ตัดมาจาก วนิดา ขำเขียว. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ : พรานนกการพิมพ์, 2543. ใน [http://hu.swu.ac.th/ph/religion.htm]-Department of Philosophy and Religion, Srinakarintarawirote University.

ศาสนามาจากภาษาสันสกฤตว่าศาสนมและภาษาบาลีสาสนแปลว่าคำสั่งสอนและข้อบังคับซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่ารีลีเจียน ” (religion) ซึ่งคำนี้มาจากภาษาละตินว่าเรลีจีโอ ” ( religio ) แปลว่าความกลัวหรือความยำเกรงในอำนาจพระเจ้าความหมายแบบนี้รวมถึงความศรัทธา ตลอดจนการทำกิจกรรมต่อพระเจ้าโดยผ่านคำสอนที่เป็นระบบทางศีลธรรม

ดังนั้นความหมายของศาสนมและสาสนจึงต่างจากรีลีเจียน ” ( religion ) โดยคำว่าศาสนมและสาสนมิได้มุ่งหมายเฉพาะคำสอนของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติแต่หมายถึงคำสอนของผู้ก่อตั้งศาสนาที่จะยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติได้พ้นจากความทุกข์ส่วนรีลีเจียน ” ( religion ) มีความหมายค่อนข้างโน้มนำไปในเรื่องอำนาจของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติอันได้แก่ พระเจ้า

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน. 2525 : 770) ได้อธิบายว่า  ศาสนา คือลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์ อันมีหลักคือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้นอันเป็นไปในฝ่าย ปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญและบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อถืออันนั้นศาสนาเกิดขึ้นได้อย่างไร ? จากทฤษฎีต่าง ๆที่ฮอพฟ์ได้ทำการสรุปไว้ 5 ทฤษฎี ดังนี้1. เกิดจากความเชื่อเรื่องวิญญาณเป็นความเชื่อในลัทธิวิญญาณนิยมซึ่งมีความเชื่อว่ามนุษย์ดั้งเดิมในยุคแรก ๆนั้น มีความสับสนในการแยกความแตกต่างระหว่างความจริงกับความฝันเมื่อพวกเขาฝันเห็นเกี่ยวกับความตายหรือฝันเห็นวิญญาณจึงทำให้เกิดเป็นความเชื่อในเรื่องจิตหรือวิญญาณและคิดว่าสิ่งที่เห็นในฝันนั้นมีอยู่จริงๆกลุ่มนี้ยังมีความเชื่อต่อไปอีกว่าวิญญาณเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีอยู่ในมนุษย์เท่านั้นแต่ยังแฝงอยู่ในธรรมชาติด้วยเช่น ก้อนหิน ต้นไม้ สัตว์ อากาศ แม่น้ำ ลำธาร ภูเขาไฟและภูเขา เป็นต้น วิญญาณเหล่านี้ในภาษาละตินเรียกว่า อนิมา ” ( Anima ) ซึ่งวิญญาณนี้หากมนุษย์ทำอะไรที่ไม่ถูกต้องอาจจะทำให้วิญญาณนี้ไม่พอใจและลงโทษมนุษย์ได้ดังนั้นมนุษย์จึงต้องทำพิธีสวดอ้อนวอนเพื่อขอความกรุณานอกจากนี้ยังมีอีกความเชื่อหนึ่งในหมู่เกาะเมลานีเชียน (Melanesians ) ที่เรียกอำนาจนี้ว่ามานา ” ( Mana ) วิญญาณแบบมานานี้เป็นวิญญาณแบบอบุคคล เป็นอำนาจที่แฝงอยู่ในธรรมชาติต่างจากอนิมาที่เป็นอำนาจลึกลับแบบบุคคลอำนาจแบบมานาไม่ต้องเซ่นไหว้หรือสวดอ้อนวอนเอาใจแบบอนิมาเพียงแต่หลีกเลี่ยงการกระทำบางอย่างซึ่งอาจให้โทษ การหลีกเลี่ยงไม่กระทำนี้เรียกว่าตาบู ” ( Taboo )เช่นการไม่รับประทานเนื้อสัตว์หรือพืชบางชนิด การไม่แต่งงานในสายเลือดเดียวกันการไม่ปลูกต้นไม้บางชนิดในบ้าน เป็นต้น2. เกิดจากการนับถือธรรมชาติสืบเนื่องมาจากความช่างสังเกตของมนุษย์ที่เห็นความสม่ำเสมอของธรรมชาติก่อให้เกิดฤดูกาลต่างๆ การเกิดกระแสน้ำขึ้นน้ำลง การเกิดพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ลง พระจันทร์ขึ้นพระจันทร์ลงปรากฏการณ์ทั้งหลายที่กล่าวมานี้เป็นผลมาจากอำนาจลึกลับที่มนุษย์ไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้แต่มันก็มีอยู่ในธรรมชาติมนุษย์ในสมัยนั้นจึงผูกเรื่องขึ้นมากลายเป็นตำนานและเล่าต่อ ๆ กันมา เช่นตำนานเทพเจ้ากรีก โรมัน เทพเจ้าอินเดีย เป็นต้น 3.เกิดจากความเชื่อในลัทธิเอกเทวนิยมเป็นทฤษฎีที่เสนอโดย คุณพ่อวิลเฮล์มชมิตต์( Father Wilhelm Schmidt ) ซึ่งเป็นบาทหลวงนิกายซูอิต ท่านเชื่อว่า บ่อเกิดของศาสนามาจากความเชื่อที่ว่ามีพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่อยู่องค์หนึ่ง เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งขึ้นมาเป็นบิดาของเทพเจ้าทั้งหลายเมื่อพระองค์สร้างโลกแล้วก็ทรงปล่อยโลกให้เป็นไปตามวิถีทางของมันโดยพระองค์ติดต่อกับโลกนี้น้อยมาก แต่เชื่อว่าสักวันหนึ่งพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกแนวคิดนี้จึงทำให้เกิดแนวคิดแบบเอกเทวนิยม ( Monotheism ) 4. เกิดจากความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์เป็นทฤษฎีที่เสนอโดย เซอร์ เจมส์จอร์ช เฟรเซอร์( Sir James George Frazer ) ท่านเสนอไว้ว่า มนุษย์ได้พัฒนาเกี่ยวกับความคิดในเรื่องศาสนามีทั้งหมด 3 ระยะ ดังนี้ระยะที่ 1 มนุษย์พยายามจะเอาชนะธรรมชาติโดยใช้ไสยศาสตร์เวทย์มนต์ พ่อมด หมอผี เป็นต้น โดยจะใช้วิธีการเซ่นสรวงบูชา การเต้นรำขับร้องและการทำนาย ทั้งหมดนี้เกิดจากพื้นฐานที่ว่ามนุษย์พยายามที่จะควบคุมธรรมชาติระยะที่ 2 เป็นระยะที่มนุษย์มีศาสนาจึงเกิดพวกนักบวชขึ้นมาใช้วิธีการสวดมนต์ อ้อนวอน และทำพิธีกรรมต่าง ๆเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือเกิดความพอใจระยะที่ 3 เป็นระยะเวลาที่เกิดความเจริญในทางวิทยาศาสตร์การอธิบายสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยหลักของเหตุผลจึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เช่นถ้าชาวนาต้องการฝนเขาไม่ต้องทำพิธีแห่นางแมวเขาแค่ต้องไปหานักวิทยาศาสตร์ที่รับผิดชอบในการทำฝนเทียมที่จะมีวิธีที่จะทำให้เกิดฝนขึ้นโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุและผลและเป็นรูปธรรมสามารถมองเห็นได้5. เกิดจากความปรารถนาอันรุนแรงที่จะสร้างพระเจ้าขึ้นมาฟอยเออบัค( Ludwig Feuerbach ) ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงมากในศตวรรษที่ 19 มีความเชื่อว่า พระเจ้าไม่มีอยู่จริงและความเชื่อในเรื่องพระเจ้าก็เป็นเพียงความปรารถนาอันรุนแรงของมนุษย์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อจะแก้ปัญหาความยุ่งยากในชีวิตของเขาต่อมาศิษย์ของฟอยเออบัค 2 คน คือ มาร์กซ์ ( Karl Marx ) และ ฟรอยด์ ( Sigmund Freud ) เป็นผู้บุกเบิกความคิดในการปฏิเสธความมีอยู่ของพระเจ้า มาร์กซ์ กล่าวว่าศาสนาคือยาเสพติด(ฝิ่น-opium) ” เพราะเห็นว่าศาสนาเป็นเพียงกระบวนพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ในระหว่างชนชั้นศาสนาเกิดจากคนกลุ่มหนึ่งได้สร้างกลไกขึ้นมาเพื่อควบคุมมวลชนไม่ให้เกิดความคิดในการต่อต้านหรือปฏิวัติคนกลุ่มนั้น ได้แก่ นักปกครองและนักบวชผู้ซึ่งพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษความมั่งคั่งและอำนาจในหมู่ตนให้นานที่สุดดังนั้น พวกเขาจึงสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า สวรรค์และนรกสำหรับคนยากจนซึ่งเป็นชนชั้นส่วนใหญ่ให้ยอมรับในชีวิตที่ตนกำลังเผชิญอยู่เพื่อความสุขนิรันดรในสวรรค์คำสอนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรไปจากฝิ่นที่มีฤทธิ์ทำให้ผู้เสพหลงมัวเมาคลั่งไคล้ (อนึ่งถ้าไม่มีอคติฝิ่นจะช่วยผ่อนคลายจากความล้าด้วย)ฟรอยด์เป็นนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง เขามีความคิดเห็นว่าศาสนาเกิดมาจากความรู้สึกผิดในจิตของแต่ละคนความรู้สึกผิดนี้สืบเนื่องมาจากความเกลียดชังพ่อที่มีมาตั้งแต่เด็กและฝังรากลึกในจิตไร้สำนึกของลูกชายทำให้พวกเขาพยายามชดเชยความรู้สึกโดยจินตนาการถึงพ่อที่มีความยิ่งใหญ่พิเศษและเรียกว่า พระเจ้า ดังนั้น มนุษย์ที่สมบูรณ์ในแบบความคิดของฟรอยด์ ก็คือคนที่สามารถยืนหยัดต่อสู้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเองโดยไม่อาศัยศาสนาและพระเจ้าแม้ว่าการเกิดขึ้นของศาสนาจะมีทัศนะต่างๆ แตกต่างกันออกไป แต่ก็อาจสรุปได้ว่า ศาสนาเป็นความเชื่อถือของมนุษย์ในกลุ่ม ๆหนึ่งเมื่อเชื่อแล้วจะต้องมีการปฏิบัติให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันเพื่อความพ้นทุกข์ทางกายและใจความเชื่อถือของมนุษย์ในด้านศาสนามีอะไรบ้าง ? ความเชื่อถือของมนุษย์ในด้านศาสนามี 2 ประเภท คือ1. ความเชื่อถือในอำนาจอันสูงสุดของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ความเชื่อแบบนี้ก่อให้เกิดเป็นลัทธิเทวนิยม ( Theism )ซึ่งยอมรับในอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าว่าเป็นผู้สร้างสรรค์และทำลายโลกอำนาจของพระองค์จึงแผ่คลุมอยู่ไปทั่ว พระองค์ทรงสรรเดชะ ทรงรู้ทุกสิ่งจึงไม่มีความรู้ใดปิดบังอำพรางพระองค์ได้ ทรงสถิตอยู่ในทุก ๆ แห่งความเชื่อเช่นนี้ได้แก่ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาซิกข์ เป็นต้น2. ความเชื่อถือในหลักธรรมและกฎศีลธรรมต่าง ๆ และจริยธรรมทั่ว ๆไปแต่ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดและไม่เชื่อว่าโลกจะเกิดจากพระผู้สร้างนี้เพราะเชื่อว่าโลกเกิดจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ ศาสนาในกลุ่มนี้จึงเรียกว่า อเทวนิยม ( Atheism ) มีแนวความคิดอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลมากกว่าความเชื่อศรัทธา ได้แก่ ศาสนาพุทธศาสนาเชน คำสอนของเหลาจื้อและคำสอนของขงจื้อ เป็นต้นองค์ประกอบของศาสนามีอะไรบ้าง ? ศาสนาจะเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ได้จะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ถ้าขาดข้อหนึ่งไปก็ให้จัดเป็นลัทธิหรือปรัชญาองค์ประกอบของศาสนามีดังต่อไปนี้1.ศาสดาคือ ผู้ประกาศคำสอนหรือผู้ก่อตั้งศาสนาซึ่งมีตัวตนสามารถสืบค้นประวัติความเป็นมาได้อย่างมีหลักฐาน 2. คำสอนคือ แนวทางในการปฏิบัติทางศาสนา ซึ่งศาสดาเป็นผู้บอกหนทางแห่งการปฏิบัตินั้นๆต่อมาได้มีการรวบรวมกันเป็นคัมภีร์เพื่อเป็นหลักปฏิบัติแทนองค์ศาสดา 3. ผู้ทำพิธีกรรมได้แก่นักบวชซึ่งดำเนินตามแนวทางของศาสนาที่ได้สั่งสอนไว้และเป็นผู้ที่สืบทอดคำสอนรวมทั้งประกาศคำสอนของศาสดานอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆทางศาสนา 4. สถานที่ทำพิธีกรรมคือ สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของศาสนิกชนในศาสนานั้น ๆ 5. ศาสนิกชนหรือผู้นับถือศาสนานั้น ๆ ซึ่งต่างจากผู้ทำพิธีกรรมเพราะไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแต่ต้องปฏิบัติตามหลักคำสอนพื้นฐานที่ได้กำหนดไว้ในบทบัญญัติของศาสนารวมทั้งเป็นผู้ให้การสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆเพื่อให้ศาสนาของตนสามารถดำรงอยู่ได้แต่ศาสนิกชนเหล่านี้ ก็สามารถที่จะเปลี่ยนมาเป็นผู้ทำพิธีกรรมหรือนักบวชได้ถ้ามีความพร้อมตามข้อกำหนดในศาสนานอกจากองค์ประกอบทั้ง 5 นี้แล้วผู้รู้บางท่านยังกำหนดให้เครื่องหมายทางศาสนาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบเป็นสัญลักษณ์ที่กำหนดความเป็นพวกเดียวกันเช่น ศาสนาพุทธ มีพระธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ศาสนาคริสต์มีไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ศาสนาอิสลาม มีพระจันทร์เสี้ยวและดาวเป็นสัญลักษณ์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามเครื่องหมายทางศาสนายังไม่ใช่สิ่งสูงสุดหรือสิ่งสำคัญที่ศาสนาทุกศาสนาจะต้องมีบางศาสนาอาจไม่มีเลยก็ได้ เช่น ศาสนาเชนและศาสนาดั้งเดิมของเผ่าต่าง