เราไม่ได้กลับบ้านทุกวันเพราะด้วยความสะดวกในการทำงาน จึงมักจะพักที่หอพักในโรงพยาบาล และอาศัยการติดต่อกับแม่ทางโทรศัพท์    

  แม้ว่าข้อความในการสนทนาแต่ละครั้ง อาจจะเป็นประโยคเดิม ๆ และไม่ได้คุยกันยืดยาวนัก แต่เราก็สามารถประเมินได้ว่า ตอนนี้แม่เป็นอย่างไร จากน้ำเสียง  เสียงหายใจ หรือ เสียงอื่น ๆ โดยรอบ   เมื่อวานเราอยู่เวร นึกขึ้นได้ตอนเกือบสามทุ่มละ ต้องโทรหาแม่ซักหน่อย  เราฟังเสียงรอสายอยู่นาน จนตัดเองไปหลายรอบ เอ๊ะ.. แปลกจัง แม่ไม่รับสาย จังหวะนั้นมีเคสมา เราเลยต้องไปทำหน้าที่ตัวเองก่อน พอว่างก็ดึกมากแล้ว แม่คงนอนละไม่กวนดีกว่า  แต่พอลงเวรเราก็เหนื่อยและง่วงมาก เลยไม่ได้โทรหาแม่อีก ... เรานอนเหมือนตายเลยนะ แบตหมดอ่ะ ฮู้.. ตื่นมาอีกทีก็เย็นมากแล้ว กว่าจะทำธุระตัวเองเสร็จ ต้องไปเยี่ยม ประเมินผู้ป่วยก่อนผ่าตัดวันพรุ่งนี้ เอ้า.. ไป  กลับมาถึงหอเกือบสามทุ่ม อ่ะ.. โทรหาแม่อีกดีกว่า   เอ๊ะทำไมแปลกจัง ทั้งเบอร์บ้าน และเบอร์มือถือ ไม่มีการรับสายเลย --- โทรหาเป็นสิบๆๆ ครั้ง -- เงียบ  เกิดอะไรขึ้นหรือป่าวนะ รู้สึกไม่ดีเลย  เราอยู่หอไม่ได้ละเลยขับรถกลับมาบ้าน เห็นแม่ง่วนอยู่กะการซ่อมบ้านเช่าอยู่  เราก็โล่งอก แต่ก็อดถามไม่ได้ว่า ทำไมไม่รับสายหล่ะ คำตอบที่ได้รับคือ -- ก็ยังไม่ว่างนี่  แล้วจะโทรมาอะไรนักหนา เอากะเค้าซิ... คนสูงอายุนี้เข้าใจยากจริงๆ  พึงระลึกไว้ว่า ข้อ1 ) ช้านเป็นแม่แก ช้านถูกเสมอ และข้อ2) ถ้าแกมีปัญหาก็กลับไปดูข้อ 1)   อย่างน้อยๆ เพื่อความสบายใจของเรานะที่กลับมาบ้าน วันนี้ ...  ง่วงละ นอนก่อนนะคะ.. แม่ เฮ้อ.. --