วันที่ ๑๙ ต.ค. ๕๕ เป็นวันมหาปิติวันหนึ่งในชีวิตของผม  เพราะได้เห็นโอกาสยกระดับ R2R ของศิริราชขึ้นไปสู่ new order (ภพภูมิใหม่)

          คุณหมอสมศักดิ์ กับผม ไปร่วมเสวนา (แบบ AAR) กับทีม CF (Cluster Facilitator) ของ R2R ศิริราช   เพราะทีมนี้ใช้ KM / AAR เก่ง  คือพูดกันแบบเปิดใจ และฟังกันอย่างตั้งใจแกมชื่นชม (appreciative inquiry) ทำให้ถ้อยคำของแต่ละคนมีพลังมาก  พูดในภาษาของลูกชาย (วิจักขณ์ พานิช) ก็บอกว่า ห้องประชุมวันนั้นเป็นมณฑลแห่งพลัง  เต็มไปด้วย energy  แม้ว่าบางเรื่องราวจากบางคนจะเจ็บปวด  เพราะโดนขัดขวางจากหัวหน้า 

          ที่จริงการประชุมวันนี้ โดยเร่งเร้าจากวิกฤตย่อยๆ ภายในศิริราชเอง  คือทีมแกนนำของศิริราช ที่ประกอบด้วยสามทหารเสือ  ทำงานสำเร็จดีมาก  ตัวบุคคลได้รับการยอมรับนับถือ ทั้งจากภายในศิริราช และจากภาคีทั่วประเทศ  (สาวๆ เขาบอกว่า อาจารย์เต้ยมีปัจจัยความสำเร็จหลายอย่าง  ที่สำคัญคือรูปหล่อ)  จึงได้รับตำแหน่งเพิ่มขึ้นและสูงขึ้น  มีความจำเป็นต้องพัฒนาทีมแกนนำเพิ่มเติมจากทีม CF

          ผมนั่งฟังอย่างตั้งใจตลอดเวลากว่า ๒ ชั่วโมง  และบอกที่ประชุมในการพูดเป็นคนสุดท้าย (เพราะอายุมากที่สุดในห้องประชุม) ว่า  วันนี้เราได้เรียนรู้คุณค่า และวิธีทำงานที่ถูกต้อง ของหน่วยงานแนวราบ (QD, KM, R2R, เป็นต้น)  ที่ทำหน้าที่ประสานและสนับสนุนหน่วยงานแนวดิ่ง ที่ทำหน้าที่หลักขององค์กร   และที่สำคัญ เราได้ฟังจากคนที่ทำงานต่างหน่วยมาพูดให้เราประจักษ์ ว่าการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานมีคุณค่าเพียงใด   และท่าทีที่เปิดกว้างของหน่วย R2R มีคุณค่าเพียงใด  นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมนั่งฟังอย่างมีความสุข

          จากบันทึกใน ไอแพ็ด ของผม  คุณเอื้อง แห่งหน่วยตรวจโรคจักษุ บอกว่า “ได้ทำสิ่งที่ตนไม่คิดว่าจะทำได้ทำวิจัยทุกวันมีคนโทรมาปรึกษาทุกวัน”หลายคนพูดว่า เมื่อไปปรึกษาทีม R2R รู้สึกว่าทีมงานอดทนฟัง แม้ว่าตนจะมีความรู้น้อย  และเมื่อคุยจบก็รู้สึกว่าตนได้รับเกียรติ  ได้แนวทางกลับไปทำงาน R2R หรือพัฒนางานของตนอย่างเป็นระบบ

           “พี่อ๋า” มาลี งามประเสริฐ (พยาบาลสูติฯ) นักวิจัย R2R ตั้งแต่ยังไม่มีหน่วย R2R  บอกว่า เมื่อได้รับเลื่อนฐานะจากนักวิจัย เป็น CF ก็ได้พยายามชักชวนหรือกระตุ้นให้คนทำวิจัย  จะมีคนในหน่วยส่งผลงานการพัฒนางานประกวดทุกปี  ก็ได้รับรางวัลบ้าง ไม่ได้บ้าง  แต่หน่วยงานได้รับรางวัลทุกปี  เพราะมีการดำเนินการพัฒนางานต่อเนื่อง

          คุณไก่ (ปราณี ทองใส) พยาบาลศัลย์ บอกว่า “ทุกวันศุกร์มีประชุมวิจัยกลุ่ม๕คนเริ่มจาก Survey Quality of Life ของผป.  ให้มาคุย ward ละ 1-2 ชม.  และติดตามต่อช่วงหลังตกลงไปบ้างเพราะกว่าจะเกิดเป็นโจทย์วิจัยต้องใช้เวลา”คำพูดนี้สะท้อนว่า บางหน่วยงานสามารถจัดเวลาภายในเวลางานตามปกติ  สำหรับเอื้ออำนวยงาน R2R ทีมแกนนำ R2R น่าจะเข้าไปทำความเข้าใจว่าสภาพเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  จะขยายไปสู่หน่วยงานอื่นได้อย่างไร 

          หลังจบการประชุม ผมบอก อ. อัครินทร์ว่า ขั้นตอนต่อไปคือเอาเรื่อง “การจัดการและการพัฒนา CF” เป็นประเด็นหารือในการประชุม core team คราวหน้า  เพื่อวางระบบการทำงานอย่างเป็นทางการของ CF  โดยที่หัวหน้างานเห็นชอบว่าแบ่งเวลาทำงานตามปกติมาทำงาน CF กี่เปอร์เซ็นต์ของเวลา  และเวลาเหล่านั้นใช้ทำอะไรบ้าง  เพื่อให้ชัดเจนว่า ที่จริงแล้วเป็นการทำงานที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อหน่วยงานนั่นเอง (เพื่อสร้างผลงานของหน่วยงานในมิติที่สูงขึ้น)  ไม่ใช่ไปทำงานอื่น

          ระบบการจัดการการทำงานของ CF จะมีรายละเอียดมาก  ต้องมียุทธศาสตร์   ซึ่งผมจะนำมาเล่าหลังจากได้หารือกันแล้ว  ที่สำคัญคือ จะมีการกำหนด JD ของ CF ไว้อย่างชัดเจน (แต่ยืดหยุ่น)  มีการประเมินการทำงานและผลงานส่งให้หัวหน้า (หน่วยงานแนวดิ่ง) ทราบ  รวมทั้งให้หัวหน้าได้ประเมินด้วย

          ผมแนะว่า หลังจาก core team คิดชัดเจนแล้ว  ให้นำร่างระบบไปหารือที่ประชุม CF เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม  ให้เป็นระบบที่ กลุ่ม CF เป็นเจ้าของ ร่วมกับหัวหน้างานของตน 

          ตกค่ำ ผมไปงานสวดอภิธรรมศพคุณแม่ของหนึ่งทหารเสือ (รศ. นพ. เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ)  พบ ศ. พญ. ดวงมณี เลาหประสิทธิพร  รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ ของศิริราช  จึงได้เรียนความเห็นเรื่องนี้โดยคุณหมอสมศักดิ์ร่วมในการพูดคุยด้วย   และเห็นพ้องกัน ว่าจะดำเนินยุทธศาสตร์แนวนี้

          ผมตีความว่า R2R ศิริราช กำลังก้าวสู่ภพภูมิใหม่ .... ยุคบูรณาการเข้ากับการทำงานเป็นเนื้อเดียวกันกับงานประจำ  ให้หน่วยงานประจำมีกลไกการทำงาน ที่ใช้ R2R (และ QD, KM, etc) เป็นเครื่องมือพัฒนางาน  อยู่ภายในหน่วยงานของตน

          R2R เป็นเครื่องมือของหน่วยงานประจำ  ไม่ใช่ของหน่วย R2R



วิจารณ์ พานิช

๒๐ ต.ค. ๕๕