เตี่ยชอบให้ลูกเรียนหนังสือ สอนเขียนหนังสือ จำได้ว่าเตี่ยสอนเราให้วาดรูปไก่ มีลายเส้นที่อ่อนช้อย

ครอบครัวของเราเรียกพ่อว่า “เตี่ย” เตี่ยมีเชื้อสายจีนปนไทย บอกไม่ได้ว่าอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ เชื้อสายจีนมาจากก๋ง ย่าเป็นคนไทย ก๋งมาตั้งรกรากทำนาอยู่ที่บ้านท่าแห ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก

เตี่ยเป็นลูกคนที่สอง บริเวณที่เราอยู่ มีบ้านอยู่ 3 หลังคือบ้านของก๋ง บ้านของเรา และบ้านของอาน้องสาวของเตี่ย รอบบริเวณบ้าน ด้านหนึ่งเป็นแนวกอไผ่ อีก 2 ด้านเป็นสวนและคูน้ำของก๋ง ด้านหน้าติดกับคลองที่จะมีน้ำเต็มตอนหน้าน้ำ แต่หน้าแล้งก็แห้งจนเดินได้ ปัจจุบันเหลือบ้านเพียง 2 หลัง เพราะบ้านของก๋งถูกรื้อออกไปหลายปีแล้ว แนวกอไผ่ก็หายไปหมด เปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้ยาวไปถึงถนนในหมู่บ้าน มีบ้านของพี่สาวและพี่ชายของดิฉันอีก 2 หลัง

แม้เตี่ยจะมีเชื้อสายจีน แต่ผิวดำ คิ้วดกเข้ม ผมสั้นแบบชายไทยแท้ มีรอยสักที่แผ่นหลัง ไม่เคยได้ยินเตี่ยพูดภาษาจีนสักคำ  แม่เป็นลาวพวน ลูกๆ จึงได้ผิวขาวมาบ้าง เตี่ยเป็นชาวนาโดยแท้ ในเวลาที่ว่างจากการทำนาก็จักสานเครื่องใช้ในบ้านและเครื่องมือจับปลา ทำไว้ใช้เอง ในเวลากลางคืนเราเห็นเตี่ยเหลาตอกไม้ไผ่จนชินตา หน้าหาปลาเตี่ยจะชุนแหชุนตาข่าย และยังปลูกผักสวนครัวเอาไว้กิน ตอนเย็นๆ เราต้องช่วยกันหิ้วน้ำไปรดพืชผักพวกนี้

เตี่ยเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ใช้สายตามอง แม่จะเป็นคนที่พูดที่บ่นเสียส่วนใหญ่ ดิฉันเห็นเตี่ยอารมณ์เสีย โกธรมากอยู่ 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งที่พี่ชายคนหนึ่งเหลวไหล เตี่ยลุกขึ้นจะไปเล่นงานจนพี่ต้องกระโดดบ้านหนี อีกครั้งก็ตอนที่วิทยุที่มีลังถ่านเป็นโหล ไม่ยอมทำงาน ขยับอย่างไรก็ใช้ไม่ได้ เตี่ยเลยเหวี่ยงลังถ่านนั้นลงจากบ้านไปเลย

ดิฉันเป็นลูกที่ตัวเล็กกว่าพี่น้อง ได้ยินเขาเล่ากันว่าตัวเล็กมากตั้งแต่เกิด เลยอาจจะได้รับการเอาใจใส่มากหน่อย ว่ายน้ำก็ไม่เป็น หน้าน้ำตกน้ำไปก็จมถึงพื้นดิน ทุกครั้งเตี่ยจะโดดน้ำตามไปคว้าขึ้นมาเสมอ

เตี่ยชอบให้ลูกเรียนหนังสือ สอนเขียนหนังสือ จำได้ว่าเตี่ยสอนเราให้วาดรูปไก่ มีลายเส้นที่อ่อนช้อย ดิฉันออกจากบ้านไปเรียนหนังสืออยู่กับพี่สาวคนโตที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อยู่ชั้น ป. 2 ตอนเล็กๆ ช่วงปิดเทอมได้กลับบ้านครั้งใด เมื่อใกล้เปิดเทอมเตี่ยจะพาไปส่งกลับกรุงเทพฯ เตี่ยจะพาออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ (แม่ต้มไข่ไก่ให้เป็นเสบียง) เราต้องเดินจากบ้านท่าแหประมาณ 3-4 กม. เพื่อไปขึ้นรถที่ดงละครไปตัวเมืองนครนายก และจากนครนายกไปกรุงเทพฯ อีกต่อหนึ่ง

เตี่ยเดินนำหน้า ไม่พูดจาอะไร ดิฉันจะเดินตามหลังไปเรื่อยๆ บ่อยครั้งที่ร้องไห้ไปด้วยเพราะไม่อยากจากบ้าน จำได้ว่าตอนที่นั่งรถโดยสารไปกรุงเทพฯ ครั้งแรก ดิฉันกลัวว่ารถจะ “ตกร่อง” เพราะจินตนาการว่าล้อรถวิ่งอยู่บนคันนา 2 ข้าง ไม่รู้จักว่าถนนเป็นอย่างไร เป็นเด็กจากท้องนาขนานแท้ บ่อยครั้งที่เมื่อรถเข้าใกล้กรุงเทพฯ ก็คิดในใจขอให้รถวิ่งถอยหลังกลับไปนครนายก กว่าจะหายคิดถึงบ้านแต่ละครั้งก็ใช้เวลาหลายวัน

เมื่อดิฉันเข้าเรียนชั้น ป.5 ครอบครัวของพี่สาวย้ายไปอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ดิฉันก็ไปเรียนหนังสือที่นั่นจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย น้องสาวและน้องชายก็ไปเรียนอยู่ด้วย พอดิฉันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ น้องๆ ก็พากันหนีกลับบ้านนครนายก เตี่ยต้องพากลับไปส่งทุกครั้ง แต่ก็ “เอาไม่อยู่” ในที่สุดน้องชายก็ย้ายไปเรียนที่นครนายก แต่น้องสาวไม่ได้เรียนต่อ

บางคราวเตี่ยกับแม่ก็จะมาเยี่ยมลูกเองทั้งที่กรุงเทพฯ และที่แก่งคอย พร้อมเอาของกินที่ลูกชอบมาฝากด้วย วันที่ดิฉันเรียนจบปริญญาตรี เตี่ยและแม่ก็มาถ่ายรูปในวันรับปริญญาด้วย

ตอนที่พวกเรายังเด็ก สิ่งที่เตี่ยปฏิบัติเป็นประจำและพาลูกทำด้วยกันคือการไปวัดทำบุญในวันพระ (บ้านของเราอยู่คนละฝั่งคลองกับวัด) กับข้าวถวายพระจะเป็นอาหารพิเศษ ไม่ใช่ที่ทำกินกันทุกวัน เช่น แกงกะทิต่างๆ ตอนเล็กๆ เตี่ยจะช่วยหวีผมให้เราก่อนไปวัด เราชอบไปวัดเพราะได้เจอคนมากหน้าหลายตา บ้านเราจะไม่กินข้าวที่วัด หลังทำบุญเสร็จเราจะกลับมากินข้าวที่บ้าน พร้อมญาติๆ ที่แวะมาร่วมวง

เตี่ยทำกับข้าวอร่อยมาก ประเภทต้มยำ แกงกะทิ ปลาทอดมัน แกงที่เตี่ยทำจะเน้นเนื้อสัตว์มากกว่าผัก วันไหนที่เตี่ยทำปลาทอดมัน พวกเราจะตักข้าวใส่จานรออยู่หน้าเตาเลย ปลาทอดมันของเตี่ยจะเป็นเนื้อปลาสับหยาบๆ (ปนเนื้อปลาดุกอุย) ทอดเป็นชิ้นหนาๆ หอมเครื่องแกงมากๆ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาดิฉันยังไม่เคยเจอปลาทอดมันที่ไหนที่อร่อยเหมือนที่เตี่ยทำเลย

กับข้าวอีกอย่างที่คนทั้งบ้านไม่มีใครกินนอกจากเตี่ยและดิฉัน (ตอนเป็นเด็ก) คือต้มเปรตปลาไหล บอกไม่ถูกว่าอร่อยอย่างไร เพราะพอโตขึ้นมาก็ไม่ได้กินและกินไม่ได้ แม้กระทั่งผัดเผ็ดปลาไหล

ครอบครัวเราไม่ร่ำรวย แต่เตี่ยให้ความสำคัญกับอาหารการกินมาก เวลาลูกหลานมาอยู่กันพร้อมหน้า เตี่ยจะเอาไก่ที่เลี้ยงไว้มาทำต้มยำให้กิน เวลาว่างก็ไปทอดแห ดิฉันเคยถือตะข้องเดินตามเตี่ยที่ไปทอดแหตามบ่อน้ำในหน้าแล้ง มีหน้าที่จับปลาออกจากแห 

เตี่ยยังเคยจุดตะเกียงเจ้าพายุแล้วพาพวกลูกออกจับกบ จับหนูนา ตอนกลางคืน เรามักจะทำยำกบใส่มะม่วงดิบ แต่ดิฉันไม่กินหนูนา ตีได้แต่ไม่กล้าจับ สมัยนั้นการทำนาไม่มีการใช้สารเคมี อาหารในทุ่งอุดมสมบูรณ์ ยังจำได้ว่าเห็นกบจับคู่กันในหนองน้ำเยอะแยะไปหมด ยำกบฝีมือเตี่ยอร่อยมาก ตอนที่ดิฉันแพ้ท้องลูกคนที่สอง อยากกินยำกบเป็นที่สุด

หน้าน้ำเตี่ยจะวางลอบจับปลาในคลอง ทำบ่อโจรให้ปลากระโดดเข้า ปักเบ็ด ฯลฯ เราพยายามเลียนแบบทำตามเพราะนึกสนุก เห็นชาวบ้านเขาออกละเบ็ดกลางคืน เราก็อยากทำบ้าง วันไหนมีปลาติดเบ็ดสักตัวก็ดีใจ

หน้าน้ำลดเข้าฤดูหนาว จะเป็นช่วงหาปลาในเวลากลางคืน รุ่งเช้าเตี่ยจะกลับมาพร้อมปลาจำนวนมาก ปลาเนื้ออ่อนเอามาย่างรมควันทำปลากรอบ ปลาเล็กปลาน้อยเอามาทำปลาร้าบ้าง น้ำปลาบ้าง ปลาใหญ่ก็ทำปลาเค็มตากแห้ง

ตอนที่พวกเราโตมีครอบครัวกันแล้ว เมื่อใดที่เตี่ยรู้ว่าพวกเราจะกลับไปเยี่ยมบ้าน เตี่ยจะเตรียมของกินของฝากเอาไว้ บางทีก็วิดบ่อในนา เอาปลาช่อนตัวใหญ่ๆ มาทำต้มยำให้กิน ปลาช่อนนาเนื้อขาวฟูอร่อยจริงๆ แล้วยังเผื่อแผ่ให้เป็นของฝากไปยังครอบครัวของลูกเขยลูกสะใภ้ ทำปลาช่อนเค็มตัวใหญ่ๆ ให้เอากลับไปกิน เตี่ยใจกว้างเสมอ

ลูกๆ ของดิฉันตอนยังเด็ก ชอบเวลาที่พาไปหาตากับยายที่บ้านนครนายก ตาพาเล่นน้ำ พานั่งเรือ เตี่ยมีวิธีการเอาใจเด็กๆ 

โดยทั่วไปสุขภาพของเตี่ยนับว่าดี มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เตี่ยมาเยี่ยมพวกเราที่กรุงเทพฯ ขากลับรถที่นั่งไปคว่ำแถวริมคลองรังสิต แต่เตี่ยไม่เป็นอะไรมาก เตี่ยเคยมีปัญหาถ่ายเป็นเลือดต้องเข้าโรงพยาบาล 1 ครั้ง อยู่โรงพยาบาลไม่กี่วันก็ออกได้ ระยะหลังเตี่ยมีอาการหอบหืด ดิฉันพามาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รับยาขยายหลอดลมเพียงวันละ 1 มื้อ

ก่อนเตี่ยจะเสียชีวิต เตี่ยพาแม่มากรุงเทพฯ ตอนนั้นน้องชายคนเล็กเพิ่งมีลูกคนแรก เตี่ยบอกว่าอยากมาเยี่ยมลูกทุกคน เตี่ยและแม่พักอยู่ที่บ้านของพี่สาวที่ถนนงามวงศ์วาน ช่วงนั้นเตี่ยบ่นแน่นๆ ท้อง พี่สาวจึงกระตุ้นให้เดินออกกำลังกาย เตี่ยกลับไปบ้านนครนายกได้ประมาณ 1 สัปดาห์ เช้าวันหนึ่งของเดือนกันยายน 2532 เตี่ยตื่นเช้าขึ้นมาล้างหน้าล้างตาตามปกติ พูดกับหลานสาวที่จะไปโรงเรียน แล้วก็ล้มลงเสียชีวิตทันที

เตี่ยยังอยู่ในใจของลูกๆ เสมอ

วัลลา ตันตโยทัย