วันที่ ๑๙ พ. ย. ๕๕ ผมกลับจากเชียงรายถึงบ้านก็ตรงไปร้านตัดผม โชคดีได้ตัดกับช่างหมายเลข ๑ ของร้าน เอกชัยบาร์เบอร์ เจ้าประจำ
ผมทักทายช่างว่า “วันนี้โชคดีได้ตัดกับคุณ ไม่ได้ตัดด้วยมานานแล้ว” และทักทายต่อด้วยการถามอายุ เมื่อทราบว่า ๖๒ ย่าง ๖๓ ผมก็ชมว่ายังดูหนุ่มอยู่ ช่างบอกว่าเพราะไม่มีเรื่องกวนใจ มีแต่เรื่องสบายใจเช่นพระเครื่อง
ผมจึงได้คุยกับช่างเรื่องพระเครื่อง และได้ความรู้มากมาย ว่าในวงการพระเครื่องนั้น เรื่องจริงหรือบริสุทธิ์มี ๑ ส่วน เรื่องมายา หรือหลอกลวงสร้างภาพ มี ๙ ส่วน สารพัดวิธีสร้างชื่อของพระเครื่องบางองค์ ด้วยการส่งประกวดแล้วไป “ขอ” ให้กรรมการตัดสินช่วยเหลือ พอชนะการประกวดสัก ๒ - ๓ เวที ราคาก็ขึ้นไปหลายเท่า หรือเป็นสิบเท่า ทั้งๆ ที่พระไม่ได้มีคุณภาพขนาดนั้น เป็นการปั่นราคาพระเครื่องแบบหนึ่ง
เขาเล่าเรื่องอธิบดี หรือข้าราชการผู้ใหญ่ที่มีเงิน มีอำนาจ และอยากได้ครอบครองพระดี และย่อมมีคนมาเสนอพระดีให้ในราคาแพง แต่ตนเองดูพระไม่เป็นจึงมาขอคำแนะนำจากช่างผู้นี้ ฟังจากที่เขาเล่า เขาบอกว่าเงินที่ได้มาจากความไม่ซื่อตรงจะหมดไปโดยเร็ว ไม่จีรังยั่งยืนเพราะความประพฤติแบบผิวเผิน ได้มาง่ายก็จะคิดใช้จ่ายง่าย ไม่คิดเก็บออม เขาไม่ได้พูดเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ หรือกรรมตามสนอง ทำให้ผมรู้สึกนับถือเขามากทีเดียว
ผมได้ความรู้ว่า พระที่คนนิยม เช่นพระสมเด็จวัดระฆัง ราคาอาจถึง ๕ - ๖ ล้านบาท เขาเองไม่ได้เน้นร่ำรวยจากการเล่นพระ นานๆ ก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ เช่นเช่ามา ๖ พัน ปล่อยได้ ๑ แสน
ผมคิดในใจว่า นี่คือภูมิปัญญาชนิดหนึ่ง ที่คนที่รู้จริง เรียนรู้ต่อเนื่อง ก็ทำคุณประโยชน์ให้แก่ชีวิตได้เหมือนกัน แต่ผมไม่สนใจเรื่องเครื่องรางของขลัง ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย
และคิดต่อว่า ช่างตัดผมคนนี้ น่าจะได้รับคุณประโยชน์ในชีวิตจากความยึดมั่นในความซื่อตรงของเขา
วิจารณ์ พานิช
๑๘พ.ย. ๕๕