ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับกลุ่มคนที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น "ปัญญาชน" หลายๆ กลุ่ม หลายๆคน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผมมีความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเอง รู้สึกสับสนและไม่เข้าใจในบทบาท, แนวคิดและธรรมชาติของปัญญาชน ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างยุคสมัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อสังคมไทยปัญญาชน น่าจะหมายถึง ชนผู้มีปัญญา ส่วนใหญ่เรามักจะใช้เรียกกลุ่มนิสิตนักศึกษา ในรั้วมหาวิทยาลัย หรือตามสถาบันการศึกษาต่างๆ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้คืออนาคตของสังคมไทยอย่างแท้จริง ในประวัติศาสตร์ที่ผ่าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงการทางเมืองครั้งสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475, เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หรือ 6 ตุลา 2519 หรือแม้แต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ล้วนแต่มีกลุ่มคนเหล่านี้เป็นแนวหน้า เป็นผู้เคลื่อนไหวและผลักดันทั้งสิ้น สาเหตุน่าจะเป็นเพราะว่าคนกลุ่มนี้มีความรู้ มีความคิดความอ่าน สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้ แยกแยะออกระหว่างถูก-ผิด-ดี-ชั่ว และกล้าหาญที่แสดงออกว่าคัดค้านหรือเปลี่ยนแปลงมัน

ผมมีโอกาสพูดคุยกับคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้ร่วมเหตุการณ์เดือนตุลา 2516 และก็ต้องหนีเข้าป่า ไปสู้รบร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ในปี 2519 ผมได้รับฟังประสบการณ์จากพี่ๆ เหล่านั้น ได้มีโอกาสร่วมร้องเพลงเพื่อชีวิต และได้รับรู้ความเป็นมาของเพลง ความหมายของเพลงแต่ละเพลงในช่วงเวลาของการต่อสู้ ได้ฟังเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ได้ฟังเรื่องราวความเจ็บปวด ความช้ำชอก ความแค้น และความมุ่งมั่นของคนที่อยู่ร่วมเหตุการณ์เดือนตุลาเป็นความประทับส่วนตัวที่งดงามยิ่ง......

ปัญญาชนช่วงนั้นมีความเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างแท้จริง เดี๋ยวนี้กลุ่มปัญญาชนเดือนตุลา ก็เป็นคนที่มีบทบาททางสังคมอยู่ไม่น้อย แน่ละมันก็มีดี มีเลว ไม่ใช่ว่าใครอยู่ช่วงนั้นจะเป็นคนดีไปหมด แต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนทรัพยากรคุณภาพทั้งสิ้น บ้างก็เป็นนักการเมือง (เลวๆ ก็มาก) บ้างก็เป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย บ้างเป็นนักธุรกิจ แต่ก็ยังเคลื่อนไหว ยังทำงานเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ อยู่เสมอๆ อีก 1 สัปดาห์ต่อมา ก็มีข่าวเหตุการณ์ที่กลุ่มนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ ยกพวกประมาณ 200 คน เข้าไปถล่มโรงเรียนพาณิชยการกรุงเทพ ทำให้ผมรู้สึกหดหู่กับข่าวนี้มาก แม้จะเป็นกลุ่มนักเรียนสายอาชีพที่เรื่องราวการยกพวกตีกันดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกตไปแล้ว แต่ยังไงๆ ผมก็ว่าคนเหล่านี้น่าจะมีวุฒิภาวะมากพอ ทำไมปัญญาชนเหล่านี้ชอบใช้ความรุนแรง สนองความยึดติดสถาบัน จริงอยู่ 14 ตุลาหรือ 6 ตุลา ก็จบลงด้วยความรุนแรงเช่นกัน แต่ฝ่ายนักศึกษาจะเป็นผู้ถูกกระทำ และความหมายมันต่างกัน เป้าหมายก็เทียบกันไม่ได้เลย อีกพวกหนึ่งของปัญญาชน ก็ใส่สายเดี่ยว สิงสถิตย์อยู่ตามผับ ตามบาร์ ตามRCA ตามแหล่งบันเทิงต่างๆ ที่แม้จะมีความพยายามจัดระเบียบ ก็จำกัดได้แค่รูปแบบการเที่ยว แต่สำนึกและความมัวเมาของปัญญาชนไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่ต่อสู้กับเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตยเลย แค่ไปเลือกตั้ง เพื่อนผมเองบางคนมันยังไม่ไปเลย ด้วยเหตุผลว่า ขี้เกียจ หรือไม่ก็ตรงกับวันที่นัดกันไปเที่ยว... แล้วเราจะหวังพึ่งคนเหล่านี้ ในไปสร้างสังคมได้ยังไง ผมเข้าใจดีว่าสภาพสังคมมันเปลี่ยนไป ปัจจัยทางการเมือง ทางสังคมก็ไม่เหมือนเดิม จะมาหวังให้ปัญญาชนในปัจจุบัน เหมือนกันสมัย 14 ตุลาไม่ได้ แต่ปัญหาในสังคมยังมีอยู่ และเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วย เราอาจจะไม่ได้ต่อสู้กับเผด็จการโดยตรงอย่างที่แล้วๆ มา แต่เราก็กำลังเผชิญกับภัยที่คุกคามเราอย่างไม่รู้ตัว เช่น ระบบทุนนิยมที่สุดขั้ว ในรูปแบบของธุรกิจข้ามชาติ หรือ ความมัวเมาในกิเลสของวัยรุ่นที่มีอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมเลวๆ ของตะวันตก ปัญญาชนทั้งหลายบางครั้งก็หลงไปกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ในปัจจุบัน สิ่งที่เรามักจะได้ยินจากเสียงส่วนมากของปัญญาชน ก็คือแนวความคิดทำนองว่า จะคิดมากทำไม, เกิดมาชาติหนึ่ง ต้องได้ทำอะไรตามใจอย่างเต็มที่ โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดตามมา พวกเขาจะปฏิเสธเรื่องเครียดๆ เรื่องจริงจัง เช่นพวกเรื่องสังคมหรือการเมือง เขาจะสนใจเรื่องราว สวยๆ งามๆ ละไมๆ ละมุนละม้อม ด้วยเหตุผลคือ "สร้างสรรค์", "แปลกใหม่", "แฟชั่น-ทันสมัย" ที่ว่ามาไม่ใช่ทั้งหมดหรอกครับ แต่ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น  แต่ยังมีปัญญาชนอีกกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นกลุ่มที่แสวงหาแนวทางใหม่ แต่ก็ยังรับกระแสหลักของสังคมได้ในบางส่วนที่เป็นส่วนดี พวกนี้ส่วนมากจะเป็น "นักกิจกรรม" ที่ทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ในสถานศึกษา
 สำหรับกลุ่มปัญญาชนที่ผมรู้จัก คือ ที่ชมรมค่ายฯ ส่วนมากจะออกแนวกลางๆไม่ดีไม่ชั่ว พูดอีกแบบคือ ไม่เอาอะไรสักอย่าง ประเภทไม่กล้าไร้สาระ แต่ก็หน่ายที่จะจริงจัง ผมมีโอกาสได้คุยกับรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ชมรมเดียวกัน ในคืนวันส่งท้ายปี 2544 เธอดูยังสับสนกับแนวทางการดำเนินชีวิต ที่ยังหาความลงตัวระหว่าง ความอยู่รอด กับ อุดมคติ ยังไม่ได้ เธอพยายามที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าต่อโลก ทั้งๆที่เธอยังไม่รู้ว่าคุณค่านั้นคืออะไร เธอมีความใฝ่ดี แต่สิ่งแวดล้อมดูจะเป็นอุปสรรค หรือเป็นม่านบางๆ บังความงามของชีวิต ที่เธอจะมองเห็นได้ ผมว่านี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของปัญญาชนในซีกโลกฝั่งนี้ ที่ถูกสังคมบีบให้ต้องจัดพื้นที่ตัวเองแปลกแยกออกจากกระแสหลักก็ได้แต่เป็นกำลังใจให้กันละครับ.....

อ. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล บอกไว้ว่า "มหาวิทยาลัยทุกวันนี้ กลายเป็นโรงเลี้ยงเด็กของชนชั้นกลาง เป็นลานวิ่งเล่นของเด็กที่ปวกเปียกในจิตวิญญาณ และไร้ความกล้าหาญในทุกมิติ และทั้งหมดนี้ เนื่องมาจากการประคบประหงมที่ล้นเกิน และการแยกตัวเองออกจากเพื่อนร่วมชาติที่เหลือ" แต่ยังไงๆ ปัญญาชนก็ยังเป็นอนาคตละครับ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมหวังแต่ให้ "ทัพหน้า" ของสังคมไทย เป็นปัญญาชนที่คุณภาพ มีคุณธรรม และทำเพื่อประชาชนจริงๆ ผมเองก็ถือว่าอยู่ในข่ายที่เรียกได้ว่าเป็นปัญญาชนคนหนึ่ง ผมก็คิดว่าผมทำในสิ่งที่ดีงาม และยังต้องเรียนรู้อีกมาก ยังยินดีรับความสั่งสอน คำแนะนำ คำด่าจากทุกคน ทุกรูปแบบครับ ขอแต่บ้านนี้เมืองนี้ เหลือที่ว่างให้คนหัวใจกบฎบ้างแค่นั้นเอง....

เครดิต : รัตติกาล

 

                ในความคิดของข้าพเจ้า ปัจจุบันจะเห็นการชุมนุมโดยการรวมพลังซึ่งเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของอาจารย์และนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เพื่อปลุกกระแสของนิสิตนักศึกษาทุกคนให้ตื่นตัวทางการเมือง ให้ลุกขึ้นมารับรู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับบ้านเมือง และรับผิดชอบสังคมต่อไป โดยเน้นอยากให้นิสิตนักศึกษาตื่นจากหลับใหล ตื่นขึ้นมาจากกระแสบริโภคนิยม บ้าดารา ให้ลุกขึ้นมาดูและรับรู้ว่า วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับประเทศชาติบ้าง  ซึ่งต้องยอมรับว่า นิสิตนักศึกษาในสมัยนี้ กำลังหมกมุ่นอยู่กับกระแสบริโภคนิยม และการบ้าคลั่งดารานักร้องจนน่าเป็นห่วง ใช้เวลาว่างไปทำในสิ่งที่ไร้สาระมากกว่าความมีสาระ โดยลืมนึกไปว่า จริงๆ แล้ว นิสิตนักศึกษา ควรมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรบ้าง เพราะตัวคือชนชั้นมันสมองของประเทศ ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญของชาติต่อไปในอนาคต  แม้การปลุกกระแสดังกล่าวอาจจะไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะทำให้นิสิตให้นิสิตนักศึกษาทุกคนหันมาฉุกคิดและลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อแสดงความรับผิดชอบของตัวต่อสังคมมากขึ้น  แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย