เหมือนเรามีฟันผุแต่ยังติดลูกอม ยังไม่อยากเลิกลูกอม หมอฟันหรือยาดี ๆ แค่ไหนก็ช่วยเราให้ปลอดจากฟันผุไม่ได้

รู้ทุกข์รู้สุข อยู่กับมันและเพียรฝึกตนจนเกิดปัญญา

จากบันทึกก่อน รู้ทุกข์พาให้รู้สุข _ รู้ทุกข์รู้สุขและอยู่กับมันกับตนได้ 

และบันทึก ทุกข์เพราะเทียบ _มีความสุขกับ สิ่งที่เรามี เป็น อยู่คือ กันดีกว่า

 

    วันนี้ได้พูดคุยกับพี่ที่รัก พี่ชี้ทางสว่าง(ด้วยการสอน)ให้ฟังว่า 
เมื่อรู้ทุกข์ รู้สุข อยู่กับมันได้แล้ว รู้จักมันแล้ว    
พาตนก้าวหน้าต่อไปคือ พาตัวหลุดออกจากทั้งทุกข์และสุข ไม่ยึดไม่ติดทั้งทุกข์และสุข
และขั้นตอนต่อไปควรมีความเพียรที่จะฝึกตนฝึกปฎิบัติ ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง จนเกิดปัญญา(intuition) 


ทุกข์และสุขที่สัมผัส ปรุงแต่ง รับรู้ได้นั้นเป็นความจริง(fact) ที่เกิดขึ้นจริง แต่เมื่ิอเวลาผ่านไป ความจริงเหล่านั้น(fact) เป็นอดีตภพไปแล้ว ไม่เป็นปัจจุบัน 

อย่าไปยึดติด


    เมื่อไหร่ที่ไม่ยึดติด
เท่ากับหลุดวงจรจากทั้งความทุกข์ความสุขแบบหยาบ 
และเมื่ออยู่กับปัจจุบันทุกขณะจิต รู้ตัว มีสติ สมาธิ เกิดปัญญา
จิตอยู่กับภพที่เป็นปัจจุบัน 

การจะระลึกรู้ถึงความสุขแบบประณีตย่อมเป็นเป้าหมายปลายทางได้ในที่สุด 

ขอให้เพียร และมุ่งมั่นที่จะไปในเส้นทางนี้


การที่จะต้องตัด ละทิ้งวงจร การยึดติด ต้องอาศัยการตั้งปณิธาน การมีศรัทธา เชื่อในสิ่งที่สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าตรัสรู้

ถ้าตนเองไม่ตั้งปณิธาน ไม่ทุ่มเทแรงศรัทธา

การเริ่มต้นที่จะเพียรปฎิบัติย่อมยากที่จะตั้งต้น
จึงถามพี่ที่รักไปว่า เปรียบเหมือนเรามีฟันผุ รู้ตัวว่ามีฟันผุ รู้ว่าฟันผุทำให้ปวดฟันหรือเกิดโทษ(ทุกข์)แต่ยังติดลูกอมที่หอมหวาน มีความสุขที่ได้ดูดอมลูกอมนั้น ๆ ยังไม่อยากเลิกลูกอม หรือลองเลิกลูกอมแล้วแต่ไม่สำเร็จ ถ้าไม่เด็ดขาด เลิกติดลูกอม
หมอฟันหรือยาดี ๆ แค่ไหนก็ช่วยเราให้ปลอดจากฟันผุไม่ได้ใช่หรือไม่
ประมาณนั้น แต่มีรายละเอียดและมีเรื่องที่ต้องฝึกอีกมากเราค่อยคุยกันต่อนะ

....