Appreciative Inquiry หรือ AI เป็นกระบวนการค้นหาสิ่งดีๆ ร่วมกัน ด้วยเชื่อว่าทุกคน ทุกระบบ มีเรื่องราวดีๆ ซ่อนเร้นอยู่ครับ..
ในทางปฏิบัติ...เราถามเรื่องราวๆดี จากคนอื่น...หรือจะถามจากตัวเองก็ได้...จากนั้นเมื่อค้นพบก็เอามาขยายผลได้เช่นกันครับ. วันนี้นี้ผมจะทำ AI กับตัวเองดูครับ..เป็นเหตุการณ์ที่ผมไปบวช เริ่มเลยนะครับ

.......
มีอะไรที่ผมประทับใจมากมายระหว่างไปบวชที่วัดป่าธรรมอุยาน จังหวัดขอนแก่น หรือที่เรารู้จักกันว่าวัดหลวงพ่อกล้วย ที่ชอบที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือคำว่า “ลองพิจารณาดูนะ หลวงพี่..” ครับ เราได้รับคำแนะนำดีๆ..จากหลวงพี่ เพื่อนรอบตัว..ซึ่งล้วนแต่เป็นคนแปลกหน้า ธรรมเนียมพระที่ขัดกับความรู้สึก ขัดกับกิเลสของเรา..หลายครั้ง ต้องฝืน ต้องหงุดหงิด กับคำตักเตือน...แต่ก็พบว่าว่าหลวงพี่ พระอาจารย์ มักลงท้ายด้วยคำว่า “ลองพิจารณาดูนะ”...
ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ค้นพบว่าคำนี้ ลดความกดดันกับเราเอง..เราไม่ได้ถูกบังคับ ไม่ได้ถูกจับผิด ไม่ได้ ถูกตำหนิ..มีเพียงความเมตตาจากหลวงพี่ และพระอาจารย์ ที่พูด ที่สอนด้วยความเมตตา หากจบลงด้วยคำว่า “ลองพิจารณาดูนะ”
นี่คือสิ่งที่พวกเราลงมติกันว่า.. นี่คือการจบด้วยคำว่า “อุเบกขา” ครับ... เป็นการสื่อสารชั้นยอด
หลังสึกออกมาแล้ว...ก็ยังใช้อยู่...
กับอาจารย์ด้วยกัน “ลองพิจารณาดูนะพี่”...
กับนักศึกษา “อาจารย์เพียงเล่าให้ฟัง...พิจารณาเอาเองนะ”
ผมค้นพบครับ..ว่าภายหลังไม่ว่าเราจะพูดอะไร จะเป็นการสอน การแนะนำ..การตักเตือน เรากลับทำได้อย่างสบายใจ ไม่เป็นภาระทางใจ ไม่อึดอัดด้วย..เราเพียงแต่สื่อสารความหวังดี อย่างสุภาพ แล้วลงท้ายด้วย “ลองพิจารณาดูนะครับ” ต้องบอกเลย ด้วยคำพูดประโยคเดียวเปลี่ยนชีวิตเราครับ.
ล่าสุดผมไปนั่งคุยกับอาจารย์ที่รู้จักเป็นรุ่นพี่ ก็แนะนำเรื่องวิชาการให้ท่าน...จบแล้วก็บอกว่า...
“ที่ผมพูดน่ะ พี่พิจารณาเอาเองนะ”
เสียงหัวเราะตามมา
“เฮ๊ย โย...เองพูดเหมือนพระเลย”
“ใช่พี่..เป็นไงบ้าง ผมเรียนรู้มาจากวัด”
“เฮ๊ย ดีว่ะ...ไม่รู้สึกกดดัน..”
“ใช่พี่ ผมชอบพูดแบบนี้มากเลย ผมก็สบายใจ ไม่รู้สึกไปกดดันใคร คนอื่นก็สบายใจ”
“เอ้อ จริง พี่ก็สบายใจ รู้สึกว่าโยไม่ได้กดดัน สบายๆ จริงๆ อย่างที่โยบอก”
ในมุมมองของผม และกับเพื่อนทางธรรมะ เราค้นพบคล้ายๆ กันว่านี่คือการเติมเต็มการปฏิบัติพรหมวิหารสี่...แต่เดิมเราต้องวางอุเบกขากับเรื่องที่เราหวังดี ไม่ว่าจะกับคนระดับใด..แต่บ่อยครั้งตามมาด้วยความผิดหวัง อึดอัด..มองหน้ากันไม่ติดด้วยซ้ำ...ประมาณว่า วางยังไม่เป็น...
หลายครั้งก็เลือกที่จะไม่พูดเลยดีกว่า..
ตอนนี้สบายๆแล้วครับ...สื่อสารด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา...แล้วตามด้วย.. “ลองพิจารณาดูนะ”...นี่คือการวางอุเบกขาครับ...อุเบกขา มันตัดความกังวล ว่าจะรับไอเดียเราหรือเปล่า...เราพิจารณาแล้วว่าเรื่องนี้ดี...เราเพียงแต่เล่าให้ฟัง..แล้วไปพิจารณาดู ทำไม่ทำเป็นเรื่องของเขา..แต่เราได้แสดงออกอย่างครบถ้วน ด้วยความเมตตา กรุณา อุเบกขาไปแล้ว...และต้องบอกครับ..หลายครั้งสำเร็จ ได้ผล ที่สำคัญใจเราเป็นกลาง ไม่ดิ้นรน ซัดส่ายจริงๆ...
นี่คือประสบการณ์จากการบวชสามเดือนของผม ที่ผมและเพื่อนยังคงปฏิบัติกันอยู่ครับ..ลองไปใช้ดู สบายนะครับ ในมุมมองของผลนี่คือการสื่อสารอย่างรู้ ตื่น เบิกบาน..เป็น “การสื่อสารแบบพุทธะ” ครับ
คุณล่ะคิดอย่างไร

หลายครั้ง ที่ผมจัดประชุมกลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มคุณครู เวลาผมมีความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด ผมมักจะ "กดดัน" คนฟังอยู่ลึกๆ ครับ กดดันในลักษณะที่ว่า "ให้เชื่อตามที่ผมนำมาบอก"
เพราะในเมื่อเป็นความรู้ที่ดี ที่ถูกต้อง และ ผมเอง ก็เชื่อว่าดี และ ถูกต้อง คนฟังก็น่าจะต้อง "เชื่อ" ตามผม เพราะผมเอาเรื่องดีๆ มาฝาก
บางที ก็ไป "ถาม" กดดันคนฟังเขาอีกนะครับ ว่าเขาคิดอย่างไร ถ้าเห็นด้วย ก็ดีไป ถ้าไม่เห็นด้วยละ "เหตุเกิด" ๕๕๕
มาได้ประโยคเด็ดตรงนี้ " ลองพิจารณาดูนะ"
ขนาดผมลองพูดในใจดู ดูดีมากเลยครับ ดูอ่อนโยน และ ให้อิสระแก่คนฟัง
วันที่ ๖ ธันวาคม นี่ ผมประชุมกลุ่มครู จะนำไปใช้เลยครับ
ให้ความรู้ไปเบื้องต้นก่อน แล้วตบท้ายด้วย
"ลองพิจารณาดูนะ"
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ Small Man ดีใจที่บทความนี้เป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ครับ ผมว่ามันช่วยยกระดับการฟังการสื่อสารของเราได้จริงๆ..
...ลองพิจารณาดูนะ
ผู้ฟังก็ ไม่รู้สึกว่าถูกกดดัน ผู้พูด ก็รู้สึกจบได้อย่างสบายใจ
นึกถึง หมวดธรรมชุด เจโตปริยญาณสิบหก ข้อท้ายๆเลยค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
ขอบคุณ อาจารย์ที่แบ่งปันเรื่องนี้ ชอบมาก และจะนำไปพิจารณา ใช้ต่อค่ะ