเถระถวายพระพรว่า ทรงนับดูเถิด มหาบพิตรเมื่อพระราชาทรงนับว่า ๑, ๒, ๑๐๐, ๑,๐๐๐ นิ้วพระหัตถ์ไม่พอนับพระราชาตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า พนายจงไปตีกลองร้องประกาศในพระนครว่าเจ้าหนี้ของพหุฐิติกพราหมณ์ทั้งหมดจงประชุมกันในพระลานหลวงพวกมนุษย์ได้ยินเสียงกลองประชุมกันแล้วพระราชาให้นำบัญชีมาจากมือของเจ้าหนี้เหล่านั้นได้พระราชทานทรัพย์ไม่หย่อนกว่าหนี้ที่กู้มาทั้งหมด ในที่นั้น ทองมีราคาหนึ่งแสนพระราชาตรัสถามอีกว่า ท่านขอรับ ปลิโพธยังมีอีกไหม ? พระเถระถวายพระพรว่ามหาบพิตรสามารถทรงใช้หนี้ให้แล้วตรัสถามจึงถวายพระพรว่า เด็กหญิง ๗คนเหล่านี้เป็นปลิโพธใหญ่ของอาตมภาพพระราชาทรงส่งยานไปรับธิดาทั้งหลายของพระเถระนั้นมาทรงทำเป็นธิดาของพระองค์แล้วทรงส่งไปยังเรือนตระกูลสามีนั้น ๆ แล้วตรัสถามว่า ท่านขอรับยังมีปลิโพธอื่นอีกไหม ? พระเถระถวายพระพรว่านางพราหมณี มหาบพิตรพระราชาทรงส่งยานไปนำนางพราหมณีมาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัยยิกา แล้วตรัสถามอีกว่าท่านขอรับ ยังมีปลิโพธอื่นอีกไหม ? พระเถระถวายพระพรว่า ไม่มี มหาบพิตรพระราชารับสั่งให้พระราชทานผ้าจีวรตรัสว่า ท่านขอรับขอท่านจงทราบความเป็นภิกษุของท่านว่าเป็นของข้าพเจ้า พระเถระถวายพระพรว่าขอถวายพระพร มหาบพิตร พระราชาตรัสว่า ท่านขอรับปัจจัยทุกอย่างมีจีวรและบิณฑบาตเป็นต้น จักเป็นของพวกเราจัดถวายขอท่านจงยึดถือพระทัยพระผู้มีพระภาคเจ้าบำเพ็ญสมณธรรมเถิด พระเถระไม่ประมาทบำเพ็ญสมณธรรมตามนั้นทีเดียวถึงความสิ้นอาสวะต่อกาลไม่นานนัก

 ๗เรื่องการทำนาในทางธรรม
 พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ณ พราหมณคามชื่อว่าเอกนาลาในทักขิณาคีรีชนบท แคว้นมคธ สมัยนั้นกสิภารทวาชพราหมณ์เทียมไถมีจำนวน ๕๐๐ ในฤดูกาลหว่านข้าว ในเวลาเช้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังที่ทำการงานของพราหมณ์ผู้กำลังเลี้ยงอาหารมื้อเช้าอยู่แล้วประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 พราหมณ์ได้เห็นพระองค์ประทับยืนบิณฑบาตอยู่ จึงได้กราบทูลว่า "ข้าแต่พระสมณะ ข้าพระองค์ไถและหว่านแล้ว ย่อมได้บริโภคแม้พระองค์ก็จงหว่านและไถแล้วจงบริโภคเถิด"
 พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า "ดูก่อนพราหมณ์แม้เราไถและหว่านแล้วก็บริโภค"
 พราหมณ์กราบทูลว่า "ก็ข้าพระองค์ไม่เห็นแอก ไถ ผาล ประตักหรือโคทั้งหลายของท่านพระสมณโคดมเลย"แล้วกราบทูลต่อไปอีกว่า "พระองค์ปฏิญาณว่าเป็นชาวนา แต่ข้าพระองค์ไม่เห็นไถของพระองค์ผู้เป็นชาวนาไฉนข้าพระองค์จะรู้การทำนาของพระองค์ได้ ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ศรัทธาเป็นพืชความเพียรเป็นฝน ปัญญาเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติเป็นผาลและประตักเรามีกายวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วในการบริโภคอาหารเราทำการดายหญ้าด้วยคำสัตย์ โสรัจจะเป็นเครื่องให้แล้วเสร็จงานความเพียรเป็นเครื่องนำธุระไปให้สมหวังนำไปถึงความเกษมจากโยคะไปไม่ถอยหลังยังที่ซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศกเราทำนาอย่างนี้ นาที่เราทำนั้นย่อมมีผลเป็นอมตะบุคคลทำนาอย่างนี้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้"
 พราหมณ์กราบทูลว่า "ท่านพระโคดมผู้เป็นชาวนาขอจงบริโภคอมฤตผลที่ท่านพระโคดมไถนั้นเถิด"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เราไม่บริโภคโภชนะซึ่งได้มาด้วยการขับกล่อมด้วยว่าการบำรุงนั้นเป็นนาบุญของผู้มุ่งบุญ"พราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต (สัง.๑๕/กสิสูตร/๖๗๑-๖๗๖/๒๐๙-๒๑๑)อรรถกถาธิบาย
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยพราหมณคามชื่อเอกนาลในมคธรัฐทรงรอคอยความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ของพราหมณ์ในทักขิณาคิรีชนบทตลอดสมัยพราหมณ์นั้นอาศัยกสิกรรมเลี้ยงชีพ มีไถประมาณ ๕๐๐ ไม่หย่อนไม่เกินเอาเชือกผูกโคทั้งหลาย ในเวลาหว่านพืช การหว่านพืชมี ๒ อย่าง คือหว่านในเนื้อที่นาเป็นตม และหว่านในเนื้อที่เป็นฝุ่นก็การหว่านนาในพื้นที่เป็นฝุ่นนั้นเป็นการหว่านที่เป็นมงคลในวันแรกในการนั้นต้องมีเครื่องอุปกรณ์พร้อมมูล คือต้องใช้โคถึง ๓,๐๐๐ ตัวโคทั้งหมดต้องสวมเขาทำด้วยทอง คล้องอกทำด้วยเงิน ประดับด้วยดอกไม้ขาวเจิมของหอมด้วยนิ้วทั้ง ๕ มีอวัยวะครบบริบูรณ์ สมบูรณ์ด้วยลักษณะดีทุกอย่างบางพวกดำมีสีคล้ายดอกอัญชัน พวกขาวมีสีคล้ายเมฆ บางพวกแดงมีสีคล้ายแก้วประพาฬบางพวกด่างมีสีคล้ายแก้วลาย คนไถ ๕๐๐ คนทุกคนประดับด้วยผ้าใหม่สีขาวและดอกไม้ติดเทริดดอกไม้ที่บ่าขวามีร่างกายรุ่งเรืองด้วยลายเขียนด้วยหรดาลและมโนศิลาเป็นต้น แบ่งเป็นพวก ๆพวกหนึ่งมีไถ ๑๐ คัน งอนไถ แอก และปฏักประดับทอง ไถคันแรกเทียมโคงาน ๘ ตัวไถคันที่เหลือเทียมคันละ ๔ ตัว ไถนอกนั้นนำมาสำหรับผลัดเปลี่ยนคนที่เหนื่อยพวกหนึ่ง ๆ มีเกวียนบรรทุกเมล็ดพืชเล่มหนึ่ง คนไถคนหนึ่ง คนหว่านคนหนึ่ง
 ฝ่ายพราหมณ์ ชั้นแรกทีเดียวให้แต่งหนวด อาบน้ำ ไล้ทาด้วยของหอมนุ่งผ้าราคา ๕๐๐ ห่มผ้าเฉวียงบ่าราคา ๑,๐๐๐ สวมแหวนนิ้วละ ๒ วง รวมเป็นแหวน ๒๐ วงประดับตุ้มหูรูปราชสีห์ที่หูทั้งสอง สวมผ้าโพกอย่างประเสริฐบนศีรษะคล้องมาลัยทองที่คอ แวดล้อมไปด้วยหมู่พราหมณ์ สั่งงานนางพราหมณีของเขาให้หุงข้าวปายาสใส่ภาชนะหลายร้อยใบ บรรทุกเกวียนใหญ่หลายเล่มแล้วอาบน้ำหอม ประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง แวดล้อมไปด้วยหมู่พราหมณีได้ไปสู่ที่การงาน แม้เรือนของพราหมณ์นั้นก็ทาของเขียว โปรยข้าวตอกเกลื่อนกลาดประดับด้วยหม้อเต็มน้ำ ต้นกล้วย ธงชาย และธงประฏากกระทำพลีกรรมอย่างดีด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นที่นาก็ได้ยกธงชายและธงประฏากขึ้นในที่นั้น ๆชนผู้เป็นบริวารและชนผู้ทำงานรวมเป็นบริษัทมีคนประมาณ ๒,๕๐๐ คน คนทั้งหมดนำผ้ามาทุกคนจัดเฉพาะข้าวปายาสมาเท่านั้น
 พราหมณ์ให้ล้างถาดทองใส่ข้าวปายาสเต็มประดับด้วยเนยใสน้ำผึ้งน้ำอ้อย ให้กระทำพลีกรรมไถ นางพราหมณีให้แจกภาชนะทอง เงินสำริด ทองแดงและโลหะแก่ชาวนา ๕๐๐ คน ถือทัพพีทองเดินเลี้ยงข้าวปายาสฝ่ายพราหมณ์ให้กระทำพลีกรรมแล้ว คาดกายด้วยผ้าแดง สวมรองเท้าถือไม้เท้าทองสีแดงเที่ยวสั่งงานว่า ตรงนี้จงให้ข้าวปายาส ตรงนี้จงให้เนยใสความเป็นไปในการงานเท่านี้ก่อน
 ในที่ที่พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายประทับอยู่ในวิหารพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมมีกิจประจำวัน ๕ อย่าง คือ กิจในปุเรภัต ๑กิจในปัจฉาภัต ๑ กิจในปุริมยาม ๑ กิจในมัชฉิมยาม ๑ กิจในปัจฉิมยาม ๑
 ๑. กิจในปุเรภัต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุกแต่เช้าตรู่ทรงทำบริกรรมพระวรกายมีบ้วนพระโอษฐ์เป็นต้นเพื่ออนุเคราะห์ภิกษุผู้อุปัฏฐากและเพื่อสำราญพระวรกาย แล้วทรงให้เวลาล่วงไป ณเสนาสนะที่สงัดจนถึงเวลาเสด็จภิกขาจารถึงเวลาเสด็จภิกขาจารก็ทรงนุ่งสบงคาดประคดเอวแล้วทรงห่มจีวร ทรงถือบาตรบางครั้งเสด็จพระองค์เดียว บางคราวแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปยังคามหรือนิคมเพื่อบิณฑบาต บางครั้งก็เสด็จเข้าไปตามปกติบางครั้งก็มีปาฏิหาริย์หลายอย่างเป็นไปอยู่ คือ เมื่อพระโลกนาถเสด็จเที่ยวบิณฑบาตลมอ่อนพัดชำระแผ่นดินให้สะอาดไปข้างหน้า เมฆฝนหลั่งน้ำลงเป็นหยด ๆให้ละอองในหนทางเรียบราบกั้นเป็นเพดานอยู่เบื้องบนลมอีกอย่างพัดเอาดอกไม้มาเบื้องบนเกลี่ยลงในหนทาง ภูมิประเทศที่สูงขึ้นก็ต่ำลงภูมิประเทศที่ต่ำลงก็สูงขึ้น ในสมัยทอดพระบาทลง พื้นแผ่นดินย่อมเรียบเสมอดอกประทุมที่เป็นสุขสัมผัส ย่อมรับพระบาทพอพระองค์วางพระบาทขวาภายในเสาเขื่อนรัศมีมีพรรณ ๖ สร้านออกจากพระสรีระกระทำเรือนยอดปราสาท ให้มีสีเหลื่อมพรายด้วยน้ำเต้าทองและให้เป็นเหมือนแวดล้อมด้วยแผ่นผ้าอันวิจิตรสร้านไปข้างโน้นข้างนี้ช้างม้าและวิหคเป็นต้นยืนอยู่ในที่ของตน ๆ ส่งเสียงด้วยอาการอันไพเราะดนตรีมีกลองและพิณเป็นต้นและอาภรณ์ที่สวมกายพวกมนุษย์อยู่ก็เป็นอย่างนั้นด้วยสัญญาณนั้น พวกมนุษย์ย่อมรู้กันว่า วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้ามาบิณฑบาตในที่นี้ พวกเขานุ่งห่มเรียบร้อยถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจากเรือนเดินไประหว่างถนนบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้เป็นต้นโดยเคารพ ถวายบังคมแล้วทูลขอว่า พระเจ้าข้าขอพระองค์โปรดประทานภิกษุแก่พวกข้าพระองค์ ๑๐ รูป แก่พวกข้าพระองค์ ๒๐ รูปแก่พวกข้าพระองค์ ๑๐๐ รูป รับบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วให้ปูอาสนะต้อนรับด้วยบิณฑบาตโดยเคารพ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วทรงตรวจดูสันดานของมนุษย์เหล่านั้นแล้วทรงแสดงธรรมอย่างนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์มหาชน โดยประการที่ชนบางพวกดำรงอยู่ในสรณคมน์บางพวกดำรงอยู่ในศีล ๕ บางพวกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลสกทาคามิผลและอนาคามิผลอย่างใดอย่างหนึ่งบางพวกบวชแล้วดำรงอยู่ในอรหัตซึ่งเป็นผลอันเลิศ ทรงลุกจากอาสนะเสด็จไปพระวิหารประทับนั่งเหนือบวรพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้ในโรงกลมใกล้พระคันธกุฎีทรงรอคอยให้ภิกษุทั้งหลายฉันเสร็จ ต่อแต่นั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายฉันเสร็จภิกษุผู้อุปัฏฐากก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าพระคันธกุฎี
 ๒. กิจในปัจฉาภัตพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำกิจในปุเรภัตอย่างนี้แล้วประทับนั่งในที่บำรุงที่พระคันธกุฎี ทรงให้ทาพระบาทแล้วประทับยืนบนตั่งรองพระบาททรงโอวาทภิกษุสงฆ์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิดการอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าหาได้ยากในโลก การได้อัตภาพเป็นมนุษย์หาได้ยากการถึงพร้อมด้วยศรัทธาหาได้ยาก การบรรพชาหาได้ยาก การฟังพระสัทธรรมหาได้ยากในที่นั้น บางพวกทูลถามกัมมัฏฐานกะพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆทรงประทานกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่จริยาของภิกษุเหล่านั้น แต่นั้นภิกษุทั้งหมดถวายบังคมแล้ว ไปยังที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตน ๆบางพวกไปสู่ป่า บางพวกไปสู่โคนไม้ บางพวกไปสู่ภูเขาเป็นต้นแห่งใดแห่งหนึ่งบางพวกไปสู่ภพชั้นจาตุมหาราชิกา บางพวกไปสู่ชั้นวสวัตตีพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าพระคันธกุฎี ถ้าพระองค์มีพระพุทธประสงค์ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ สำเร็จสีหไสยาสน์ครู่หนึ่งโดยพระปรัศว์เบื้องขวาพระองค์ทรงมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่า ทรงลุกขึ้นตรวจดูโลกในภาคที่ ๒ ในภาคที่ ๓ในบ้านหรือนิคมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยประทับอยู่ ในปุเรภัตมหาชนถวายทาน ในปัจฉาภัตเขานุ่งห่มเรียบร้อยถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นประชุมกันในวิหารพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปด้วยปาฏิหาริย์อันเหมาะสมแก่บริษัทที่ประชุมกันประทับนั่งเหนือบวรพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดไว้ในธรรมสภาแสดงธรรม นี้สมควรแก่กาลสมควรแก่สมัย ครั้นทรงทราบเวลาจึงทรงส่งบริษัทไปมนุษย์ทั้งหลายพากันถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป
 ๓.กิจในปุริมยาม พระผู้มีพระภาคเจ้าเสร็จภัตกิจในปัจฉาภัตอย่างนี้แล้วถ้ามีพระประสงค์จะโสรจสรงพระวรกาย ทรงลุกจากพุทธอาสน์ เสด็จเข้าซุ้มเป็นที่สรงทำพระวรกายให้เหมาะกับฤดูกาลด้วยน้ำที่อุปัฏฐากจัดถวายฝ่ายอุปัฏฐากได้นำพุทธอาสน์มาปูไว้ในบริเวณพระคันธกุฎีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งผ้าที่ย้อมแล้ว ๒ ชั้น คาดประคดเอวทำเฉวียงบ่าเสด็จมาประทับนั่ง ณ ที่นั้น เร้นอยู่ครู่หนึ่งแต่พระองค์เดียวภิกษุทั้งหลายมาจากที่นั้น ๆ ไปยังที่อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าบรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกถามปัญหา บางพวกขอกัมมัฏฐาน บางพวกขอฟังธรรมพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความประสงค์ของภิกษุเหล่านั้นให้เสร็จกิจให้ปุริมยามล่วงไป
 ๔. กิจในมัชฌิมยามก็ในเวลาที่กิจในปุริมยามสิ้นสุดลงเมื่อภิกษุทั้งหลายถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไปเหล่าเทวดาในหมื่นโลกธาตุทั้งสิ้นได้โอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถามปัญหาตามที่แต่งขึ้นโดยที่สุดถามถึงอักขระ ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแก้ปัญหาของเทวดาเหล่านั้นก็ให้มัชฌิมยามล่วงไป
 ๕. กิจในปัจฉิมยามก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแบ่งปัจฉิมยามออกเป็น ๓ ส่วนแล้วทรงให้ส่วนหนึ่งล่วงไปด้วยการจงกรม เพื่อจะทรงปลดเปลื้องความบอบช้ำแห่งพระวรกายซึ่งถูกการนั่งจำเดิมแต่ปุเรภัตบีบคั้น ในส่วนที่ ๒พระองค์เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี มีพระสติสัมปชัญญะสำเร็จสีหไสยาสน์โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ในส่วนที่ ๓ พระองค์เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ เพื่อทรงเห็นบุคคลผู้ที่ได้สร้างบุญญาธิการไว้โดยคุณมีทานและศีลเป็นต้นในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลาย
 ในกาลนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวดูอย่างนี้ ทรงเห็นกสิภารทวาชพราหมณ์ถึงพร้อมด้วยธรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตแล้ว ทรงทราบว่าเมื่อเราไปในที่นั้นจักมีการพูดจากัน เมื่อจบการพูดจากันพราหมณ์นั้นฟังธรรมเทศนาแล้วพร้อมด้วยบุตรและภรรยาจักตั้งอยู่ในสรณะ ๓จักหว่านทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ในศาสนาของเรา ภายหลังจักออกบรรพชา จักบรรลุพระอรหัตจึงเสด็จไปในที่นั้น ทรงตั้งเรื่องขึ้นแล้วแสดงธรรม การเลี้ยงอาหารของชาวนา ๕๐๐ผู้นั่งถือภาชนะทองเป็นต้นเป็นอันกระทำค้างไว้
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนในที่ที่คนยืนแล้วพราหมณ์จะเห็นได้แล้วทรงเปล่งรัศมีพระวรกายมีสีเหลืองดังทองธรรมชาติโดยรอบไพโรจน์ล่วงรัศมีพระจันทร์และพระอาทิตย์ แผ่คลุมโรงงาน ฝาเรือน ต้นไม้และก้อนดินที่ไถเป็นต้นของพราหมณ์ได้เป็นเสมือนทำด้วยทอง พวกมนุษย์กำลังบริโภคอยู่ก็มีกำลังไถนาอยู่ก็มี ต่างพากันละทิ้งกิจทุกอย่างเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระวรกายประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีอนุพยัญชนะ๘๐ เป็นบริวาร และคู้พระพาหาซึ่งงดงามด้วยรัศมีที่แผ่สร้านออกวาหนึ่งทรงรุ่งเรืองด้วยพระสิริราวกะว่าสระปทุมที่เกิดบนแผ่นดินเพียงดังท้องฟ้าที่มีหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับและเพียงดังสุวรรณบรรพตอันประเสริฐที่ห่อหุ้มด้วยสายฟ้าต่างล้างมือและเท้าเข้าไปยืนแวดล้อมประคองอัญชลีอยู่กสิภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมไปด้วยชนเหล่านั้นเสด็จบิณฑบาตด้วยอาการอย่างนี้
 พราหมณ์เห็นชนไม่อิ่มด้วยการดูพระผู้มีพระภาคเจ้าทอดทิ้งการงานจึงไม่พอใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาทำลายการงานของเราและพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะคิดว่าถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้านี้จักได้ประกอบการงานไซร้พระองค์ก็จักได้เป็นดุจจุฬามณีบนศีรษะของพวกมนุษย์ทั่วชมพูทวีปประโยชน์อะไรจักไม่สำเร็จแก่พระองค์เล่าพระองค์ไม่ประกอบการงานเพราะความเกียจคร้านเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในงานวัปปมงคลเป็นต้นจึงเกิดความไม่พอใจ พราหมณ์นั้นมีความประสงค์ดังนี้ว่าการงานทั้งหลายแม้ของเรายังไม่พินาศก่อน เรามิได้เป็นผู้มีลักษณะสมบูรณ์เหมือนท่านแม้ท่านไถและหว่านแล้วจงบริโภคเถิดประโยชน์อะไรจะไม่พึงสำเร็จแก่ท่านผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะอย่างนี้เล่า อีกอย่างหนึ่งพราหมณ์ได้ฟังว่า เล่ากันมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกุมารเกิดในสักยราชตระกูลละความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงผนวช เพราะเหตุดังนี้ พราหมณ์รู้ในบัดนี้ว่าผู้นี้คือผู้นั้นยกขึ้นติเตียนว่าท่านละความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิลำบากแล้วจึงกล่าวอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่งพราหมณ์นี้มีปัญญาแก่กล้าจะกล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยไม่เลื่อมใสก็หาไม่แต่ได้เห็นรูปสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงสรรเสริญบุญสมบัติกล่าวอย่างนี้เพื่อให้มีการพูดจากันบ้าง

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงพระองค์ว่าเป็นผู้ไถผู้หว่านชั้นเลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลกโดยเป็นเวไนยสัตว์จึงตรัสว่าพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน เป็นต้น พราหมณ์คิดว่า สมณะนี้กล่าวว่าแม้เราก็ไถก็กว่าน แต่เราไม่เห็นเครื่องไถมีแอกและไถเป็นต้นที่ใหญ่ ๆ ของสมณะนี้ ๆกล่าวเท็จหรือหนอ ตรวจดูพระผู้มีพระภาคเจ้าตั้งแต่พื้นพระบาทจนถึงปลายพระเกสาเพราะตนสำเร็จวิชาดูลักษณะจึงรู้ว่า สมณะนั้นสมบูรณ์ด้วยลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ประการ เหตุได้สั่งสมบุญญาธิการไว้ เกิดมานะอย่างแรงกล้าว่าข้อที่สมณะเห็นปานนี้พูดมุสามิใช่ฐานะที่จะเป็นได้จึงละวาทะว่าในพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยโคตรจึงกล่าวว่า ก็ข้าพเจ้าไม่เห็นแอก ไถ ผาลปฏักหรือโคทั้งหลายของท่านพระโคดมเลยเป็นต้นฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงพุทธานุภาพเพราะเหตุที่ขึ้นชื่อว่าการกล่าวด้วยเป็นผู้เทียบด้วยธรรมมีในก่อนเป็นอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงตรัสคำว่าศรัทธาเป็นพืช เป็นต้น
 ความเป็นผู้มีส่วนเสมอด้วยธรรมมีในก่อนคืออะไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพราหมณ์ถามถึงเครื่องไถมีแอกและไถเป็นต้นมิใช่หรือแต่พระองค์ตรัสว่า ศรัทธาเป็นพืช เป็นต้น เพราะพืชที่ไม่ถูกถามเทียบกันได้แม้ถ้อยคำก็ต่อกันไม่ได้ธรรมดาว่าถ้อยคำของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ต่อกันไม่ได้จะมีไม่ได้เลยพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะตรัสด้วยความที่ธรรมมีในก่อนเทียบกันไม่ได้ก็หาไม่ ก็ในข้อนี้พึงอนุสนธิอย่างนี้ว่า จริงอยู่พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพราหมณ์ถามถึงการไถโดยเครื่องไถมีแอกและไถเป็นต้นด้วยความอนุเคราะห์พราหมณ์นั้นพระองค์ประสงค์ให้พราหมณ์ทราบเรื่องการไถพร้อมทั้งมูล พร้อมทั้งอุปการะพร้อมทั้งสัมภาระที่เหลือ พร้อมทั้งผล มิให้ลดน้อยลงด้วยพระดำริว่า ข้อนี้เขามิได้ถาม เมื่อจะทรงแสดงจำเดิมแต่ต้นมา จึงตรัสคำว่า ศรัทธาเป็นพืช เป็นต้นพืชในเรื่องนั้นเป็นมูลของการไถ เพราะเมื่อพืชมีก็ควรทำ เมื่อพืชไม่มีก็ไม่ควรทำแต่ควรทำให้พอเหมาะแก่พืชนั้น เพราะเมื่อมีพืช ชาวนาย่อมไถนา เมื่อไม่มีก็ไม่มีไถชาวนาผู้ฉลาดย่อมไถนาพอเหมาะแก่พืชเท่านั้น ไม่ทำให้พร่องด้วยคิดว่าข้าวกล้าของเราอย่าเสียหาย ไม่ทำให้เกินด้วยคิดว่าความพยายามของเราอย่าได้ไร้ประโยชน์ ก็เพราะพืชนั้นเป็นมูล ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการไถตั้งแต่มูลคือทรงแสดงธรรมเบื้องต้นแห่งการไถของพระองค์โดยความที่พืชคือธรรมเบื้องต้นเทียบได้กับการไถของพราหมณ์นั้นจึงตรัสว่าศรัทธาเป็นพืช
 เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเฉพาะถามเท่านั้นไม่ตรัสข้อที่ไม่ถามภายหลัง ? เพราะพระองค์เป็นผู้อุปการะแก่พราหมณ์นั้นและเพราะพระองค์เป็นผู้สามารถเชื่อมพระธรรม จริงอยู่พราหมณ์นี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธาเพราะเกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิตระกูลหนึ่งแต่เป็นผู้มีปัญญา ไม่ปฏิบัติในข้อที่มิใช่วิสัยของตนที่เกี่ยวถึงผู้อื่นจึงไม่ได้บรรลุคุณวิเศษก็ศรัทธาของพราหมณ์นั้นเพียงปราศจากกิเลสและธรรมฝ่ายดำที่ฟูขึ้นมีลักษณะเพียงความผ่องใส มีกำลังน้อย เป็นไปกับด้วยปัญญาซึ่งมีกำลังจึงไม่ทำให้สำเร็จประโยชน์ เหมือนโคที่เทียมในแอกเดียวกันกับช้าง ดังนั้นศรัทธาของเขาจึงเป็นเครื่องสนับสนุน ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสถาปนาพราหมณ์นั้นไว้ในศรัทธาจึงตรัสเนื้อความนี้ที่ควรจะตรัสแม้ในภายหลัง เอามาตรัสเสียก่อนเพราะความที่ทรงเป็นผู้ฉลาดในเทศนา ก็ฝนเป็นอุปการะแก่พืชฝนนั้นพระองค์ตรัสในลำดับนั้นเอง จึงเป็นธรรมชาติที่สามารถความข้อนี้พระองค์ควรตรัสภายหลัง เพราะความที่ทรงสามารถเชื่อมพระธรรม
 ศรัทธามีความผ่องใสเป็นลักษณะ หรือมีความปักใจลงเป็นลักษณะ พืช ๕อย่าง คือ พืชเกิดแต่ราก ๑ พืชเกิดแต่ลำต้น ๑ พืชเกิดแต่ข้อ ๑ พืชเกิดแต่ยอด ๑พืชเกิดแต่เมล็ด ๑ ทั้งหมดนั้นนับว่าพืชเกิดแต่เมล็ดทั้งนั้น เพราะงอกได้ ในข้อนั้นพืชเป็นมูลกสิกรรมของพราหมณ์ แยกออกเป็น ๒ คือ ข้างล่างออกราก ๑ ข้างบนออกหน่อ ๑ฉันใด ศรัทธาเป็นมูลกสิกรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้างล่างมีศีลเป็นรากข้างบนมีสมถะและวิปัสสนาเป็นหน่อ ฉันนั้น พืชนั้นรับรสปฐวีธาตุ อาโปธาตุด้วยรากย่อมเติบโตขึ้นเพื่อรับความแก่สุกแห่งธัญญชาติด้วยก้าน ฉันใดศรัทธานี้รับรสคือสมถะและวิปัสสนาด้วยรากคือศีลเติบโตขึ้นเพื่อรับความแก่กล้าแห่งธัญญชาติคืออริยมรรค ด้วยก้านคืออริยธรรม ฉันนั้นอนึ่ง พืชนั้นตั้งอยู่ในพื้นดินที่ดี เจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยราก หน่อ ใบ ก้านเง่าและใบอ่อน ให้เกิดน้ำนม ให้สำเร็จเป็นรวงข้าวสาลีเต็มไปด้วยเมล็ดข้าวสาลีเป็นอันมาก ฉันใด ศรัทธานี้ก็ฉันนั้นตั้งมั่นอยู่ในจิตสันดาน เจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยวิสุทธิ ๖ให้เกิดน้ำนมคือญาณทัสสนวิสุทธิ ให้สำเร็จเป็นพระอรหัตผลอันเพียบไปด้วยปฏิสัมภิทาญาณเป็นอเนก ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าศรัทธาเป็นพืช
 เมื่อกุศลธรรมมากกว่า ๕๐ เกิดร่วมกันเหตุไรจึงพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศรัทธาเป็นพืช ? เพราะทำหน้าที่เหมือนพืชบรรดากุศลธรรมเหล่านั้น วิญญาณทำหน้าที่รู้แจ้ง ฉันใด ศรัทธาก็ทำหน้าที่เหมือนพืช (ต้นเหตุ) ฉันนั้นก็ศรัทธานั้นเป็นมูลเหตุแห่งกุศลธรรมทั้งปวง
 ฝนหลายอย่างเป็นต้นว่าน้ำฝน ลมเจือฝน ในพระสูตรนี้ประสงค์เอาน้ำฝน ข้าวกล้าของพราหมณ์มีพืชเป็นมูลมีน้ำฝนช่วยอย่างดีย่อมงอก ไม่เหี่ยวแห้ง ย่อมผลิตดอก ฉันใดธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น มีศรัทธาเป็นมูลมีอินทรีย์สังวรช่วยอนุเคราะห์ ย่อมงอกงามไม่เหี่ยวแห้ง ย่อมผลิตผล เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เมื่อนาที่หว่านไว้แล้ว ถ้ามีฝนเป็นการดีถ้าไม่มีฝนก็จำต้องให้น้ำก่อน ฉันใดเราใช้เชือกคือใจผูกแอกและไถซึ่งมีงอนคือหิริให้ติดกัน เทียมโคคือความเพียรแทงด้วยประตักคือสติ เมื่อหว่านพืชคือศรัทธาลงในนาคือจิตสันดานของตน ถ้าฝนไม่มีเราก็ใช้ตบะคืออินทริยสังวรตลอดกาลเป็นนิจความเพียรเป็นฝน
 ปัญญามีหลายอย่างต่างโดยปัญญาฝ่ายกามาวจรเป็นต้นแต่ในพระสูตรนี้ ท่านประสงค์มรรคปัญญาพร้อมด้วยวิปัสสนา พราหมณ์มีแอกและไถ ฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงมีปัญญา ๒ อย่างนั้น ฉันนั้น ใน ๒ อย่างนั้นแอกย่อมเป็นที่อาศัยของงอนไถ เป็นที่อาศัยของเชือก ช่วยให้โคงานเดินไปพร้อมกันฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้น ย่อมเป็นที่อาศัยแห่งธรรมทั้งหลายอันมีหิริเป็นประธาน ฉันนั้นอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า กุศลธรรมทั้งหมดยิ่งด้วยปัญญาและว่าผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาประเสริฐที่สุด ดุจบรรดาดวงดาวทั้งหลายพระจันทร์ประเสริฐ ฉะนั้น ปัญญาชื่อว่าอยู่ข้างหน้า เพราะเป็นหัวหน้าแห่งกุศลธรรมศีลก็ดี สิริก็ดีและธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายย่อมติดตามคือคล้อยตามผู้มีปัญญาแต่ปัญญาย่อมเนื่องด้วยหิริดุจงอนไถ เพราะไม่เกิดขึ้นโดยปราศจากหิริย่อมเป็นที่อาศัยของเชือกทั้งหลายโดยเป็นนิสัยปัจจัยของเชือกคือสมาธิกล่าวคือใจย่อมช่วยให้โคงานคือวิริยะเดินไปพร้อมกันเพราะห้ามการปรารภความเพียรเกินไปและความย่อหย่อนเกินไปไถประกอบด้วยผาลย่อมทำลายความทึบของแผ่นดินในการไถ ทำลายความสืบต่อแห่งมูลดิน ฉันใดปัญญาอันประกอบด้วยสติก็ฉันนั้นย่อมทำลายความทึบแห่งธรรมทั้งหลายซึ่งมีกิจคือการประชุมแห่งสันตติเป็นอารมณ์ในเวลาเจริญวิปัสสนา ย่อมทำลายความสืบต่อแห่งมูลแห่งกิเลสทั้งปวงและปัญญานั้นเป็นโลกุตตรอย่างเดียว ส่วนปัญญานอกนี้พึงเป็นแต่โลกิยะ ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ
 งอนไถของพราหมณ์ย่อมทรงไว้ซึ่งแอกและไถ ฉันใดหิริของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นย่อมทรงไว้ซึ่งแอกและไถกล่าวคือโลกิยปัญญาและโลกุตตรปัญญาไม่มีหิริก็เพราะไม่มีปัญญา แอกและไถที่เนื่องด้วยงอนไถ กระทำหน้าที่ไม่ให้ไหวไม่ให้หย่อน ฉันใด ปัญญาเนื่องด้วยหิริก็ฉันนั้น กระทำหน้าที่ไม่ให้ไหว ไม่ให้หย่อนไม่ระคนด้วยความไม่มีหิริ เหตุนั้น ด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าหิริเป็นงอนไถ
 เชือกมีประโยชน์ ๓ อย่าง คือ ผูกแอกกับงอนไถ ๑ผูกโคงานกับแอก ๑ ล่ามโคงานต่อกันกับนายสารถี ๑ ใน ๓ อย่างนั้นเชือกของพราหมณ์ย่อมทำงอนไถแอกและโคงานให้ปฏิบัติในกิจของตน ฉันใดสมาธิของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ผูกธรรมคือหิริปัญญาและวิริยะทั้งหมดไว้ในอารมณ์เดียวกัน โดยสภาวะคือไม่ซัดส่ายให้ปฏิบัติในหน้าที่ของตน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าใจเป็นเชือก
 สติที่ประกอบด้วยวิปัสสนาและประกอบด้วยมรรคของพระผู้มีพระภาคเจ้าเปรียบเหมือนผาลและประตักของพราหมณ์สติค้นหาคติของกุศลธรรมทั้งหลาย หรือทำให้ปรากฏในอารมณ์ย่อมรักษาไถคือปัญญาเหมือนผาลรักษาไถและไปข้างหน้าไถนั้นก็ปัญญานั้นมีสติอยู่ข้างหน้า ทำให้ไม่หลงลืม ด้วยว่าปัญญาย่อมรู้ชัดด้วยธรรมที่สติอบรมแล้ว มิใช่ด้วยความหลงลืมประตักแสดงภัยคือการแทงโคงานทั้งหลาย ไม่ให้เกียจคร้าน ป้องกันเดินนอกทาง ฉันใดสติก็ฉันนั้น แสดงภัยคืออบายแก่โคงานคือวิริยะ ไม่ให้เกียจคร้านป้องกันอโคจรกล่าวคือกามคุณ แล้วประกอบไว้ในกัมมัฏฐาน ป้องกันเดินออกนอกทางด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสติของเราเป็นผาลและประตัก
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ท่านหว่านพืชแล้ว ล้อมด้วยรั้วหนามรั้วต้นไม้หรือกำพง เพื่อรักษาข้าวกล้าฝูงโคกระบือและเนื้อทั้งหลายเข้าไปไม่ได้ แย่งข้าวกล้าไม่ได้ เพราะการล้อมนั้นฉันใด เราก็ฉันนั้น หว่านพืชคือศรัทธาเป็นอันมากแล้ว ล้อมรั้ว ๓ ชั้น คือ ควบคุมกายวาจา และอาหาร เพื่อรักษากุศลธรรมนานาประการฝูงโคกระบือและเนื้อกล่าวคืออกุศลธรรมมีราคะเป็นต้นเข้าไปไม่ได้แย่งข้าวกล้าคือกุศลนานาประการของเราไปไม่ได้เพราะการล้อมรั้วนั้น
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านทำการไถภายนอกใช้มือหรือมีดดายหญ้าที่ทำข้าวกล้าให้เสีย ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น ไถในภายในแล้วใช้สัจจะดายหญ้าคือการกล่าวคลาดเคลื่อนที่ประทุษร้ายข้าวกล้าคือกุศลดายหญ้ามีอัตตสัญญาเป็นต้นด้วยยถาภูตญาณนั้น
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าการปลดเปลื้องของท่านย่อมไม่เป็นการปลดเปลื้องเลย เพราะต้องประกอบในเวลาเย็นในวันที่สองหรือในปีหน้าอีก ฉันใด การปลดเปลื้องเราหาเป็นฉันนั้นไม่ขึ้นชื่อว่าการปลดเปลื้องในระหว่างของเราหามีไม่ เพราะเราเทียมโคงานคือความเพียรที่ไถคือปัญญา จำเดิมแต่ครั้งพระทศพลพระนามว่าทีปังกร ไถเป็นการใหญ่สิ้นสี่อสงขัยแสนกัปก็ยังไม่พ้น ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็เมื่อใดเราใช้เวลาทั้งหมดเหนืออปราชิตบัลลังก์ ณ โคนโพธิพฤกษ์พระอรหัตผลที่มีคุณทั้งปวงเป็นบริวารก็เกิดขึ้น เมื่อนั้นเราปล่อยวางพระอรหัตผลนั้นด้วยการระงับความขวนขวายทุกอย่าง บัดนี้จักไม่ประกอบต่อไป
 ไถที่พราหมณ์ชักไปและดึงไปในธุระย่อมทำลายแผ่นของดินและการสืบต่อแห่งมูลดิน ฉันใดไถคือปัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าชักมาด้วยความเพียรก็ฉันนั้นย่อมทำลายแผ่นกิเลสตามที่กล่าวแล้วและทำลายการสืบต่อแห่งกิเลส ธุรโธรัยหะ (นำธุระไป) อันต่างด้วยโคงาน ๔ ตัว ในไถแต่ละไถของพราหมณ์เมื่อนำไปทำหน้าที่กำจัดรากหญ้าที่เกิดขึ้น ๆและทำความสมบูรณ์แห่งข้าวกล้าให้สำเร็จ ฉันใด ธุรโธรัยหะอันต่างด้วยความเพียรคือสัมมัปปธาน ๔ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น เมื่อนำมาย่อมทำหน้าที่กำจัดอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๆและทำความสมบูรณ์แห่งกุศลให้สำเร็จ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าธุรโธรัยหะของท่านที่นำมุ่งไปทิศใดทิศหนึ่งมีปุรัตถิมทิศเป็นต้น ฉันใดธุรโธรัยหะของเราย่อมนำมุ่งตรงต่อพระนิพพานก็ฉันนั้น ธุรโธรัยหะที่เรานำไปอย่างนี้ชื่อว่าไปไม่หวนกลับ คือไปจำเดิมแต่เวลาที่พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกรไม่หวนกลับเหมือน ธุรโธรัยหะของท่านนำไถไปถึงที่สุดนา ยังกลับมาอีก อีกอย่างหนึ่งเพราะกิเลสที่เราละได้ด้วยมรรคนั้น ๆไม่จำต้องละร่ำไปเหมือนหญ้าที่ตัดด้วยไถของท่าน จำต้องตัดในเวลาต่อมาอีก ฉะนั้นธุรโธรัยหะละไม้คือกิเลสที่เห็นแล้วด้วยโสดาปัตติมรรค ละกิเลสหยาบ ๆด้วยสกทาคามิมรรค ละกิเลสที่เป็นอนุสัยด้วยอนาคามิมรรคละกิเลสทุกอย่างด้วยอรหัตมรรค ไปไม่หวนกลับด้วยอาการอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่งธุรโธรัยหะของเรา เมื่อไปโดยประการที่ธุรโธรัยหะของท่านไม่ไปยังที่นั้นแต่ธุรโธรัยหะของเราย่อมไปสู่ที่ชาวนาไปแล้ว ไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี ไม่เสียใจชาวนาเช่นเราเตือนการนำธุระไปด้วยความเพียรนั้นด้วยประตัก คือสติไปในที่ใดไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี ไม่เสียใจถึงที่นั้นทั้งหมดกล่าวคืออมตนิพพานอันเป็นที่ถอนลูกศรคือความโศก
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าจงเห็นเถิดท่านพราหมณ์ พืชคือศรัทธานี้ น้ำฝนคือตบะช่วยเหลือการไถเราใช้เชือกคือผูกแอกและไถคือปัญญาและงอนไถคือหิริไว้ด้วยกัน ใช้ไถคือปัญญาดอกผลคือสติ ยึดประตักคือสติคุ้มครองด้วยการควบคุมกายวาจาและอาหารใช้สัจจะเป็นเครื่องดายหญ้านำธุรโธรัยหะคือความเพียรซึ่งให้เกิดโสรัจจะมุ่งตรงพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะไม่ถอยกลับไถแล้ว การไถให้ถึงสามัญญผล ๔ อย่าง ซึ่งเป็นที่สุดแห่งการงานการไถนี้ย่อมมีผลเป็นอมตะมีพระนิพพานเป็นอานิสงส์เฉพาะเราผู้เดียวเท่านั้นก็หามิได้ ใคร ๆ จะเป็นกษัตริย์พราหมณ์ แพศย์ สูทรก็ตาม คฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ไถอย่างนี้แล้วเขาทั้งหมดย่อมพ้นทุกข์ทั้งปวงโดยแท้
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศนาแก่พราหมณ์ยกพระนิพพานแสดงเป็นเรื่องสุดท้าย จบลงด้วยยอดคือพระอรหัต ต่อแต่นั้นพราหมณ์ฟังพระธรรมเทศนาซึ่งมีเนื้อความลึกซึ้งแล้ว ทราบว่าคนบริโภคผลแห่งการไถนาของเรา ย่อมจะหิวในวันรุ่งขึ้นเป็นแน่แต่คนบริโภคผลแห่งการไถที่เป็นอมตะนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง มีความเลื่อมใสเมื่อจะแสดงอาการเลื่อมใส จึงกล่าวคำเป็นต้นว่าขอท่านพระโคดมจงบริโภคอมฤตผลเถิด


 ๘เรื่องติดในรส
 เวลาเช้าวันที่ ๑พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์ ๆ เอาข้าวใส่บาตรถวายจนเต็มแม้ในเวลาเช้าวันที่ ๒ วันที่ ๓ ก็เช่นกัน แล้วได้กราบทูลว่าพระสมณโคดมนี้ติดในรสอาหารจึงเสด็จมาบ่อยๆ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆฝนย่อมตกบ่อย ๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อย ๆ แว่นแคว้นย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อย ๆยาจกย่อมขอบ่อย ๆ ทานบดีก็ให้บ่อย ๆ แล้วก็เข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆผู้ต้องการน้ำนมย่อมรีดนมบ่อย ๆ ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อย ๆบุคคลย่อมลำบากและดิ้นรนบ่อย ๆ คนเขลาย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อย ๆสัตว์ย่อมเกิดและตายบ่อย ๆ บุคคลทั้งหลายย่อมนำซากศพไปป่าช้าบ่อย ๆส่วนผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อย ๆ ก็เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก"อุทัยพราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต (สัง.๑๕/อุทัยสูตร/๖๗๗-๖๘๑/๒๑๑-๒๑๒)อรรถกถาธิบาย
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกเวลาใกล้รุ่งทรงเห็นอุทัยพราหมณ์ ทรงปฏิบัติพระสรีระแต่เช้าตรู่ เสด็จเข้าพระคันธกุฎีทรงปิดประตูแล้วประทับนั่ง ทรงเห็นโภชนะที่เขายกเข้าไปไว้ใกล้พราหมณ์ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้นทรงคล้องบาตรที่จะงอยบ่า เสด็จออกจากพระคันธกุฎีเสด็จถึงประตูพระนคร ทรงนำบาตรออกแล้วเสด็จเข้าภายในพระนคร ทรงดำเนินไปตามลำดับประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านพราหมณ์อุทัยพราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเอาข้าวพร้อมด้วยแกงและกับที่เขาไว้เพื่อตนใส่บาตรจนเต็มถวายวันที่ ๒ วันที่ ๓ ก็เหมือนกันในระหว่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประตูเรือนพราหมณ์ติด ๆ กันตลอด ๓ วันไม่มีใคร ๆ ที่สามารถจะลุกขึ้นรับบาตรได้ มหาชนได้ยืนแลดูอยู่เหมือนกันพราหมณ์แม้ถวายจนเต็มบาตรตลอด ๓ วัน ก็มิได้ถวายด้วยศรัทธาพราหมณ์บริโภคโดยมิได้ถวายแม้เพียงภิกษาแก่บรรพชิตที่มายืนอยู่ยังประตูเรือนแต่ได้ถวายเพราะกลัวถูกติเตียนว่า บรรพชิตมายืนถึงประตูเรือนแล้วแม้เพียงภิกษาก็ไม่ถวาย กินเสียเอง และเมื่อถวาย ๒ วันแรก ถวายแล้วมิได้พูดอะไร ๆเลย กลับเข้าบ้าน ทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสอะไร ๆ เหมือนกัน เสด็จหลีกไปแต่ในวันที่ ๓ พราหมณ์ไม่อาจจะอดกลั้นไว้ได้จึงได้กล่าวคำนี้ว่าพระสมณโคดมนี้ติดในรส เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้เสด็จไปจนถึงครั้งที่ ๓ก็เพื่อจะทรงให้เขาเปล่งวาจานั้นนั่นเองพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับคำของพราหมณ์แล้วตรัสว่า ท่านพราหมณ์ ท่านถวายบิณฑบาตตลอด๓ วัน ยังย่อท้ออยู่ ในโลกมีธรรม ๑๖ ประการที่ควรทำบ่อย ๆ เช่นกสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนย่อมตกบ่อย ๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อย ๆ เป็นต้น
๙เรื่องการให้ไทยธรรม
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณพระมหาวิหารเชตวัน ได้ประชวรด้วยโรคลมทรงเรียกพระอุปวาณะผู้เป็นพระอุปัฏฐากมาตรัสว่า "อุปวาณะ เธอจงรู้น้ำร้อนเพื่อฉัน"พระอุปวาณะทูลรับพระดำรัสแล้วนุ่งสบงถือบาตรและจีวรเข้าไปยังที่อยู่ของเทวหิตพราหมณ์แล้วยืนนิ่งอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 พราหมณ์เห็นท่านพระอุปวาณะยืนนิ่งอยู่จึงได้กล่าวว่า "ท่านเป็นสมณะศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิยืนนิ่งอยู่ ท่านปรารถนาอะไรแสวงหาอะไร มาเพื่อขออะไรหรือ ?"
 พระอุปวาณะตอบว่า "พระสุคตมุนีเป็นอรหันต์ในโลกประชวรด้วยโรคลม ถ้ามีน้ำร้อนขอท่านจงถวายแด่พระสุคตมุนีเถิดพราหมณ์ ฉันปรารถนาจะเอาไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าในบรรดาผู้ที่ควรแก่การบูชาสักการะนอบน้อมทั้งหลายอันบุคคลได้บูชาสักการะนอบน้อมแล้วนั้น"
 พราหมณ์ให้บุรุษถือกาน้ำร้อนและห่อน้ำอ้อยตามไปถวายท่านพระอุปวาณะๆเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วอัญเชิญให้สรงสนานและละลายน้ำอ้อยด้วยน้ำร้อนแล้วถวายพระองค์ๆทรงหายประชวรแล้ว
 ต่อมาพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันผ่านไปแล้วนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ทูลถามว่า "พึงให้ไทยธรรมที่ไหนทานอันบุคคลให้ที่ไหนมีผลมาก ทักษิณาสำเร็จในที่ไหน แก่บุคคลผู้บูชาอย่างไร ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยในก่อนแลเห็นสวรรค์และอบาย บรรลุพระอรหันต์อันเป็นที่สิ้นชาติ อยู่จบแล้วเพราะรู้ยิ่งเป็นมุนี พึงให้ไทยธรรมในผู้นี้ ทานที่ให้แล้วในผู้นี้มีผลมากทักษิณาย่อมสำเร็จแก่บุคคลผู้บูชาอย่างนี้"เทวหิตพราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต (สัง.๑๕/เทวหิตสูตร/๖๘๒-๖๘๘/๒๑๒-๒๑๓)

อรรถกถาธิบาย
 เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำทุกกรกิริยา๖ พรรษา ทรงนำเอาถั่วเขียวและถั่วพูเป็นต้นอย่างละฟายมือมาเสวยลมในพระอุทรกำเริบเพราะเสวยไม่ดีและบรรทมลำบาก สมัยต่อมาพระองค์ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว แม้เสวยโภชนะประณีตอาพาธนั้นก็ยังปรากฏตัวเป็นระยะพระอุปวาณะเป็นอุปัฏฐากในคราวยังไม่มีอุปัฏฐากประจำตอนต้นปฐมโพธิกาล ในเวลานั้นบรรดาพระอสีติมหาเถระผู้ที่ไม่เคยเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีพระเถระเหล่านี้ คือ พระนาคสุมนะ พระอุปวาณะ พระสุนักขัตตะ พระจุนทะสมณุทเทสะพระสาคละ พระเมฆิยะ เป็นอุปัฏฐากที่มีชื่อมาในบาลี แต่ในเวลานี้พระอุปวาณเถระลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง เช่นกวาดบริเวณ ถวายไม้ชำระพระทนต์ จัดถวายน้ำสรง ถือบาตรจีวรตามเสด็จ
 ตลอดเวลา ๒๐ ปี ในปฐมโพธิกาล ป่าปราศจากควันไฟพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังมิได้ทรงอนุญาตที่ต้มน้ำแก่ภิกษุทั้งหลายก็พราหมณ์ให้ทำเตาเป็นแถว ยกภาชนะใหญ่ ๆ ขึ้นตั้งบนเตาให้ทำน้ำร้อนแล้วขายน้ำร้อนพร้อมกับผงสำหรับอาบเป็นต้นเลี้ยงชีพผู้ประสงค์อาบน้ำไปในที่นั้นแล้วให้ราคา อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอมประดับดอกไม้แล้วหลีกไปพระเถระจึงเข้าไปในที่นั้น
 พระเถระเริ่มกล่าวสะดุดีพระทศพลพระเถระไปเพื่อคิลานเภสัช กล่าวสรรเสริญภิกขุไข้ จริงอยู่พวกมนุษย์ได้ฟังคำสรรเสริญแล้ว ย่อมสำคัญเภสัชที่ควรถวายโดยเคารพภิกษุไข้ได้เภสัชอันเป็นสัปปายะแล้วย่อมหายไข้ฉับพลันทีเดียว ความจริงเมื่อจะกล่าวไม่ควรกล่าวพาดพิงไปถึงฌานวิโมกข์สมาบัติและมรรคผลแต่ควรกล่าวอาคมนียปฏิปทาอย่างนี้ คือ ผู้มีศีล มีความละอาย มักรังเกียจ พหูสูตทรงไว้ซึ่งนิกายเป็นที่มา ผู้ตามรักษาอริยวงศ์ พระอสีติมหาเถระชื่อว่าผู้ควรบูชาเพราะโลกพร้อมทั้งเทวโลกควรบูชา ชื่อว่าผู้ควรสักการะ เพราะควรสักการะชื่อว่าผู้ควรนอบน้อม เพราะควรทำความนอบน้อมพระเถระเมื่อประกาศคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นบูชาสักการะนอบน้อมจึงกล่าวอย่างนี้
 พราหมณ์ถามว่า พระสมณโคดมทรงไม่สบายเป็นอะไร ? ได้ทราบว่า ลมในท้อง จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกเรารู้จักยาในเรื่องนี้ ต่อแต่นี้ขอท่านจงเอาน้ำหน่อยหนึ่งละลายน้ำอ้อยนี้ ถวายให้ทรงดื่มในเวลาสรงเสร็จพระเสโทจักซึมออกภายนอกพระสรีระด้วยน้ำร้อน ลมในท้องจักหายด้วยยานี้พระสมณโคดมจักทรงสำราญด้วยอาการดังว่ามานี้แล้วจึงได้ถวายใส่ลงในบาตรพระเถระ
 เมื่ออาพาธนั้นสงบแล้วได้เกิดเรื่องพิสดารว่า เทวหิตพราหมณ์ถวายเภสัชแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าโรคสงบเพราะเภสัชนั้นนั่นเอง น่าอัศจรรย์ ทานของพราหมณ์เป็นบรมทานพราหมณ์ผู้ประสงค์ชื่อเสียง ได้ฟังดังนั้นแล้ว เกิดโสมนัสว่ากิตติศัพท์ของเราขจรไปแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เองประสงค์จะให้เขารู้เรื่องที่ตนกระทำแล้ว ในขณะนั้นเองเข้าไปเฝ้าทำความคุ้นเคยในพระทศพล

 ๑๐เรื่องบุตรขับบิดาออกจากเรือน
 พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งผู้เป็นคนปอน นุ่งห่มปอน เข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ ณ พระมหาวิหารเชตวันผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า "ดูก่อนพราหมณ์ ทำไมท่านจึงเป็นคนปอน นุ่งห่มปอน ?" เมื่อพราหมณ์กราบทูลว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกบุตรของข้าพระองค์ ๔ คนในบ้านนี้คบคิดกับภรรยาแล้วขับไล่ข้าพระองค์ออกจากเรือน" จึงตรัสว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านจงเรียนคาถานี้แล้วเมื่อหมู่มหาชนประชุมกันแล้วที่สภาและเมื่อบุตรมาประชุมพร้อมแล้ว จงกล่าวว่า "เราชื่นชมและปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใดบุตรเหล่านั้นคบคิดกับภรรยารุมว่าเราดังสุนัขรุมเห่าสุกรเขาว่าพวกมันเป็นอสัตบุรุษลามกร้องเรียกเราว่าพ่อ ๆพวกมันประดุจยักษ์แปลงเป็นบุตรมา ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้พวกมันกำจัดคนแก่ไม่มีสมบัติออกจากที่อาศัยกินดังม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้งฉะนั้นบิดาของบุตรพาลเป็นผู้เฒ่าต้องขอในเรือนผู้อื่น ได้ยินว่าไม้เท้าของเรายังจะดีกว่าพวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอย่างไร เพราะไม้เท้ายังป้องกันโคหรือสุนัขดุได้ในที่มืดยังใช้ยันไปข้างหน้าได้ ในที่ลึกยังใช้หยั่งดูได้พลาดแล้วยังยั้งอยู่ได้ด้วยอานุภาพไม้เท้า"
 พราหมณ์เรียนคาถาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้กระทำตามที่พระองค์ตรัสสอน พวกบุตรนำพราหมณ์ไปยังเรือนให้อาบน้ำแล้วให้นุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง ๆ ทุก ๆ คนพราหมณ์ถือผ้าคู่หนึ่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลว่า "ท่านพระโคดมข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมแสวงหาทรัพย์สำหรับอาจารย์มาให้อาจารย์ขอพระโคดมผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า จงรับส่วนของอาจารย์เถิด"พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยความอนุเคราะห์ พราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต (สัง.๑๕/มหาสาลสูตร/๖๘๙-๖๙๓/๒๑๓-๒๑๕)อรรถกถาธิบาย
 เล่ากันมาว่าในเรือนของพราหมณ์ได้มีทรัพย์ถึง ๘ แสน พราหมณ์ได้ทำอาวาหมงคลแก่บุตร ๔ คนจ่ายทรัพย์ถึง ๔ แสน เมื่อนางพราหมณีของพราหมณ์ทำกาละแล้ว บุตรทั้งหลายปรึกษากันว่าถ้าบิดาจักนำนางพราหมณีอื่นมา ตระกูลจักแตกด้วยอำนาจบุตรที่เกิดในท้องของนางเอาเถอะ เราจักสงเคราะห์ท่าน บุตรทั้ง ๔คนบำรุงด้วยของกินเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต กระทำการนวดมือและเท้าเป็นต้นสงเคราะห์ วันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์นอนกลางวันแล้วลุกขึ้นจึงพากันนวดมือและเท้ากล่าวโทษในการอยู่ครองเรือนเฉพาะอย่าง จึงอ้อนว่าพวกฉันจักบำรุงท่านโดยทำนองนี้จนตลอดชีวิต ขอท่านจงให้ทรัพย์แม้ที่เหลือแก่พวกฉันพราหมณ์ได้ให้ทรัพย์แก่บุตรคนละแสนแล้วแบ่งเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมดออกเป็น ๔ส่วน นอกจากผ้านุ่งห่มของตนมอบให้ไป บุตรคนโตบำรุงพราหมณ์ ๒-๓วัน
 วันหนึ่ง หญิงสะใภ้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูพูดกะพราหมณ์ผู้อาบน้ำแล้วมาอยู่อย่างนี้ว่าเหตุไรท่านจึงให้ทรัพย์แก่ลูกคนโตเป็นร้อยเป็นพันจนเหลือเฟือบุตรทั้งหมดท่านให้คนละสองแสนมิใช่หรือ ท่านไม่รู้ทางไปเรือนของบุตรคนอื่น ๆ หรือพราหมณ์โกรธว่า อีหญิงถ่อย จงฉิบหาย แล้วได้ไปเรือนบุตรอื่น แต่นั้น ๒-๓ วันก็หนีไปเรือนอื่นด้วยอุบายอย่างนี้ เหตุนั้นเมื่อไม่ได้เข้าไปแม้ในเรือนหลังหนึ่งก็บวชเป็นตาผ้าขาวเที่ยวภิกขาจารโดยกาลล่วงไปก็แก่ชราลงมีร่างกายเหี่ยวแห้งเพราะการกินไม่ดีและนอนลำบาก กลับจากภิกขาจารนอนบนตั่งหลับไปลุกขึ้นนั่งตรวจดูตน เมื่อไม่เห็นที่พึ่งในบุตรจึงคิดว่า ได้ยินว่า พระสมณโคดมมีพระพักตร์ไม่สะยิ้ว มีพระพักตร์เผย พูดจาน่าสบายใจ ฉลาดในปฏิสันถารเราอาจเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมได้ปฏิสันถาร จึงจัดผ้านุ่งห่มเรียบร้อยถือภิกขาภาชนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับกราบทูลว่าบุตรทั้งหลายถือเอาทรัพย์อันเป็นของ ๆ ข้าพระองค์ทั้งหมด รู้ว่าข้าพระองค์ไม่มีทรัพย์ จึงปรึกษากับภรรยาของตนแล้วขับไล่ข้าพระองค์ออกจากเรือนพวกสุนัขเป็นฝูง ๆ เห่าไล่สุกร เห่าร้องขึ้นดัง ๆ บ่อย ๆ ฉันใดบุตรทั้งหลายก็ฉันนั้น พร้อมกับภรรยาขับไล่ข้าพระองค์ผู้ร้องเสียงดัง ๆให้หนีไป
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านจงเรียนเอาคาถาแล้วเมื่อหมู่มหาชนประชุมกันที่สภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมพร้อมแล้วจงกล่าวคาถานี้พราหมณ์เรียนคถาจนคล่องปากแล้ว ในวันที่พวกพราหมณ์ประชุมกันเช่นนั้นเมื่อพวกบุตรประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเข้าที่ประชุมนั้นนั่งบนอาสนะอันคู่ควรอย่างใหญ่ ท่ามกลางพวกพราหมณ์ พราหมณ์คิดว่านี้เป็นเวลาของเราแล้ว จึงเข้าไปกลางที่ประชุม ยกมือขึ้นกล่าวว่าท่านผู้เจริญทั้งหลาย เรามีความประสงค์จะกล่าวคาถาแก่ท่านทั้งหลายเมื่อเรากล่าวแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายจักฟังกันไหม ? เมื่อพวกพราหมณ์กล่าวว่ากล่าวเถิด ๆ ท่านพราหมณ์ พวกเราจักฟัง จึงได้ยืนกล่าวทีเดียว สมัยนั้นพวกมนุษย์มีประเพณีอยู่ว่า ผู้ใดกินของของบิดามารดา ไม่เลี้ยงดูบิดามารดาผู้นั้นควรให้ตายเสีย เพราะฉะนั้นบุตรทั้งหลายของพราหมณ์จึงหมอบลงที่เท้าทั้งสองของบิดา วิงวอนว่า พ่อจ๋าขอพ่อจงให้ชีวิตแก่พวกฉันเถิด เพราะหัวใจของบิดาอ่อนโยนต่อลูก ๆ พราหมณ์จึงกล่าวว่าท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายอย่าให้ลูกโง่ ๆ ของฉันพินาศเสียเลยพวกเขาจักเลี้ยงดูเรา คนทั้งหลายกล่าวกะบุตรทั้งหลายของพราหมณ์ว่า ผู้เจริญทั้งหลายตั้งแต่วันนี้ไป ถ้าพวกเธอไม่ปรนนิบัติบิดาให้ดี พวกเราจักฆ่าพวกเธอเสียบุตรเหล่านั้นมีความกลัวจึงให้บิดานั่งบนตั่งแล้วยกขึ้นนำไปยังเรือนด้วยตนเองปรนนิบัติ เอาน้ำมันทาตัวแล้วนวดฟั้น ให้อาบด้วยผงของหอมเป็นต้น ให้เรียกนางพราหมณีทั้งหลายมากล่าวว่าตั้งแต่วันนี้ไป พวกเธอจงปรนนิบัติบิดาของเราให้ดี ถ้าพวกเธอประมาทพวกเราจักขับพวกเธอออกจากเรือนแล้วให้บิดาบริโภคโภชนะอย่างประณีต
 พราหมณ์ได้อาหารดี นอนสบายสองสามวันเท่านั้นก็มีกำลัง มีร่างกายเอิบอิ่ม แลดูอัตภาพแล้วคิดได้ว่าเราได้สมบัตินี้เพราะอาศัยพระสมณโคดมจึงถือเครื่องบรรณาการไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พราหมณ์วางผ้าคู่หนึ่งแทบบาทมูลแล้วได้กราบทูลในเวลารับสรณคมน์เสร็จนั่นเองอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญพวกลูก ๆ ให้ภัตตาหารประจำแก่ข้าพระองค์ ๔ ส่วน ข้าพระองค์ขอถวายแด่พระองค์ ๒ส่วนจาก ๔ ส่วนนั้น ข้าพระองค์จักบริโภคเอง ๒ ส่วน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าพราหมณ์ ท่านอย่ามอบให้เฉพาะส่วนที่ดีเลย เราตถาคตจักไปสถานที่ชอบใจของเราเท่านั้นพราหมณ์กราบทูลว่า ผู้เจริญ อย่างนั้นสิ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไปเรือนเรียกพวกลูกมาบอกว่า ลูก ๆ ทั้งหลาย พระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อพ่อถวายภัตตาหารประจำของพ่อ ๒ ส่วนแก่พระสมณโคดมนั้น เมื่อท่านมาถึงบ้านพวกเจ้าอย่าลืมเสียละ พวกบุตรพากันรับคำว่า ดีแล้วพ่อ เช้าวันรุ่งขึ้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปประตูนิเวศน์ของบุตรคนโตพอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น รับบาตรจากพระหัตถ์ นิมนต์ให้เสด็จเข้าเรือนให้ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ซึ่งคู่ควรมากแล้ว ได้ถวายโภชนะอันประณีต วันรุ่งขึ้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเรือนของบุตรอีกคนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเสด็จไปเรือนของบุตรอีกคนหนึ่ง พระองค์เสด็จไปเรือนของบุตรของพราหมณ์ทุกคนตามลำดับพวกบุตรของพราหมณ์ทุกคนได้กระทำสักการะเหมือน ๆ กัน
 อยู่มาวันหนึ่งที่เรือนของบุตรคนโตมีงานมงคล บุตรคนโตนั้นกล่าวกะบิดาว่า พ่อพวกเราจะถวายมงคลแก่ใคร ? พราหมณ์กล่าวว่า พวกเราไม่รู้จักใครอื่นเลยพระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อมิใช่หรือ ? บุตรคนโตกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นพ่อจงนิมนต์พระสมณโคดมมาฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปพราหมณ์ได้ทำเหมือนอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของบุตรคนโตนั้นในวันรุ่งขึ้นบุตรคนโตนั้นเชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เข้าไปสู่เรือนซึ่งทาด้วยของเขียวประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่างนิมนต์ภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้วได้ถวายข้าวปายาสมีน้ำน้อยและของเคี้ยวต่างชนิด บุตรทั้ง ๔คนของพราหมณ์นั่งเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลในระหว่างเสวยภัตตาหารว่าข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรนนิบัติบิดาของพวกข้าพระองค์ มิได้ประมาทขอพระองค์จงดูอัตภาพเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าขึ้นชื่อว่าการเลี้ยงดูบิดามารดาที่พวกเธอทำแล้วเป็นความดีพวกโบราณบัณฑิตเคยประพฤติกันอย่างสม่ำเสมอทีเดียวแล้วตรัสนาคราชชาดก ยกอริยสัจ ๔แสดงธรรม ในเวลาจบเทศนา พราหมณ์พร้อมด้วยบุตร ๔ คน ลูกสะใภ้ ๔ คนส่งญาณไปตามกระแสเทศนา ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล จำเดิมแต่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เสด็จไปที่เรือนของชนเหล่านั้นในกาลทั้งปวง

 ๑๑ เรื่องการเคารพบูชาบุคคล ๔จำพวก
 พราหมณ์ชื่อว่ามานัตถัทธะอาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีเขาไม่ไหว้มารดาบิดา อาจารย์ พี่ชายพราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคอันบริษัทใหญ่แวดล้อมทรงแสดงธรรมอยู่ จึงมีความดำริว่า "ถ้ากระไร เราจะเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ ถ้าพระสมณโคดมตรัสกะเราเราก็จะไม่พูดกะท่าน" แล้วเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสด้วยพราหมณ์ต้องการจะกลับจากที่นั้นด้วยคิดว่า "พระสมณโคดมนี้ไม่รู้อะไร ?" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกในใจของเขาด้วยพระหฤทัยแล้วจึงได้ตรัสว่า "ดูก่อนพราหมณ์ ใครในโลกนี้มีมานะไม่ดีเลย ผู้ใดมาด้วยประโยชน์ใดผู้นั้นพึงเพิ่มพูนประโยชน์นั้นแล"
 พราหมณ์คิดว่า "พระสมณโคดมทราบจิตเรา" จึงหมอบลงด้วยศีรษะที่ใกล้พระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ณที่นั้นเอง แล้วจูบพระบาทด้วยปากและนวดด้วยมือ ประกาศชื่อว่า "ข้าแต่ท่านพระโคดมข้าพระองค์มีนามว่ามานัตถัทธะ ๆ" บริษัทเกิดประหลาดใจว่า "น่าอัศจรรย์จริงไม่เคยมีหนอ มานัตถัทธะพราหมณ์นี้ไม่ไหว้มารดาบิดา อาจารย์ พี่ชายแต่พระสมณโคดมทรงทำคนเห็นปานนี้ให้ทำการนอบนบได้เป็นอย่างดียิ่ง"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "พอละพราหมณ์ เชิญลุกขึ้นนั่งบนอาสนะของตนเถิดเพราะท่านมีจิตเลื่อมใสในเราแล้ว"พราหมณ์นั่งลงบนอาสนะของตนแล้วได้กราบทูลว่า "ไม่ควรทำมานะในใครควรมีความเคารพในใคร พึงยำเกรงใคร บูชาใครด้วยดีแล้วจึงเป็นการดี ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ไม่ควรทำมานะในมารดาบิดา อาจารย์พี่ชาย พึงมีความเคารพ ยำเกรงในบุคคลเหล่านั้นบูชาบุคคลเหล่านั้นด้วยดีแล้วจึงเป็นการดี บุคคลพึงทำลายมานะเสียไม่ควรมีความกระด้างในพระอรหันต์ผู้เย็นสนิท ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะมิได้ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เพราะอนุสัยนั้น"พราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต (สัง.๑๕/มานัตถัทธสูตร/๖๙๔-๗๐๐/๒๑๕-๒๑๗)

 ๑๒เรื่องความเป็นพรหม
 พวกมาณพหลายคนซึ่งเป็นอันเตวาสิกพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งเที่ยวหาฟืนพากันเข้าไปยังไพรสณฑ์แห่งหนึ่งในแคว้นโกศลได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรงดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้าอยู่ในไพรสณฑ์นั้น จึงเข้าไปหาพราหมณ์ภารทวาชโคตรถึงที่อยู่แล้วบอกให้ทราบพราหมณ์ภารทวาชโคตรพร้อมด้วยมาณพเหล่านั้นเข้าไปยังไพรสณฑ์นั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ทูลว่า "ภิกษุท่านเข้าไปสู่ป่าที่ว่างเปล่าปราศจากคน ในป่าหนาทึบน่าหวาดเสียวนักมีกายไม่หวั่นเป็นประโยชน์ งาม เพ่งพินิจอย่างดีหนอ ท่านเป็นมุนีอาศัยป่าอยู่ในป่าผู้เดียว ซึ่งไม่มีการขับร้อง และการบรรเลง การที่ท่านมีจิตยินดีอยู่ในป่าแต่ผู้เดียวนี้ ปรากฏเป็นข้อ น่าอัศจรรย์แก่ข้าพระองค์ ๆปรารถนาไตรทิพย์อันสูงสุดจึงมุ่งหมายความเป็นสหายกับท้าวมหาพรหมผู้เป็นอธิบดีของโลกเหตุไรท่านจึงชอบใจป่าที่ปราศจากคนท่านทำความเพียรในที่นี้เพื่อบังเกิดเป็นพรหมหรือ ?"
 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ความมุ่งหวังหรือความเพลิดเพลินอย่างใด ๆ ในอารมณ์หลายชนิดซึ่งมีประทับอยู่ทุกเมื่อ นานาประการหรือตัณหาอันเป็นเหตุให้กระชับแน่นซึ่งมีอวิชชาเป็นมูลราก ก่อให้เกิดทั้งหลายเราทำให้สิ้นสุดพร้อมทั้งรากแล้ว เราจึงไม่มีความมุ่งหวัง ไม่มีตัณหาประจำไม่มีตัณหาเข้ามาใกล้มีปกติเห็นหมดจดในธรรมทั้งปวงบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุดประเสริฐ เราควรเป็นพรหม แกล้วกล้าเพ่งอยู่"พราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต (สัง.๑๕/กัฏฐหารสูตร/๗๐๙-๗๑๒/๒๑๘-๒๒๐)
๑๓เรื่องการอาบน้ำล้างบาป
 สังครวพราหมณ์อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีมีลัทธิถือความบริสุทธิ์ ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยน้ำประพฤติการลงอาบน้ำชำระร่างกายทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าเป็นนิตย์ ในเวลาเช้าท่านพระอานนท์นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีแล้วกลับมาเวลาหลังอาหาร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า "ข้าพระองค์ขอโอกาสขอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปหาสังครวพราหมณ์ยังที่อยู่อาศัยด้วยความอนุเคราะห์เถิดพระเจ้าข้า"พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณียภาพ
 เวลาเช้าพระผู้มีพระภาคเจ้านุ่งแล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปหาสังครวพราหมณ์ถึงที่อยู่อาศัยแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ได้ตรัสถามพราหมณ์ผู้เข้าไปเฝ้าพระองค์ถึงที่ประทับสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันผ่านไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า "ดูก่อนพราหมณ์ เขาว่า "ท่านได้ชื่อว่าถือความบริสุทธิ์ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยน้ำท่านถือการลงอาบน้ำชำระร่างกายทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าเป็นนิตย์จริงหรือ ?" เมื่อเขากราบทูลว่า "จริงเช่นนั้น ท่านพระโคดมผู้เจริญ" จึงตรัสถามว่า "ท่านเห็นอำนาจประโยชน์อะไรจึงได้ประพฤติเช่นนั้น ?" เมื่อเขากราบทูลว่า "ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์เช่นนี้ คือ บาปกรรมใดที่ข้าพระองค์ทำในเวลากลางวันข้าพระองค์ลอยบาปกรรมนั้นเสียด้วยการอาบน้ำในเวลาเย็นบาปกรรมใดที่ข้าพระองค์ทำในเวลากลางคืนข้าพระองค์ลอยบาปกรรมนั้นเสียด้วยการอาบน้ำในเวลาเช้า" จึงตรัสว่า "ห้วงน้ำคือธรรมมีศีลเป็นท่าไม่ขุ่น สัตบุรุษสรรเสริญต่อสัตบุรุษเป็นที่ที่บุคคลผู้ถึงเวทอาบแล้วบุคคลผู้มีตัวไม่เปียกเท่านั้นจึงข้ามถึงฝั่งได้"สังครวพราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต (สัง.๑๕/สังครวสูตร/๗๑๙-๗๒๓/๒๒๑-๒๒๓)

ข้อควรกำหนดในสังยุตนี้


 ๑.ตามลัทธิพราหมณ์วรรณะ ๔ มีความเกี่ยวข้องกับพระพรหมอย่างไร
 ๒.ตระกูลพราหมณ์ภารทวาชโคตร
 ๓.วิธีการตอบปัญหาแก่พราหมณ์ทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
 ๔.หลักธรรมแต่ละอย่างในสังยุตนี้

สัง. ๑๕/สคาถวรรค/หน้า ๒๐๙-๒๒๔

 ผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

 

Thank you for sharing the Buddha stories.

Is it possible to upload the whole (doc or pdf or html) file to GotoKnow.org, so that we can download and read offline?

 I do not know how to send a file that you would like this homepage.

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี