อิทธิพลของรูปต่อนามและนามต่อรูป

อิทธิพลของรูปต่อนาม

ในชีวิตประจำวันของคนทั้งหลายต้องประสพกับปัญหาทุกข์มากมายต่างๆกันเช่นการเจ็บป่วย, ไม่มีกินไม่มีใช้, การพลัดพรากจากของรักหรือสิ่งอันเป็นที่รัก  การประสพกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักไม่ชอบใจการยึดมั่นถือมั่นในรูปนามหรือขันธ์๕  เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งกายและใจคนจึงแสวงหาความสงบสันติด้วยการให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา

  ทานและศีลเป็นกุศลที่นำไปเกิดในสุคติภูมิ  เป็นมนุษย์และเทวดาอุดมสมบูรณ์ด้วยความสุขมีโภคทรัพย์เกิดขึ้นแต่ก็ยังคงข้องติดอยู่ในสังสารวัฏฏ์  เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้นตลอดเวลาที่ยังมีการเกิดตายว่ายเวียนอยู่ย่อมต้องประสบกับความทุกข์อยู่จะพบกับความสุขได้  ไม่ว่าจะเกิดอยู่ในภพภูมิใดแม้ในสวรรค์ชั้นพรหมก็ยังต้องประสบกับทุกข์อยู่จะพบกับความสุขอันแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อได้พ้นออกไปจากทุกข์แล้วพระองค์จึงได้ทรงสอนการเจริญภาวนา  ให้ประพฤติปฏิบัติเป็นหนทางนำไปสู่การพ้นทุกข์การเจริญภาวนานั้น  ได้แบ่งออกเป็น๒ประเภท  เรียกว่าสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน

  สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน  มีความหมายแตกต่างกัน  แต่โดยมามักเข้าใจผิดนำมาใช้ปะปนกันอยู่เสมอ  เช่น  บางคราวก็กล่าวรวมกันไปว่า  สมถะวิปัสสนา  บางคราวก็ใช้เพียงว่าวิปัสสนา  ความหมายที่ใช้สมถะและวิปัสสนานั้นก็มักมุ่งไปในทำนองทำฤทธิ์เดชหรือมองเห็นเหตุการณ์ทำนายทายทักต่าง    ได้คล้ายมีอำนาจพิเศษเกิดขึ้นที่จิตใจถือว่าเป็นคุณวิเศษอย่างหนึ่งและมักเข้าใจเลยไปถึงกับว่าเป็นลักษณะของคุณธรรมชั้นหนึ่งที่จะดำเนินไปถึงพระนิพพาน  เป็นเหตุให้หลงเข้าใจผิดในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์สมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนนั้น  ถ้าพิจารณาตามสายตาอย่างธรรมดาแล้วจะเห็นว่า  มิใช่พิธีกรรมที่ทำให้เกิดฤทธิ์อำนาจอย่างใดสมถะคือการกระทำจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวมุ่งไปทางความสงบระงับจากนิวรณ์ส่วน  วิปัสสนาก็คือการตามดูปรากฏการณ์ธรรมชาติ  เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นสภาวะความจริงมุ่งหมายความรู้หรือ

นิพพาน

ความหมายของนิพพานในพระอภิธรรม

  ความหมายและคำไวพจน์ของนิพพาน

  ความหมายของนิพพาน

  หลักคำสอนในพุทธศาสนาที่นับว่าสำคัญที่สุดคือนิพพานนิพพานเป็นภาวะแห่งปรมัตถธรรมที่สูงสุดและเป็นอุดมคติแห่งชีวิตของพุทธศาสนิกชนคำสอนต่างๆพระพุทธเจ้าตรัสแสดงเป็นไปเพื่อการบรรลุนิพพานทั้งสิ้นเพื่อความเข้าใจความหมายของนิพพาน  จะได้นำเสนอข้อความตามหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎกอรรถกถา  และตามตำราเล่มอื่น    พอสังเขป  ดังต่อไปนี้

  คำว่า “นิพพาน” เป็นภาษาบาลีมาจากนิอุปสรรค  (แปลว่าพ้นไปหมดไปเลิกไม่มี) วาน (แปลว่าพัดไปเป็นไปเครื่องรึงรัด)  หากใช้เป็นกิริยาของไฟหรืออาการของไฟแปลว่า  ดับไฟดับร้อนเย็นลงหากใช้เป็นกิริยาของจิตหมายถึงความเย็นใจไม่มีความกระวนกระวาย  ไร้เครื่องเสียดแทง[๑]

  ในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า  “นิรวาน”  ซึ่งมาจากคำว่านิร+วาน  คำแรกมีความหมายเชิงปฏิเสธส่วนคำหลังเป็นชื่อของกิเลสดังนั้นคำว่า “นิรวาน” จึงหมายถึงการดับกิเลส

  ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายของนิพพานไว้ว่า  “ภิกษุทั้งหลายภาวะอันไม่เกิดไม่เป็นอันปัจจัยไม่ทำไม่ปรุงแต่งมีอยู่ภิกษุทั้งหลายหากภาวะอันไม่เกิด  ไม่เป็นอันปัจจัยไม่ทำไม่ปรุงแต่งจักไม่มีเลยการสลัดภาวะที่เกิด  ที่เป็นอันปัจจัยทำ  ปรุงแต่ง  จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้เลย”[๒]

 

  พุทธทาสภิกขุ  ให้ความหมายว่า  “นิพพานคือตัคโลภะโทสะโมหะซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งความร้อนได้จริง”[๓]

  พระนาคเสนเถระ  ให้ความหมายว่า “นิพพานเป็นอนุปาทนียะคือไม่เป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน(ความยึดมั่น)”

  ส่วนในคัมภีร์ปรมัตถทีปนีให้ความหมายว่า  “นิพพานนั้นเป็นที่ดับความเร่าร้อนที่เกิดจากวัฎทุกข์ทั้งหมด”[๔]พุทธพจน์บทหนึ่งให้ความหมายว่า “ดูกรราธะความสิ้นไปแห่งความอยากคือนิพพาน”[๕] พุทธพยต์บทนี้มุ่งแสดงความสิ้นไปแห่งความอยากคือตัณหาภายในใจว่าเป็นภาวะของนิพพาน

  เกี่ยวกับความหมายนิพพานนั้นท่านแสดงไว้นัย[๖]คือ :

-  นัยปฏิเสธเช่นนิพพานคือความสิ้นราคะสิ้นโทสะสิ้นโมหะ , คือความสิ้นตัณหา , คือจุดจบแห่งทุกข์ , คือความไม่ตายเป็นต้น 

-  นัยอุปมา  เช่น  นิพพานเป็นเหมือนภูมิภาคอันราบเรียบน่ารื่นรมย์ , เหมือนไฟดับเพราะเชื้อเพลิงหมดเป็นต้น

๑.  นัยไวพจน์เช่นคำว่าสงบ. ปณีต. บริสุทธิ์, เกษม, อุดมเป็นต้น

๒.นัยบรรยายภาวะโดยตรงดังพุทธพจน์ว่า “ภาวะที่พึงรู้ได้มองไม่เห็นด้วยตาไม่มีที่สิ้นสุดเข้าถึงได้ทุกด้านตรงนี้อาโปปฐวีเตโชและวาโย  ตั้งอยู่ไม่ได้ตรงนี้ยาวสั้นละเอียดหยาบงามไม่งามก็ตั้งอยู่ไม่ได้ตรงนี้นามรูปดับสนิทตรงนี้เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ”[๗]  ในนัยนี้นั้นพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)  ให้ทัศนะว่า  “แบบนี้มีน้อยแห่งแต่เป็นที่สนใจของนักศึกษานักค้นคว้ามาก  โดยเฉพาะผู้ถือพุทธธรรมอย่างเป็นปรัชญาและมีการตีความกันไปต่างๆทำให้เกิดข้อถกเถียงกันได้มาก”[๘]

  การจำแนกนิพพานทั้ง๔นัยนี้ยึดตามหนังสือพระพุทธรรมเป็นแบบ  ส่วนในคัมภีร์อรรถกลาสมันตปาสาทิกา  (ภาค๑)  พระอรรถกถาจาร์ยใช้นัยปฏิเสธเป็นไวพจน์ของนิพพาน  เช่น  ความสิ้นไปแห่งตัณหา  (ตัณหักขโย )  ความสิ้นไปแห่งราคะ  (ราคักขโย)  เป็นต้น  ฉะนั้นจึงอาจรวมนัยปฏิเสธและนัยไวพจน์เข้าด้วยกัน

    การดับแห่งขันธ์นี้    ของพระอรหันต์  เปรียบเหมือนการดับของไฟที่หมดเชื้อ  จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเกิดหรือไม่เกิด  มีหรือไม่มี  หากแต่เป็นเพียงความเป็นไปตามธรรมชาติแห่งปรมัตถธรรมเท่านั้น  หากมีคำถามว่า  นิพพานสูญ  กระนั้นหรือ ?  กรณีนี้  วัชระ  งามจิตรเจริญ  ให้คำตอบว่าเราจะเรียกนิพพานเป็นความสูญก็ไม่ถูก  เพราะไม่มีตัวตน  อะไรขาดสูญ  และการกล่าวว่า  นิพพานคือการขาดสูญของวิญญาญหรือขันธ์    จะกลายเป็นอุจเฉทวาทไป[๙]จะเห็นได้ว่า  นิพพานมิได้อยู่ในฐานะแห่งความขาดสูญ  เพราะเหตุที่ไม่มีความมีตัวตนในนิพพานนั้น

    รวมความว่า  นิพพานคือภาวะที่ใจมีอิสรภาพปราศจากเครื่องเศร้าหมองคือกิเลส  และนิพพานคือจุดหมายสูงสุดของชีวิตตามหลักคำสอนในพุทธศาสนา

    ความคำไวพจน์ของนิพพาน

    แสดงนิพพาน  ๔๖  ชื่อคือ

    โมกฺโข  นิพพาน,โมกขธรรรม,นิพพานเป็นที่หลุดพ้นจึงชื่อโมกขะ ,  นิพพานเป็นเครื่องหลุดพ้นจากราคะเป็นต้น  จึงชื่อว่าโมกขะ  ผู้พ้นจากความเป็นผู้ต่ำและปานกลาง  ชื่อว่าโมกขะ(ผู้หลุดพ้น)  ทางไปสู่ความสงบ  พระนิพพาน  ทางอันประกอบด้วยสุขอันยิ่ง  มีอยู่  ด้วยการกล่าวคำสัจนี้  ขอทางดำเนินไปสู่พระนิพพาน  จงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า  ภิกษุครั้นบวชแล้วควรแสวงหาโมกขธรรมสักอย่างหนึ่ง,สัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาโมกขธรรมย่อมมีอยู่

    นิโรโธ  นิพพาน, นิโรธธรรม,  นิพพานเป็นที่ดับราคะเป็นต้น  จึงชื่อว่านิโรธะ,  นิพพานเป็นที่ปราศจากกิเลศ  จึงชื่อว่านิโรธะ  ความสิ้นไปแห่งตัณหา  ความปราศจากราคะ  ท่านเรียกว่านิโรธะ[๑๐]อานนท์  รูปแลไม่เที่ยงถูกปัจจัยปรุงแต่ง  เกิดเพราะอาศัยเหตุปัจจัย  เป็นธรรมที่ต้องเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมอันปราศจากราคะเป็นธรรมดับราคะเป็นต้นท่านเรียกว่านิโรธะ[๑๑]

  นิพฺพานํ  นิพพาน,ที่ที่พ้นจากตัณหาชื่อว่าวานะ ,  เพราะการพ้นจากตัณหาชื่อว่าวานะ

แล้วดับสนิท  หรือธรรมเครื่องดับไฟ  คือราคะเป็นต้น  ชื่อว่านิพพาน[๑๒]  ธรรมอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งกิเลสทั้งปวง[๑๓]  สภาพที่สงบจากสังขารธรรมทั้งปวง  สิ้นตัณหา  ปราศจากราคะ  ดับราคะคือพระนิพพาน[๑๔]

  ทีโป  พระนิพพานที่สกัดกั้นห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร  ดุจเกาะสกัดกั้นกระแสคลื่นให้สงบไป  ฉะนั้น ,  สถาวะที่สิ่งให้เห็นความปราศจากกิเลศ  เหมือนแสงประทีปส่องกำจัดความมืด  คือพระนิพพาน[๑๕]

  ตณฺหกฺขโย  นิพพาน, ธรรมที่สิ้นตัณหา,  ชื่อว่าตัณหักขยะเพราะเป็นธรรมอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย,  ความสิ้นไปแห่งตัณหาชื่อว่าตัณหักขยะ  นิพพานเป็นที่สิ้นตัณหา  จึงชื่อว่าตัณหักขยะ[๑๖]  จริงอยู่ราธะความสิ้นไปแห่งตัณหาคือพระนิพพาน[๑๗]

    ปรํ  นิพพานชื่อว่าประเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อราคะเป็นต้น  หรือเพราะประเสิรฐสุด[๑๘] 

    ตาณํ  นิพพาน,ธรรมเครื่องรักษา,นิพพานรักษาบุคคลจากอบายเป็นต้นจึงชื่อว่าตาณะ[๑๙]

  เลณํ  นิพพาน, ธรรมเครื่องหลีกเร้น,ที่หลีกเร้นจากภัยในสงสาร,  นิพพานเป็นที่หลีกเร้นจากความกลัวคือ  ภัยในสงสารจึงชื่อว่าเลณะ[๒๐]  นิพฺพานํ  ตาณํ  เลณํ  สรณํ  ปรายนํ  อจฺจุตํ  อมตํศัพท์ทั้งหมดนี้มีความหมายเหมือนกัน

  อรูปํ  นิพพาน,ธรรมที่ไม่มีรูปลักษณ์,  นิพพานไม่มีรูปร่างสัณฐาน  มีความยาวและสั้นเป็นต้น  จึงชื่อว่าอรูปะ[๒๑]

  สนฺตํนิพพาน, ธรรมเครื่องสงบ, นิพพานชื่อว่าสันตะเพราะ  ทำให้ราคะเป็นต้นสงบลงได้[๒๒]

  สจฺจํ  นิพพาน , นิพพานชื่อว่าสัจจะเพราะเป็นเหตุสิ้นไปแห่งราคะ  เพราะเป็นธรรมไม่[๒๓]ผิดเพี้ยนจากความจริง  หรือเป็นธรรมนับเนื่องในสัจจะ  [๒๔]

  อนาลยํ  นิพพาน  ธรรมที่ปราศจากตัณหานิพพานเป็นที่ไม่มีอาลัยคือตัณหาชื่อว่าอนาลยะ

  อสงฺขตํ  นิพพาน  อสังขตธรรม  ธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง  นิพพานไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งจึงชื่อว่าอสังขตะ[๒๕]

  สิวํ  นิพพาน  นิพพานกระทำความเกษมจึงชื่อว่าสิวะ, หรือพระนิพพานเป็นธรรม  ที่ผู้กลัวสงสารพึงเสพจึงชื่อว่าสิวะ[๒๖]  นิพพานยังบุคคลให้เข้าไปสงบจึงชื่อว่าสิวะ  บรรลุพระนิพพานอันเป็นสันติสุข

  อมตํ  นิพพาน  อมตธรรม  นิพพานเป็นที่ที่ไม่มีความตาย  หรือเมื่อบุคคลเข้าถึงนิพพานนี้แล้ว  ไม่มีความตาย  นิพพานจึงชื่อว่าอมตะ[๒๗]  อมตศัพท์  เป็นไปในส่วนแห่งยันต์  อาหารทิพย์  ร่างกายที่ยังเคลื่อนไหว  ไข่แมลงวัน  พระนิพพาน  ทรัพย์  ปูนขาว  มีรูปเป็นอมโต  อมตาบ้าง  แปลว่าเถาบอระเพ็ด  และมะขามป้อม  ( นานตฺถสงฺคห )  อปฺปมาโท  อมตํ  ปทํ  ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย[๒๘]

  สุทุทฺทสิ  นิพพาน  ธรรมที่ปุถุชนมองไม่เห็น ,เห็นได้ยาก  นิพพานชื่อว่าสุทุททสะเพราะเป็นธรรมที่มองเห็นได้ยาก[๒๙]

  ปรายณํ  นิพพาน  นิพพานอันพระอริยเจ้าผู้ประเสิรฐ  พึงเข้าถึงจึงชื่อว่าปรายณะ,ธรรมอื่นจากสงสารที่พระอริยะเจ้าพึงรู้ , หรือเพราะเป็นธรรมที่อยู่ของของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย

  สรณํ  นิพพาน  นิพพานเครื่องกำจัดกิเลศแต่ละระดับของมรรค    จึงชื่อว่าสรณะ,นิพพานชื่อว่าสรณะเพราะ  เป็นธรรมที่อาศัยอยู่  ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย[๓๐]

  อนีติกํ  นิพพาน  นิพพานเป็นที่ไม่มีความชั่วร้าย  อันตรายและบ่วงจึงชื่อว่าถนีติกะตัณหาที่นำสัตว์ไปสู่สงสารชื่อว่านีติ  นิพพานชื่อว่าอะนีติกะเพราะไม่มีตัณหาที่ชื่อนีติ[๓๑]  ความดับขันธ์๕  ชื่อว่าอนีติกะและนิพพานะ[๓๒]

  อนาสวํ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่าอนาสวะ  เพราะไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ[๓๓]

  ธุวํ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่าธุวะเพราะมีความหมายว่ามั่นคง  หรือนิพพานไปสู่มัคคารมณ์จึงชื่อว่าธุวะ[๓๔]

  อนิทสฺสนิ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่าอนิทัสสนะ  เพราะเป็นสภาพที่มองไม่เห็น  นิพพาน

เป็นที่ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา  จึงชื่อว่าอนิทัสสนะ[๓๕]

  อกตํ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่าอกตะเพราะเป็นธรรมที่ปัจจัยทำอะไรไม่ได้[๓๖]  นิพพานไม่ถูกปัจจัยทั้งหลายกระทำ (ปรุงแต่งไม่ได้) จึงชื่อว่าอกตะ[๓๗]

 

 

  อปโลกิตํ  นิพพาน  นิพพานถึงความเป็นธรรมไม่เลือนหาย  เพราะมีอยู่ตลอดกาล  ,  หรือเป็นเครื่องรู้แจ้ง  นิพพานจึงชื่อว่าอปโลกิตะ  ธรรมที่ชาวโลกรู้ชื่อว่าโลกิตะ  ,  นิพพานชื่อว่าอปโลกิตะเพราะไม่เป็นธรรมที่ชาวโลกนั้นรู้[38]  ไปและรู้แจ้ง, เพราะไม่เสื่อมนิพพานจึงชื่อว่าอปโลกิตะ[39]

  นิปุณํ  นิพพาน  นิพพานชื่อว่านิปุณะเพราะละเอียดอ่อน, นิพพานเครื่องชำระกิเลศของมรรค๔ให้หมดจดจึงชื่อว่านิปุณะ[40]

  วิบากและกัมมชรูปนี้แหละ  จึงได้ชื่อว่าอุปาทิเสส  เมื่อว่าโดยบุคคลาธิษฐานแล้ว  ก็ได้แก่ร่างกายของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

 

  ประเภทและความสำคัญของนิพพานในพระอภิธรรม

นิพพานมี๓คือ

๑.  สุญญตนิพพาน 

๒.  อนิมิตตนิพพาน

๓.  อัปปณิหิตนิพพาน

ในคัมภีร์อรรถกถาอภิธัมมัตถสังคหะ  เรียกการจำแนกอย่างนี้ว่า  เป็นการจำแนกตามปริยายแห่งเหตุ  และแสดงวิธีแบ่งอีกอย่างหนึ่งตามประเภทแห่งอาการบรรลุ  จึงเป็นนิพพาน    ประเภท[41]  โดยใช้คำว่า  วิโมกข์  ( ความหลุดพ้น )  เป็นไวพจน์ของนิพพานคือ

  ๑.  สุญญตวิโมกข์  คือ  ความหลุดพ้นด้วยการพิจารณาเห็นความว่างในนามรูป  โดยความเป็นอนัตตา  คือ  ว่างจากสัตว์  บุคล  ตัวตน  เรา  เขา  หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น  สูญสิ้นจากกิเลสและขันธ์    ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว

  ๒.  อนิมิตตวิโมกข์  คือ  ความหลุดพ้นด้วยการพิจารณาความไม่มีนิมิตในนามรูป  โดยความเป็นอนิจจัง  คือ  ไม่ถือนิมิตในสัตว์  บุคคล  ตัวตน  เรา  เขา  หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น  ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย  รูปร่างสัณฐาน  สีสรรวรรณะอย่างใดเลย

  ๓.  อัปปหิณิหิตวิโมกข์  คือ  ความหลุดพ้นด้วยการพิจารณาไม่ตั้งความปรารถนาในนามรูป  โดยความเป็นทุกขตา  คือ  พิจารณาเห็นความเป็นไปตามธรรมชาติแห่งสังขตธรรม  หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น  ไม่มีอารมณ์ที่น่าปรารถด้วยโลภะ  และไม่มีตัณหาที่เป็นตัวต้องการอยู่ในนิพพานนั้น  และนิพพานนั้นไม่ได้เกิดอยู่ภายในบุคคล  เป็นธรรมะภายนอกโดยส่วนเดียว  ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์จะมีนิพพานเป็นอารมณ์

บางแห่งท่านจำแนกนิพพานออกอีกเป็น๓ประเภท[42]  คือ

  ๑.  สันทิฎฐิกนิพพาน  คือ  นิพพานที่เห็นได้เอง

  ๒.  ตทังคนิพพาน  คือ  นิพพานที่ดับกิเลสด้วยองค์ธรรมนั้นๆ

  ๓.  ทิฎฐธัมมนิพพาน  คือ  นิพพานในชาติปัจจุบัน  ได้แก่สอุปาทิเสสนิพพาน

  ความสำคัญของนิพพาน

  ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในโลกนี้  ความเกิดและความตายในคนหนึ่งๆที่ผ่านมาแล้วนั้นมากมาย  จนไม่สามารถจะคำนวณได้ว่า  เคยเกิดเคยตายมาแล้วเท่าไร  และต่อไปข้างหน้าความเกิดความตายก็จะมีต่อไปเรื่อยๆ  กำหนดไม่ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอาศัยตัณหา  คือความพอใจ  ติดใจ  ต้องการในอารมณ์ต่างๆนั้นเอง  เป็นผู้เกี่ยวสัตว์ไว้ไม่ให้หลุดพ้น  จากความเกิดความตายไปได้  เหมือนหนึ่งช่างเย็บผ้า  ที่เอาผ้าหลายๆชิ้นมาเย็บให้ติดต่อกันฉันใด  ตัณหาก็เปรียบได้เหมือนช่างเย็บผ้า  คือเกี่ยวสัตว์ในภพเก่าให้ติดต่อกันกับภพใหม่เรื่อยๆไป  ด้วยเหตุนี้แหละตัณหาจึงได้ชื้อว่า “วาน”

  สำหรับพระนิพพานนั้น  เป็นธรรมชาติที่พ้นจากตัณหาไปแล้ว  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  นิวาน  คำว่า  วาน  เป็นชื่อของธรรมชาติที่ไม่ดี  แต่เมื่อมีคำว่า  นิ  ประกอบอยู่ข้างหน้าแล้วก็กลายเป็นชื่อของธรรมที่ดีที่สุดไป  เช่นเดียวกับผู้ที่ได้ชื่อว่า  พระขีณาสพ  คำว่า  ขีณาสพ  เมื่อแยกออกแล้วได้    บท  คือ  ขีณ  +  อาสว,  ขีณ  =  หมด  อาสว  =  ธรรมที่ไหลไปได้ใน๓๑  ภูมิ  ได้แก่  โลภะ  ทิฎฐิ  โมหะ  ชื่ออาสวะเป็นชื่อที่ไม่ดี  แต่เมื่อเอาคำว่า  ขีณะ  เติมลงข้างหน้าแล้ว  กลายเป็นสิ่งที่ดีไป  ว่าโดยบุคคล  ได้แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย  มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น  ดังนี้[43]

  ผู้ที่ไม่เข้าใจในสภาวะความเป็นอยู่ของพระนิพพานดีพอ  เมื่อได้ยินว่าพระนิพพานนั้นไม่มีความทุกข์กาย  ทุกข์ใจแต่ประการใด  มีแต่ความสุขล้วนๆเพราะเป็นธรรมที่พ้นจากโลก  เช่น  นี้แล้วก็เกิดความอยากได้พระนิพพาน  เพราะต้องการความสุขกายสุขใจ  ที่ไม่เกี่ยวกับโลก  และไม่ต้องการความเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  แต่คิดไม่ถึงว่า  สภาพความไม่เกิดของพระนิพพานนั้น  คืออะไร  ( ธรรมดาความสุขกาย  ความสุขใจจะเกิดขึ้นได้  โดยไม่เกี่ยวกับการเกิดเป็นมนุษย์  เทวดา  พรหม  ที่อยู่ในโลกนั้นไม่มี )  ฉะนั้นความปรารถนาของพระนิพพานของบุคคลจำพวกนี้  จัดเป็น “วิภวตัณหา”

  บทวิเคราะห์ความหมายและความสำคัญนิพพานในพระอภิธรรม

  นิพพานในชีวิตประจำวัน

  ความเข้าใจเรื่องนิพพานอย่างถูกต้องนั้น  นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน  เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  ดังนั้นการศึกษาหลักคำสอนในพุทธศาสนาจนเข้าใจอย่างถูกต้องและนำมาปฏิบัติในการดำเนินชีวิตตามความเหมาะสมกับสถานภาพของตนเอง  จนวิถีชีวิตดำเนินไปได้ด้วยดี  มีความสุข  และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดนรวมจึงจะนับว่าเป็นชาวพุทธโดยสมบูรณ์แบบ

  อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าคนไทยจะนับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม  แต่คนไทยเหล่านั้นโดยภาพรวมยังคงเป็นปุถุชนและขาดความเข้าใจหลักศาสนาธรรมอย่างเพียงพอเพื่อนำมาปฏิบัติจนสามารถบรรลุอรรถประโยชน์จากการปฏิบัติธรรมได้โดยดี  ความจริง  วิถีชีวิตของปุถุชนหรือผู้ยังมีกิเลสภายในใจจำนวนมากนั้น  ยังคงเป็นไปภายใต้กรอบกระแสแห่งกิเลสอยู่ตลอดเวลาพฤติกรรมต่างๆตามที่ปรากฏนั้นถูกบงการและควบคุมจากกิเลสภายในใจอีกชั้นหนึ่ง  ดังนั้น  กิเลสจึงมีอำนาจเหนือจิตใจและเป็นแกนกลางหรือฐานรองรับพฤติกรรมต่างๆของปุถุชนในขณะเดียวกัน

  แม้ว่านิพพานจะอยู่ในฐานะหลักธรรมขั้นสูงสุดในพุทธศาสนา  โดยที่ภาวะของปุถุชนนั้นยังอยู่ไกลต่อการบรรลุนิพพานได้โดยตรงด้วยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสในชีวิตปัจจุบันก็ตาม  แต่หลักการของนิพพานนั้นคงเป็นประโยชน์ต่อวิถีชีวิตของปุถุชนโดยอ้อมในอันหล่อเลี้ยงสภาพจิตใจ  คือช่วยลดระดับกระแสความรุ่มร้อนและรุนแรง  ความสับสน  ความตรึงเครียดทางอารมณ์ฯลฯ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องประสบในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ให้อยู่ในระดับเป็นปกติ  อันจะเป็นผลให้การดำเนินชีวิตเป็นไปได้ด้วยดีและมีความสุข  ดังนั้น  การทำความเข้าใจบทบาทของกิเลสและนิพพาน  จึงเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การดำเนินชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน

  แบ่งโดยภาวะมี๒คือ

  . สอุปาทิเสสนิพพานดับกิเลสมีเบญจขันธ์เหลือคือหมดกิเลสแล้วแต่ว่ายังดำรงชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันนั่นเอง

  . อนุปาทิเสสนิพพาน  คือ  ภาวะที่พระอริยบุคคลดับกิเลสและขันธ์    (วิบากและกัมมชรูป)ดับโดยไม่เหลือ  เป็นภาวะหลุดพ้นโดยปลอดภัยจากวัฎฎสังสารอย่างสิ้นเชิง  มีพุทธพจน์รับรองว่า “ภิกษุทั้งหลายอนุปาทิเสสนิพพานเป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นพระอรหันต์ผู้ขีณาสพ  อยู่จบพรหมจรรย์  ทำกิจที่ควรทำแล้ว  ปลงภาระลงได้แล้ว  บรรลุประโยชน์  ตนแล้ว  สิ้นสังโยชน์ในภพแล้ว  เพราะรู้โดยชอบ  เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้นเป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้วจักดับเย็นภิกษุทั้งหลายนี้เราเรียกว่าอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”[44]

  อนุปาทิเสสนิพพาน  จะเรียกว่าสัมปรายิกนิพพานก็ได้  เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อปรินิพพานแล้ว  จึงเข้าถึงพระนิพพานนั้น

  อุปาทิ  ศัพท์นี้มีความหมาย    อย่าง  คือ  หมายถึงเบญจขันธ์ก็ได้  หมายถึงกิเลสก็ได้[45] 

  ประวัติผู้รวบรวมและเขียน

ชื่อสกุล    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี



  [๑] องฺ.ติก. (บาลี) ๒๐/๔๙๗/๒๐๗ : อภิธานวรรณา (ไทย) ๑/๖/๒๐.

[๒] ขุ.อ. (บาลี) ๒๕/๗๓/๒๑๓.

[๓] วิสุทธิ. (บาลี) ๒/๕๕๙/๑๕๖.

[๔] พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปตตฺโต). พุทธธรรม. หน้า ๑๒๕.

[๕] พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปตตฺโต). พุทธธรรม. หน้า ๑๒๕.

  [๖] พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปยุตโต), พุทธธรรม, หน้า ๒๓๒

[๗] ที.สี. (ไทย) ๙/๔๙๙/๒๒๐.

  [๘] พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต), พุทธธรรม, หน้า ๒๓๓.

  [๙] วัชระ  งามจิตรเจริญ ,  “ พัฒนาการของมโนทัศน์เรื่องอนัตตาในพุทธปรัชญาเถรวาท,  พุทธศาสน์ศึกษา,ปีที่  ๖  ฉบับที่  ๒  (พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๔๒)  :  ๓๒-๖๑.

[๑๐] วิ.หา.อ. ๑ / ๓๘ / ๒๒๗.

[๑๑] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑๗/๒๑/๒๑.

[๑๒] อภิธานวรรณนา. (ไทย )๑/๖/๒๐

[๑๓] วิ.ม. (บาลี )  ๔/๗/๗.

[๑๔] อภิธาน.ฏีกา . (บาลี)๑/๖/๑๔

[๑๕] สํ.สฬา.อ. (บาลี) ๓/๓๗๗-๔๐๙/๑๗๔.

[๑๖] สํ.ขนฺธวาร. (บาลี) ๑๗/๓๖๗/๒๓๓.

[๑๗] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[๑๘] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[๑๙] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/ ๖/๑๔

[๒๐] อภิ.ก.(บาลี) ๓๗/๔๔๕/๒๗๐.

[๒๑] อภิธาน.ฏีกา . (บาลี )  ๑/๖/๑๔.อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔.

[๒๒] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[๒๓] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี) ๑/๖/๑๔

[๒๔] อภิธาน.ฏีกา .(บาลี) ๑/๗/๑๕.

[๒๕] อภิธาน.ฏีกา. (บาลี) ๑/๗/๑๕.

[๒๖] อภิธาน.ฏีกา.(บาลี)  ๑/๗/๑๕

[๒๗]