การสอนให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้จะต้องจัดบรรยากาศในห้องเรียนให้มีการรยั่วยุ การให้กำลังใจ และการให้การช่วยเหลือต่อนักเรียน

"เด็กๆ กลุ่มนี้ชอบถาม"
ขณะกำลังทำกิจกรรมในคาบเคมีนักเรียนชายคนหนึ่งถามครูนกว่า "ครูครับ เมื่อไรจะพูดหน้าเสาธงละครับ" เด็กๆทราบจากรองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารกิจการนักเรียนที่แจ้งนักเรียนในช่วงกิจกรรมหน้าเสาธงเกี่ยวกับครูที่จะทำหน้าที่อบรมในช่วงกิจกรรมหน้าเสาธงในภาคเรียนนี้จะมีครูนก และครูอีก ๒ ท่านมาทำหน้าที่แทนพี่ๆครูที่ได้เกษียณอายุราชการและรับผิดชอบหน้าที่นี้ ครูนกเลยตั้งคำถามย้อนกลับว่า"หากครูขึ้นไปพูด แล้วลูกๆ จะทำอะไร" เจ้าบอมบี้คนที่สอบถามตอบชัดเจนเสียงดัง "ผมจะไปมอบดอกไม้" ครูนกก็เลยเล่าบริบทต่างๆของการพูดของครูในช่วงกิจกรรมหน้าเสาธง พร้อมๆกับสอบถามนักเรียนว่า อยากให้ครูพูดเรื่องอะไร แนวไหน ประเด็นใดบอกครูได้เลย ยินดีจะจัดให้

"กลุ่มสาวๆ อารมณ์ดี(เป็นพิเศษ)"
สิ้นคำบอกเล่าและคำถามของครูนกเจ้ายิ้มสวยเลยแจ้งความประสงค์ว่า "อยากให้ครูร้องเพลงหน้าเสาธง" ครูนกรีบบอกว่า "ยินดี แต่เจ้ายิ้มสวยต้องเรียนเคมีภาคเรียนนี้ให้ได้เกรด ๔.๐๐" นักเรียนก็รีบต่อรองทันทีว่า "ขอ ๓.๕ ได้หรือเปล่า" ครูนกบอกว่า "เรื่องนี้อย่าต่อเลยนะขอ ๔.๐๐ เพื่อผลดีจะบังเกิดกับเจ้ายิ้มสวย" เจ้ายิ้มสวยปรึกษากับเพื่อนร่วมกลุ่มเป็นการใหญ่ ครูนกบอกว่า "ให้เวลาใคร่ครวญนะค่ะ แต่อย่านานนะเพราะครูต้องซ้อมเพลงก่อนจะร้องจริงๆ" เจ้ายิ้มสวยฟังแล้วไม่ยอมตอบยิ้มไปเนิ่นนาน
จากเรื่องที่เล่ามาครูนกมักจะใช้วิธีการเสริมแรงให้นักเรียนตั้งเป้าหมาย หรือเพิ่มความมุ่งมั่นในการเรียนด้วยวิธีการยั่วยุ กระตุ้น และเสริมแรง อย่างเจ้ายิ้มสวยธรรมชาติของเขาจะชอบการเรียนรู้อย่างสบายๆ ไม่เร่งรีบ หากตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนการเรียนรู้น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ ใครที่มีลักษณะกำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ไม่ชัด หน้าที่ของครูคือกระตุ้นและเสริมแรง ส่วนใครที่มีกิจกรรมมากมายในขณะเรียนเคมี (ชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ทำการบ้านวิชาอื่น เล่นเกมมือถือ ลอกการบ้านเพื่อน) ครูนกต้องกระตุ้นด้วยคำถามปลายเปิดและการเรียกชื่อบ่อยครั้ง จึงจะดึงดูดความสนใจของนักเรียนให้มีสมาธิและจดต่อกับกิจกรรมที่กำลังทำได้ถือว่า การกระตุ้น การยั่วยุและการเสริมแรงเป็นวิตามินบำรุงกำลังการเรียนรู้ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี
"กลุ่มสาวๆ อารมณ์ดี(เป็นพิเศษ)"