การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในชั้นเรียน

เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน เป็นสื่อกลางที่เชื่อมระหว่างผู้เรียน ผู้สอน และสารสนเทศต่างๆ ทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างกว้างขวาง  กว้างไกล รวดเร็ว และเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างสนุกสนาน ทันสมัย และกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ GotoKnow และ สรอ. (EGA) ได้ร่วมมือกันกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความรู้และข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อการพัฒนาระบบบริการเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ของประเทศ เป็นประเด็นที่แปดขึ้น ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน– 30 กันยายน 2555 โดยขอเชิญสมาชิก GotoKnow  บอกเล่าแนวคิดและประสบการณ์การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในชั้นเรียน ซึ่งมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านบล็อกเป็นจำนวนมาก โดยสามารถรวบรวมและสรุปประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้

เทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้ในการเรียนการสอน

เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการนำมาใช้ในการเรียนการสอน  ได้แก่ อินเทอร์เน็ต, อีเมล, ห้องแชท, เว็บไซต์เพื่อการศึกษา,  กูเกิ้ลแฮ็งเอ๊าท์,   Moodle,  Google document, http://ClassStart.org, Blog, Power Point, Facebook , Twitter, What app, Line, MSN, Weblog “GotoKnow.org”,  ใช้แบบทดสอบ VARK,  Social network, Classstart, Youtube, โปรแกรม YENKA CHEMISTRY, การเรียนการสอนแบบ PInS-WebQuest, ซอฟท์แวร์ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน อาทิเช่น QM for Windows, Microsoft Project 2010, Microsoft Access 2010,  MySQL, RFFlow, Authorstream, MindMapping และโปรแกรม Karaoke 

บทบาทความรับผิดชอบของครูผู้สอนทั้งทางออนไลน์และในชั้นเรียน

บทบาทความรับผิดชอบทั้งทางออนไลน์และในชั้นเรียน ได้แก่ ครูจะเป็นผู้กำหนดขอบเขตและทิศทางการเรียนในแต่ละบทเรียน โดยจะทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำ เป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่ผู้สอน เพื่อให้นักเรียนได้เป็นผู้ดำเนินการเรียนการสอน  นักเรียนจะมีการ lectureในชั้นเรียนลดลงแต่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักเรียนในชั้นเรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่เน้นสอนแต่เฉพาะทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว  “สอนให้น้อย เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ให้มาก” โดยครูต้องออกแบบการเรียนรู้ที่สร้างสมดุลการเรียนทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ให้ได้ ต้องจัดเตรียมเนื้อหา กิจกรรมในห้องเรียน และแบบฝึกหัดให้พร้อมตั้งแต่ต้น  ต้องตรวจแบบฝึกหัด ให้ Feedback แก่นักเรียนแต่ละคนอย่างทันท่วงที  ต้องตอบคำถามนักเรียนที่ฝากมาในเว็บบอร์ด และต้องอ่านบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน  

นอกจากนี้บทบาทความรับผิดชอบของอาจารย์ผู้สอน(ทั้งทางออนไลน์และในชั้นเรียน) คือ การทำหน้าที่เป็น “วิทยากรกระบวนการเรียนรู้” หรือ “ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน” (Learning Facilitator) ได้แก่ 1) เป็นผู้ประสานงาน(Coordinator) 2) เป็นผู้กระตุ้น (Catalyst) 3)เป็นผู้สังเกตการณ์ (Observer) 4) เป็นผู้สร้างบรรยากาศ (Climate Setter) 5) เป็นผู้ช่วยการสื่อสาร(Communicator Enabler) และ 6) เป็นพี่เลี้ยงในการเรียนรู้ (Learning Coach) 

การกระตุ้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งทางออนไลน์และในชั้นเรียน

การกระตุ้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งทางออนไลน์และในชั้นเรียน  ได้แก่ การให้คะแนน จำนวนครั้งที่นักเรียนเข้ามาสนทนา การกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทุกสัปดาห์ ให้นักเรียนเขียนบันทึกการเรียนรู้ (Reflextive Journal) เพื่อนๆ เมื่ออ่านแล้วสามารถกด like ได้ อาจารย์ก็กด likeได้  ให้สอบถามพูดคุยการเรียนได้ผ่านทางเว็บบอร์ด และการนำงานเขียนของนักศึกษา ทั้งที่ทำได้ดี และที่ยังต้องปรับปรุงไปเป็นกรณีศึกษาให้เพื่อนๆ ได้เรียนรู้ 

การติดตามการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งทางออนไลน์และในชั้นเรียน

การติดตามการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งทางออนไลน์และในชั้นเรียน  ได้แก่ การติดตามทางอีเมล ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์หรือเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยกันใช้ส่งการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย  การแชท ใช้สนทนาสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ  การอ่านจากบันทึกการเรียนรู้ และมีการสอบถามเพิ่มเติมก่อนเริ่มชั้นเรียนหรือหลังเลิกเรียน   การสังเกตบันทึกอนุทินของผู้เรียน และการสนทนาในห้องประชุมอภิปรายกลุ่ม  

การประเมินผลการเรียนของผู้เรียนทั้งทางออนไลน์และในชั้นเรียน

การประเมินผลการเรียนของผู้เรียนทั้งทางออนไลน์และในชั้นเรียน ได้แก่ การให้นักเรียนเขียนสรุปการเข้ามาเรียนรู้ในเว็บไซต์ทุกครั้ง การประเมินผลระหว่างเรียนควบคู่ไปกับการเรียนของนักเรียนตลอดเวลา โดยใช้วิธีการประเมินผลแบบ ต่าง ๆ เช่น การตรวจผลงาน การทดสอบ การสังเกต การปฏิบัติกิจกรรม การสังเกตการณ์เรียน การประเมินความก้าวหน้า การวัดผลสัมฤทธิ์การใช้วิธีการร่วมตอบคำถาม และการทำแบบทดสอบของนักเรียน  

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชั้นเรียน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชั้นเรียน ได้แก่ 

1) ช่วยเปิดโลกกว้างทางการศึกษา แหล่งวิทยาการ ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกตลอดจนเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมซึ่งกันและกันผ่านเครือข่ายการสื่อสารได้ทั่วโลก 

2) ค้นคว้าข้อมูลข่าวสารได้มากมายหลากหลายในลักษณะที่เป็นสื่อประเภทอื่นๆ ผู้เรียนที่อยู่ในสถาบันการศึกษาอื่นๆ หรือต่างโรงเรียนกัน ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศก็สามารถสืบค้นข้อมูลผ่านเครือข่ายได้ 

3) ฝึกทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ 

4) ขยายขอบข่ายการเรียนรู้ในห้องเรียนออกไป  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสำรวจข้อมูลตามความสนใจของผู้เรียน นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสมองปัญหาได้หลากหลายแง่มุมมากขึ้น  

5) ทำให้ผู้เรียนสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ให้คำปรึกษาได้โดยอิสระ  

6) ทำให้เรียนได้มีโอกาสศึกษาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ บนคอมพิวเตอร์และบนเครือข่ายต่างๆ ไปพร้อมๆ กับการเรียน  

7) ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้สอน และผู้เรียนกับแหล่งการเรียนผู้อื่นๆ    

8) ช่วยลดรายจ่ายในสภาพการเรียนการสอนจริงที่มีอาคารพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายมาก 

9) ทำข้อมูลให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบันได้ง่ายและรวดเร็วจึงทำให้เนื้อหาวิชาที่ผู้เรียนได้รับถูกต้องอยู่เสมอ 

10) ข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอนสามารถอ้างอิงผ่านระบบการสืบค้นได้ทันที 

11) ผู้สอนสนุกกับการสอนมากขึ้น ใช้เวลาน้อยลงในการตรวจแบบฝึกหัดให้คะแนน ไม่ต้องหอบหิ้วเอกสารแบบฝึกหัดไปตรวจ  และ

12) ผู้สอนสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาที่สอนได้กว้างขึ้น  

ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชั้นเรียน

1) ปัญหาด้านบุคลากร บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจในการผลิตสื่อประกอบการจัดกิจกรรม บุคลากรขาดประสบการณ์ในการใช้สื่อนวัตกรรมทางการศึกษา 

2)  ปัญหาด้านวัสดุ อุปกรณ์ และงบประมาณ เกี่ยวกับนวัตกรรม 

3) ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม และสถานที่การใช้นวัตกรรม สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปยังไม่เหมาะสมกับการใช้สื่อ 

4) ปัญหาด้านสภาพการเรียนการสอน เด็กมีความแตกต่างกันด้านสติปัญญา และด้านร่างกาย ปัญหาครอบครัวแตกแยก เด็กอาศัยอยู่กับญาติ มีเนื้อหาวิชาที่มากและสาระการเรียนการสอนแต่ละครั้งไม่ต่อเนื่อง

5) ปัญหาด้านการวัดผลและประเมินผล คือ บุคลากรขาดความรู้ในการที่จะนำสื่อนวัตกรรมมาใช้ในการวัดผลและประเมินผล

6) ระบบงานมีบางสิ่งที่ต้องพัฒนาฟังก์ชั่นการทำงานเพิ่มเติมบางจุด ส่งผลต่อความสะดวกในการเข้าใช้งานด้วยลักษณะเฉพาะของเทคโนโลยีสารสนเทศ  และ 

7) ขาดการจัดการการใช้ที่มีประสิทธิภาพ  

กล่าวได้ว่า การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในชั้นเรียนเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้เรียนและผู้สอน ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปด้วยกัน เกิดปฏิสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น และสามารถเรียนรู้ได้อย่างกว้างไกล สะดวกและรวดเร็ว   แต่ทั้งนี้ผู้สอนก็ควรเลือกใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ให้เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละวัยด้วย เพื่อการเรียนรู้ที่เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

สถิติของรายการบันทึกทั้งหมดที่ใส่คำสำคัญ  “เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา”

•จำนวนบันทึก  รวม   51  รายการ

•จำนวนการอ่าน   รวม   37,307 ครั้ง

•จำนวนการให้ดอกไม้ (ให้ความชอบ)  รวม  377 ครั้ง

•จำนวนความคิดเห็น   รวม   293 รายการ


ดาวน์โหลดฉบับเต็มที่ IT_edu.pdf ค่ะ