อรรถกถาธิบาย
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำทุกกรกิริยา๖
พรรษา ทรงนำเอาถั่วเขียวและถั่วพูเป็นต้นอย่างละฟายมือมาเสวยลมในพระอุทรกำเริบเพราะเสวยไม่ดีและบรรทมลำบาก
สมัยต่อมาพระองค์ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว แม้เสวยโภชนะประณีตอาพาธนั้นก็ยังปรากฏตัวเป็นระยะพระอุปวาณะเป็นอุปัฏฐากในคราวยังไม่มีอุปัฏฐากประจำตอนต้นปฐมโพธิกาล
ในเวลานั้นบรรดาพระอสีติมหาเถระผู้ที่ไม่เคยเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีพระเถระเหล่านี้
คือ พระนาคสุมนะ พระอุปวาณะ พระสุนักขัตตะ พระจุนทะสมณุทเทสะพระสาคละ พระเมฆิยะ
เป็นอุปัฏฐากที่มีชื่อมาในบาลี แต่ในเวลานี้พระอุปวาณเถระลุกขึ้นแต่เช้าตรู่
ได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง เช่นกวาดบริเวณ
ถวายไม้ชำระพระทนต์ จัดถวายน้ำสรง ถือบาตรจีวรตามเสด็จ
ตลอดเวลา ๒๐ ปี ในปฐมโพธิกาล
ป่าปราศจากควันไฟพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังมิได้ทรงอนุญาตที่ต้มน้ำแก่ภิกษุทั้งหลายก็พราหมณ์ให้ทำเตาเป็นแถว
ยกภาชนะใหญ่ ๆ ขึ้นตั้งบนเตาให้ทำน้ำร้อนแล้วขายน้ำร้อนพร้อมกับผงสำหรับอาบเป็นต้นเลี้ยงชีพผู้ประสงค์อาบน้ำไปในที่นั้นแล้วให้ราคา
อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอมประดับดอกไม้แล้วหลีกไปพระเถระจึงเข้าไปในที่นั้น
พระเถระเริ่มกล่าวสะดุดีพระทศพลพระเถระไปเพื่อคิลานเภสัช
กล่าวสรรเสริญภิกขุไข้ จริงอยู่พวกมนุษย์ได้ฟังคำสรรเสริญแล้ว
ย่อมสำคัญเภสัชที่ควรถวายโดยเคารพภิกษุไข้ได้เภสัชอันเป็นสัปปายะแล้วย่อมหายไข้ฉับพลันทีเดียว
ความจริงเมื่อจะกล่าวไม่ควรกล่าวพาดพิงไปถึงฌานวิโมกข์สมาบัติและมรรคผลแต่ควรกล่าวอาคมนียปฏิปทาอย่างนี้
คือ ผู้มีศีล มีความละอาย มักรังเกียจ พหูสูตทรงไว้ซึ่งนิกายเป็นที่มา
ผู้ตามรักษาอริยวงศ์ พระอสีติมหาเถระชื่อว่าผู้ควรบูชาเพราะโลกพร้อมทั้งเทวโลกควรบูชา
ชื่อว่าผู้ควรสักการะ เพราะควรสักการะชื่อว่าผู้ควรนอบน้อม
เพราะควรทำความนอบน้อมพระเถระเมื่อประกาศคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นบูชาสักการะนอบน้อมจึงกล่าวอย่างนี้
พราหมณ์ถามว่า พระสมณโคดมทรงไม่สบายเป็นอะไร
? ได้ทราบว่า
ลมในท้อง จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกเรารู้จักยาในเรื่องนี้ ต่อแต่นี้ขอท่านจงเอาน้ำหน่อยหนึ่งละลายน้ำอ้อยนี้
ถวายให้ทรงดื่มในเวลาสรงเสร็จพระเสโทจักซึมออกภายนอกพระสรีระด้วยน้ำร้อน
ลมในท้องจักหายด้วยยานี้พระสมณโคดมจักทรงสำราญด้วยอาการดังว่ามานี้แล้วจึงได้ถวายใส่ลงในบาตรพระเถระ
เมื่ออาพาธนั้นสงบแล้วได้เกิดเรื่องพิสดารว่า
เทวหิตพราหมณ์ถวายเภสัชแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าโรคสงบเพราะเภสัชนั้นนั่นเอง
น่าอัศจรรย์ ทานของพราหมณ์เป็นบรมทานพราหมณ์ผู้ประสงค์ชื่อเสียง
ได้ฟังดังนั้นแล้ว เกิดโสมนัสว่ากิตติศัพท์ของเราขจรไปแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เองประสงค์จะให้เขารู้เรื่องที่ตนกระทำแล้ว
ในขณะนั้นเองเข้าไปเฝ้าทำความคุ้นเคยในพระทศพล
๑๐เรื่องบุตรขับบิดาออกจากเรือน
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งผู้เป็นคนปอน
นุ่งห่มปอน เข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ ณ พระมหาวิหารเชตวันผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า "ดูก่อนพราหมณ์ ทำไมท่านจึงเป็นคนปอน นุ่งห่มปอน ?"
เมื่อพราหมณ์กราบทูลว่า
"ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
พวกบุตรของข้าพระองค์ ๔ คนในบ้านนี้คบคิดกับภรรยาแล้วขับไล่ข้าพระองค์ออกจากเรือน"
จึงตรัสว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านจงเรียนคาถานี้แล้วเมื่อหมู่มหาชนประชุมกันแล้วที่สภาและเมื่อบุตรมาประชุมพร้อมแล้ว
จงกล่าวว่า "เราชื่นชมและปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใดบุตรเหล่านั้นคบคิดกับภรรยารุมว่าเราดังสุนัขรุมเห่าสุกรเขาว่าพวกมันเป็นอสัตบุรุษลามกร้องเรียกเราว่าพ่อ
ๆพวกมันประดุจยักษ์แปลงเป็นบุตรมา ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้พวกมันกำจัดคนแก่ไม่มีสมบัติออกจากที่อาศัยกินดังม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้งฉะนั้นบิดาของบุตรพาลเป็นผู้เฒ่าต้องขอในเรือนผู้อื่น
ได้ยินว่าไม้เท้าของเรายังจะดีกว่าพวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอย่างไร
เพราะไม้เท้ายังป้องกันโคหรือสุนัขดุได้ในที่มืดยังใช้ยันไปข้างหน้าได้
ในที่ลึกยังใช้หยั่งดูได้พลาดแล้วยังยั้งอยู่ได้ด้วยอานุภาพไม้เท้า"
พราหมณ์เรียนคาถาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้กระทำตามที่พระองค์ตรัสสอน
พวกบุตรนำพราหมณ์ไปยังเรือนให้อาบน้ำแล้วให้นุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง
ๆ ทุก ๆ คนพราหมณ์ถือผ้าคู่หนึ่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลว่า
"ท่านพระโคดมข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมแสวงหาทรัพย์สำหรับอาจารย์มาให้อาจารย์ขอพระโคดมผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า
จงรับส่วนของอาจารย์เถิด"พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยความอนุเคราะห์
พราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
(สัง.๑๕/มหาสาลสูตร/๖๘๙-๖๙๓/๒๑๓-๒๑๕)อรรถกถาธิบาย
เล่ากันมาว่าในเรือนของพราหมณ์ได้มีทรัพย์ถึง
๘ แสน พราหมณ์ได้ทำอาวาหมงคลแก่บุตร ๔ คนจ่ายทรัพย์ถึง ๔ แสน
เมื่อนางพราหมณีของพราหมณ์ทำกาละแล้ว บุตรทั้งหลายปรึกษากันว่าถ้าบิดาจักนำนางพราหมณีอื่นมา
ตระกูลจักแตกด้วยอำนาจบุตรที่เกิดในท้องของนางเอาเถอะ เราจักสงเคราะห์ท่าน
บุตรทั้ง ๔คนบำรุงด้วยของกินเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต
กระทำการนวดมือและเท้าเป็นต้นสงเคราะห์ วันหนึ่ง
เมื่อพราหมณ์นอนกลางวันแล้วลุกขึ้นจึงพากันนวดมือและเท้ากล่าวโทษในการอยู่ครองเรือนเฉพาะอย่าง
จึงอ้อนว่าพวกฉันจักบำรุงท่านโดยทำนองนี้จนตลอดชีวิต ขอท่านจงให้ทรัพย์แม้ที่เหลือแก่พวกฉันพราหมณ์ได้ให้ทรัพย์แก่บุตรคนละแสนแล้วแบ่งเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมดออกเป็น
๔ส่วน นอกจากผ้านุ่งห่มของตนมอบให้ไป บุตรคนโตบำรุงพราหมณ์ ๒-๓วัน
วันหนึ่ง หญิงสะใภ้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูพูดกะพราหมณ์ผู้อาบน้ำแล้วมาอยู่อย่างนี้ว่าเหตุไรท่านจึงให้ทรัพย์แก่ลูกคนโตเป็นร้อยเป็นพันจนเหลือเฟือบุตรทั้งหมดท่านให้คนละสองแสนมิใช่หรือ
ท่านไม่รู้ทางไปเรือนของบุตรคนอื่น ๆ หรือพราหมณ์โกรธว่า อีหญิงถ่อย
จงฉิบหาย แล้วได้ไปเรือนบุตรอื่น แต่นั้น ๒-๓ วันก็หนีไปเรือนอื่นด้วยอุบายอย่างนี้
เหตุนั้นเมื่อไม่ได้เข้าไปแม้ในเรือนหลังหนึ่งก็บวชเป็นตาผ้าขาวเที่ยวภิกขาจารโดยกาลล่วงไปก็แก่ชราลงมีร่างกายเหี่ยวแห้งเพราะการกินไม่ดีและนอนลำบาก
กลับจากภิกขาจารนอนบนตั่งหลับไปลุกขึ้นนั่งตรวจดูตน
เมื่อไม่เห็นที่พึ่งในบุตรจึงคิดว่า ได้ยินว่า พระสมณโคดมมีพระพักตร์ไม่สะยิ้ว
มีพระพักตร์เผย พูดจาน่าสบายใจ ฉลาดในปฏิสันถารเราอาจเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมได้ปฏิสันถาร
จึงจัดผ้านุ่งห่มเรียบร้อยถือภิกขาภาชนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับกราบทูลว่าบุตรทั้งหลายถือเอาทรัพย์อันเป็นของ
ๆ ข้าพระองค์ทั้งหมด รู้ว่าข้าพระองค์ไม่มีทรัพย์
จึงปรึกษากับภรรยาของตนแล้วขับไล่ข้าพระองค์ออกจากเรือนพวกสุนัขเป็นฝูง ๆ
เห่าไล่สุกร เห่าร้องขึ้นดัง ๆ บ่อย ๆ ฉันใดบุตรทั้งหลายก็ฉันนั้น
พร้อมกับภรรยาขับไล่ข้าพระองค์ผู้ร้องเสียงดัง ๆให้หนีไป
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ท่านจงเรียนเอาคาถาแล้วเมื่อหมู่มหาชนประชุมกันที่สภา
และเมื่อพวกบุตรมาประชุมพร้อมแล้วจงกล่าวคาถานี้พราหมณ์เรียนคถาจนคล่องปากแล้ว
ในวันที่พวกพราหมณ์ประชุมกันเช่นนั้นเมื่อพวกบุตรประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเข้าที่ประชุมนั้นนั่งบนอาสนะอันคู่ควรอย่างใหญ่
ท่ามกลางพวกพราหมณ์ พราหมณ์คิดว่านี้เป็นเวลาของเราแล้ว
จึงเข้าไปกลางที่ประชุม ยกมือขึ้นกล่าวว่าท่านผู้เจริญทั้งหลาย
เรามีความประสงค์จะกล่าวคาถาแก่ท่านทั้งหลายเมื่อเรากล่าวแก่พวกท่าน
ท่านทั้งหลายจักฟังกันไหม ? เมื่อพวกพราหมณ์กล่าวว่ากล่าวเถิด ๆ ท่านพราหมณ์
พวกเราจักฟัง จึงได้ยืนกล่าวทีเดียว สมัยนั้นพวกมนุษย์มีประเพณีอยู่ว่า
ผู้ใดกินของของบิดามารดา ไม่เลี้ยงดูบิดามารดาผู้นั้นควรให้ตายเสีย
เพราะฉะนั้นบุตรทั้งหลายของพราหมณ์จึงหมอบลงที่เท้าทั้งสองของบิดา วิงวอนว่า
พ่อจ๋าขอพ่อจงให้ชีวิตแก่พวกฉันเถิด เพราะหัวใจของบิดาอ่อนโยนต่อลูก ๆ
พราหมณ์จึงกล่าวว่าท่านผู้เจริญทั้งหลาย
ขอท่านทั้งหลายอย่าให้ลูกโง่ ๆ ของฉันพินาศเสียเลยพวกเขาจักเลี้ยงดูเรา
คนทั้งหลายกล่าวกะบุตรทั้งหลายของพราหมณ์ว่า ผู้เจริญทั้งหลายตั้งแต่วันนี้ไป
ถ้าพวกเธอไม่ปรนนิบัติบิดาให้ดี พวกเราจักฆ่าพวกเธอเสียบุตรเหล่านั้นมีความกลัวจึงให้บิดานั่งบนตั่งแล้วยกขึ้นนำไปยังเรือนด้วยตนเองปรนนิบัติ
เอาน้ำมันทาตัวแล้วนวดฟั้น ให้อาบด้วยผงของหอมเป็นต้น
ให้เรียกนางพราหมณีทั้งหลายมากล่าวว่าตั้งแต่วันนี้ไป
พวกเธอจงปรนนิบัติบิดาของเราให้ดี ถ้าพวกเธอประมาทพวกเราจักขับพวกเธอออกจากเรือนแล้วให้บิดาบริโภคโภชนะอย่างประณีต
พราหมณ์ได้อาหารดี นอนสบายสองสามวันเท่านั้นก็มีกำลัง
มีร่างกายเอิบอิ่ม แลดูอัตภาพแล้วคิดได้ว่าเราได้สมบัตินี้เพราะอาศัยพระสมณโคดมจึงถือเครื่องบรรณาการไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
พราหมณ์วางผ้าคู่หนึ่งแทบบาทมูลแล้วได้กราบทูลในเวลารับสรณคมน์เสร็จนั่นเองอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญพวกลูก ๆ ให้ภัตตาหารประจำแก่ข้าพระองค์ ๔
ส่วน ข้าพระองค์ขอถวายแด่พระองค์ ๒ส่วนจาก ๔ ส่วนนั้น
ข้าพระองค์จักบริโภคเอง ๒ ส่วน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าพราหมณ์
ท่านอย่ามอบให้เฉพาะส่วนที่ดีเลย เราตถาคตจักไปสถานที่ชอบใจของเราเท่านั้นพราหมณ์กราบทูลว่า
ผู้เจริญ อย่างนั้นสิ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไปเรือนเรียกพวกลูกมาบอกว่า
ลูก ๆ ทั้งหลาย พระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อพ่อถวายภัตตาหารประจำของพ่อ ๒
ส่วนแก่พระสมณโคดมนั้น เมื่อท่านมาถึงบ้านพวกเจ้าอย่าลืมเสียละ
พวกบุตรพากันรับคำว่า ดีแล้วพ่อ เช้าวันรุ่งขึ้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปประตูนิเวศน์ของบุตรคนโตพอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น
รับบาตรจากพระหัตถ์ นิมนต์ให้เสด็จเข้าเรือนให้ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ซึ่งคู่ควรมากแล้ว
ได้ถวายโภชนะอันประณีต วันรุ่งขึ้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเรือนของบุตรอีกคนหนึ่ง
วันรุ่งขึ้นเสด็จไปเรือนของบุตรอีกคนหนึ่ง
พระองค์เสด็จไปเรือนของบุตรของพราหมณ์ทุกคนตามลำดับพวกบุตรของพราหมณ์ทุกคนได้กระทำสักการะเหมือน
ๆ กัน
อยู่มาวันหนึ่งที่เรือนของบุตรคนโตมีงานมงคล
บุตรคนโตนั้นกล่าวกะบิดาว่า พ่อพวกเราจะถวายมงคลแก่ใคร ?
พราหมณ์กล่าวว่า
พวกเราไม่รู้จักใครอื่นเลยพระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อมิใช่หรือ
? บุตรคนโตกล่าวว่า
ถ้าอย่างนั้นพ่อจงนิมนต์พระสมณโคดมมาฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยภิกษุประมาณ
๕๐๐ รูปพราหมณ์ได้ทำเหมือนอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์
ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของบุตรคนโตนั้นในวันรุ่งขึ้นบุตรคนโตนั้นเชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เข้าไปสู่เรือนซึ่งทาด้วยของเขียวประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่างนิมนต์ภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้วได้ถวายข้าวปายาสมีน้ำน้อยและของเคี้ยวต่างชนิด
บุตรทั้ง ๔คนของพราหมณ์นั่งเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
กราบทูลในระหว่างเสวยภัตตาหารว่าข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
พวกข้าพระองค์ปรนนิบัติบิดาของพวกข้าพระองค์ มิได้ประมาทขอพระองค์จงดูอัตภาพเถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าขึ้นชื่อว่าการเลี้ยงดูบิดามารดาที่พวกเธอทำแล้วเป็นความดีพวกโบราณบัณฑิตเคยประพฤติกันอย่างสม่ำเสมอทีเดียวแล้วตรัสนาคราชชาดก
ยกอริยสัจ ๔แสดงธรรม ในเวลาจบเทศนา พราหมณ์พร้อมด้วยบุตร ๔ คน ลูกสะใภ้ ๔ คนส่งญาณไปตามกระแสเทศนา
ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล จำเดิมแต่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เสด็จไปที่เรือนของชนเหล่านั้นในกาลทั้งปวง
๑๑ เรื่องการเคารพบูชาบุคคล ๔จำพวก
พราหมณ์ชื่อว่ามานัตถัทธะอาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีเขาไม่ไหว้มารดาบิดา
อาจารย์ พี่ชายพราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคอันบริษัทใหญ่แวดล้อมทรงแสดงธรรมอยู่
จึงมีความดำริว่า "ถ้ากระไร เราจะเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ
ถ้าพระสมณโคดมตรัสกะเราเราก็จะไม่พูดกะท่าน"
แล้วเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสด้วยพราหมณ์ต้องการจะกลับจากที่นั้นด้วยคิดว่า
"พระสมณโคดมนี้ไม่รู้อะไร
?" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกในใจของเขาด้วยพระหฤทัยแล้วจึงได้ตรัสว่า
"ดูก่อนพราหมณ์
ใครในโลกนี้มีมานะไม่ดีเลย ผู้ใดมาด้วยประโยชน์ใดผู้นั้นพึงเพิ่มพูนประโยชน์นั้นแล"
พราหมณ์คิดว่า
"พระสมณโคดมทราบจิตเรา"
จึงหมอบลงด้วยศีรษะที่ใกล้พระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ณที่นั้นเอง
แล้วจูบพระบาทด้วยปากและนวดด้วยมือ ประกาศชื่อว่า "ข้าแต่ท่านพระโคดมข้าพระองค์มีนามว่ามานัตถัทธะ
ๆ" บริษัทเกิดประหลาดใจว่า "น่าอัศจรรย์จริงไม่เคยมีหนอ
มานัตถัทธะพราหมณ์นี้ไม่ไหว้มารดาบิดา อาจารย์ พี่ชายแต่พระสมณโคดมทรงทำคนเห็นปานนี้ให้ทำการนอบนบได้เป็นอย่างดียิ่ง"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
"พอละพราหมณ์
เชิญลุกขึ้นนั่งบนอาสนะของตนเถิดเพราะท่านมีจิตเลื่อมใสในเราแล้ว"พราหมณ์นั่งลงบนอาสนะของตนแล้วได้กราบทูลว่า
"ไม่ควรทำมานะในใครควรมีความเคารพในใคร
พึงยำเกรงใคร บูชาใครด้วยดีแล้วจึงเป็นการดี ?"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
"ไม่ควรทำมานะในมารดาบิดา
อาจารย์พี่ชาย พึงมีความเคารพ ยำเกรงในบุคคลเหล่านั้นบูชาบุคคลเหล่านั้นด้วยดีแล้วจึงเป็นการดี
บุคคลพึงทำลายมานะเสียไม่ควรมีความกระด้างในพระอรหันต์ผู้เย็นสนิท
ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะมิได้ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า
เพราะอนุสัยนั้น"พราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
(สัง.๑๕/มานัตถัทธสูตร/๖๙๔-๗๐๐/๒๑๕-๒๑๗)
๑๒เรื่องความเป็นพรหม
พวกมาณพหลายคนซึ่งเป็นอันเตวาสิกพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งเที่ยวหาฟืนพากันเข้าไปยังไพรสณฑ์แห่งหนึ่งในแคว้นโกศลได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งคู้บัลลังก์
ตั้งพระกายตรงดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้าอยู่ในไพรสณฑ์นั้น
จึงเข้าไปหาพราหมณ์ภารทวาชโคตรถึงที่อยู่แล้วบอกให้ทราบพราหมณ์ภารทวาชโคตรพร้อมด้วยมาณพเหล่านั้นเข้าไปยังไพรสณฑ์นั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วได้ทูลว่า "ภิกษุท่านเข้าไปสู่ป่าที่ว่างเปล่าปราศจากคน
ในป่าหนาทึบน่าหวาดเสียวนักมีกายไม่หวั่นเป็นประโยชน์
งาม เพ่งพินิจอย่างดีหนอ ท่านเป็นมุนีอาศัยป่าอยู่ในป่าผู้เดียว
ซึ่งไม่มีการขับร้อง และการบรรเลง การที่ท่านมีจิตยินดีอยู่ในป่าแต่ผู้เดียวนี้
ปรากฏเป็นข้อ น่าอัศจรรย์แก่ข้าพระองค์ ๆปรารถนาไตรทิพย์อันสูงสุดจึงมุ่งหมายความเป็นสหายกับท้าวมหาพรหมผู้เป็นอธิบดีของโลกเหตุไรท่านจึงชอบใจป่าที่ปราศจากคนท่านทำความเพียรในที่นี้เพื่อบังเกิดเป็นพรหมหรือ
?"
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
"ความมุ่งหวังหรือความเพลิดเพลินอย่างใด
ๆ ในอารมณ์หลายชนิดซึ่งมีประทับอยู่ทุกเมื่อ นานาประการหรือตัณหาอันเป็นเหตุให้กระชับแน่นซึ่งมีอวิชชาเป็นมูลราก
ก่อให้เกิดทั้งหลายเราทำให้สิ้นสุดพร้อมทั้งรากแล้ว
เราจึงไม่มีความมุ่งหวัง ไม่มีตัณหาประจำไม่มีตัณหาเข้ามาใกล้มีปกติเห็นหมดจดในธรรมทั้งปวงบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุดประเสริฐ
เราควรเป็นพรหม แกล้วกล้าเพ่งอยู่"พราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
(สัง.๑๕/กัฏฐหารสูตร/๗๐๙-๗๑๒/๒๑๘-๒๒๐)
๑๓เรื่องการอาบน้ำล้างบาป
สังครวพราหมณ์อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีมีลัทธิถือความบริสุทธิ์
ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยน้ำประพฤติการลงอาบน้ำชำระร่างกายทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าเป็นนิตย์
ในเวลาเช้าท่านพระอานนท์นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีแล้วกลับมาเวลาหลังอาหาร
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า "ข้าพระองค์ขอโอกาสขอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปหาสังครวพราหมณ์ยังที่อยู่อาศัยด้วยความอนุเคราะห์เถิดพระเจ้าข้า"พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณียภาพ
เวลาเช้าพระผู้มีพระภาคเจ้านุ่งแล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปหาสังครวพราหมณ์ถึงที่อยู่อาศัยแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ได้ตรัสถามพราหมณ์ผู้เข้าไปเฝ้าพระองค์ถึงที่ประทับสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันผ่านไปแล้วจึงนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า "ดูก่อนพราหมณ์ เขาว่า
"ท่านได้ชื่อว่าถือความบริสุทธิ์ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยน้ำท่านถือการลงอาบน้ำชำระร่างกายทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าเป็นนิตย์จริงหรือ
?" เมื่อเขากราบทูลว่า
"จริงเช่นนั้น ท่านพระโคดมผู้เจริญ" จึงตรัสถามว่า
"ท่านเห็นอำนาจประโยชน์อะไรจึงได้ประพฤติเช่นนั้น
?" เมื่อเขากราบทูลว่า
"ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์เช่นนี้
คือ บาปกรรมใดที่ข้าพระองค์ทำในเวลากลางวันข้าพระองค์ลอยบาปกรรมนั้นเสียด้วยการอาบน้ำในเวลาเย็นบาปกรรมใดที่ข้าพระองค์ทำในเวลากลางคืนข้าพระองค์ลอยบาปกรรมนั้นเสียด้วยการอาบน้ำในเวลาเช้า"
จึงตรัสว่า "ห้วงน้ำคือธรรมมีศีลเป็นท่าไม่ขุ่น สัตบุรุษสรรเสริญต่อสัตบุรุษเป็นที่ที่บุคคลผู้ถึงเวทอาบแล้วบุคคลผู้มีตัวไม่เปียกเท่านั้นจึงข้ามถึงฝั่งได้"สังครวพราหมณ์ได้แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
(สัง.๑๕/สังครวสูตร/๗๑๙-๗๒๓/๒๒๑-๒๒๓)
๑.ตามลัทธิพราหมณ์วรรณะ
๔ มีความเกี่ยวข้องกับพระพรหมอย่างไร
๒.ตระกูลพราหมณ์ภารทวาชโคตร
๓.วิธีการตอบปัญหาแก่พราหมณ์ทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
๔.หลักธรรมแต่ละอย่างในสังยุตนี้
๑สัง. ๑๕/สคาถวรรค/หน้า ๒๐๙-๒๒๔
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี