งานหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นประโยชน์และทำเรื่อยมาตลอด ๒ ปี ที่เป็นสื่ออาสา ให้กับมูลนิธิฯ คือ งานจัดตั้งมวลชน หรือสื่อสารมวลชน ซึ่งแต่เดิมเป็นสิบปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีรวบรวมอย่างจริงจัง เป็นเพียง connection ส่วนตัว และมักจะหลุดหายไปง่ายๆ ตามคน ตามเวลา แม้จะมีชื่อที่อยู่และเบอร์ติดต่อที่ต้องลงทะเบียนไว้ทุกรุ่น แต่ก็ยากเหลือเกินที่จะได้ใช้ ซึ่งเป็นเรื่องปรกติที่น่าเสียดาย...

คำถามคือ จะจัดตั้งอย่างไร และจัดตั้งใคร? คำตอบคือ ใช้เฟสบุ๊คเป็นเครื่องมือ และทำกับใครก็ได้ที่รู้จักมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เป็นศิษย์ เป็นเพื่อน เป็นเพื่อนของเพื่อน เป็นเพื่อนของศิษย์ ต่อไปเรื่อยๆ ฯลฯ ซึ่งการที่เลือกจะใช้เฟสบุ๊คก็มีเหตุผลชัดเจน เพราะ ๑) เป็นกระแสหลักในสังคมโลก ที่จะไปทางนี้แน่นอน และ ๒) คือ มันสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยการดูแลจัดการน้อยมาก และไม่เสียค่าใช้จ่าย 

เริ่มอย่างไร? ก็เริ่มจากชวนพรรคพวกคนรู้จัก มากด Like ธรรมดาๆนี่แหละ บอกแกมบังคับกันมาก่อน... แล้วก็ดูหน่วยก้าน คนที่พอมีความรู้ความคิด ที่จะนำข้อมูลใดๆที่จะกระจายออกไป มาเป็นพรรคพวก แล้วแต่งตั้งให้เป็น admin ซะเลย... เช่น เริ่มแรกก่อตั้งก็ใช้พวกสื่ออาสาด้วยกันเอง เรียกว่าพวกนี้เป็นช่างเทคนิค คือ รู้หลักการ วิธีการ ทำอย่างไร โพสต์อย่างไร... ต่อมาก็จัดตั้งกลุ่มที่เป็นครู อาจารย์ หรืออาสาเจ้าหน้าที่ ผมเริ่มที่ อ.ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิ) ซึ่งเป็นผู้ใหญ่เป็นการให้เกิยรติท่านอย่างสูง และเป็นการบอกเปนนัยๆว่าเราทำอะไรกัน แล้วก็มี อ.เข้ม (อ.ไตรภพ โคตรวงษา สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ม.ราชภัฎราชนครินทร์) พี่นุ้ย (เอื้องพร ลอยประดิษฐ์ บก.วารสารจุดเปลี่ยน) น้องมด ที่อยู่ประจำศูนย์ฯมาบเอื้อง เป็นต้น

งานนี้เราเลือกตั้งเพจขึ้นมาทีเดียว ๒ แห่ง แบ่งตามอะไร? คือ แบ่งตามกลุ่มมวลชน ที่เราจะเกาะเกี่ยวเค้ามาเป็นหลักๆ คือ

๑. เพจ "มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ" จะเน้นงานขับเคลื่อนของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ จะกระจายออกไปกว้างๆ เช่น งานรณรงค์ ตีปี๊บ ทฤษฎีความรู้ต่างๆ โมเล งานเขียนต่างๆของ อ.ยักษ์ เพราะอาจารย์มีลูกศิษย์เยอะ เป็นแสนๆ หลายแสนคน (แต่ส่วนใหญ่อาจจะเป็นชาวไร่ชาวนา ก็เข้าไม่ถึงอีก แต่ก็ดีที่สุดที่เรามี แต่จริงๆเป้าหมายเราคือ คนใหม่ๆ สดๆ) ก็จะเน้นมาลงที่เพจนี้ เป้าหมายคือ ใครก็ได้ที่สนใจเรื่องกสิกรรม หรือเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องธรรมชาติ เรื่องต่อต้านการใช้เคมี พิษภัยของเคมี ที่เค้าไม่จำเป็นต้องรู้จัก อ.ยักษ์มาก่อน หรือรู้จักเครือข่ายเรามาก่อนก็ได้ เพียงแต่มีความสนใจ อันนี้จะเก็บคนลักษณะนี้ คือ เน้นกว้าง เรียกว่า Global (มวลชนประมาณ ๗๐% ปัจจุบันประมาณ 6500 like)

๒ เพจ "มหาลัยคอกหมู (ศุนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง)" จะเน้นสื่อสารกับลูกศิษย์ อ.ยักษ์ เป็นคนที่เคยมาอบรมที่มาบเอื้อง คนที่คุ้นเคย เป็นเครือข่าย รู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว เป็นต้น ก็จะเป็นพวกบรรยากาศในการอบรม ภาพคน ภาพกิจกรรม ภาพของคนในนี้ว่าไปทำอะไรมาแล้ว รวมทั้งรายละเอียดของคอร์สที่จะฝึกอบรม เพราะที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง งานหลักของเราคือ ให้ความรู้ ฉายสื่อ บรรยาย ฝึกอบรม ลงฐานงาน ปฏิบัติกสิกรรม พวกนี้เป็นต้น ก็จะได้คนอีกกลุ่มที่เป็นลูกศิษย์ จะแคบแต่ลึกกว่า ก็จะนึกออกเลย เวลาเราถ่ายรูปบรรยากาศไปลง ว่า ตรงนี้เป็นอาคารอบรม เรือนนอน บึงใหญ่ ต้นฉำฉา อะไรพวกนี้ คือ เน้นแคบ เฉพาะเจาะจง เรียกว่า Local (มวลชนประมาณ ๓๐% ปัจจุบันประมาณ 2000 like)

งานพวกนี้เป็นความเชี่ยวชาญพิเศษที่ข้าพเจ้าเคยทำมาก่อน จากการทำเวบไดอารี่ออนไลน์ (สตอรี่ไทยดอทคอม) คือ รู้สึกว่าหากจะทำอะไร กิจกรรมต่างๆ แล้วเรามีช่องทางในการ pr ได้เอง พึ่งตนเองอย่างพอเพียง ก็มองเห็นว่า การสร้างเพจในเฟสบุ๊คนี้ น่าจะใช้ได้ โดยไม่ได้คิดว่า สุดท้ายแล้วจะเป็น ช่องสำคัญ ที่ช่วยขับเคลื่อนงานได้เร็วและแรงขึ้น

...หลังจากที่ได้ประกาศโปรเจคเรื่อง "ชุมชนใหม่มาบเอื้อง" ออกไปก็ได้กระแสตอบรับดีมาก มันเหมือนตรงใจเค้า คือ จริงๆมันเป็นเรื่องที่ตรงใจเราก่อน เราอยากจะทำอย่างนี้ อยากจะเป็นชุมชนที่เป็นพี่เป็นน้องกัน ช่วยเหลือกันมากหน่อย แล้วสามารถจะฝากผีฝากไข้กันได้ มีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน ทีนี้พอความคิดนี้ออกไป แล้วมีเสียงตอบรับกลับมามาก นี่มันทำให้ทำงานง่ายขึ้นมาก คือให้กำลังใจ... เรื่องกำลังใจนี่สำคัญ

...จริงๆตอน pr ออกไปนี่เราใช้รูปเป็นกระท่อมในสวนเราเอง แล้วก็อีกรูปเป็นท้องนาเขียวๆ (คนส่วนใหญ่คลิกเข้ามาอ่านเพราะเห็นรูป เรียกว่าสื่อสารใหญ่ๆผ่านรูปก่อน) เขียนประมาณว่า นี่นะเราจะสร้างชุมชนที่พึ่งตนเองได้ เพราะเราได้ประสบการณ์มาแล้วจากตอนน้ำท่วมว่า ถ้าไม่พึ่งตนเอง ถึงเวลามีภัยพิบัติไม่มีใครช่วยเราได้ดีเท่าตัวเราเอง มีเงินมาก แต่ไม่มีของให้ซื้อก็เปล่าประโยชน์ คือ มันมีประสบการณ์ร่วมกันมาโดยส่วนมาก เพราะน้ำท่วมนี่มันกระทบหมด ทั้งการกิน การอยู่ อาชีพการงาน การเรียนนี่เสียไปหมด ประสบการณ์ตรง มันทำให้คนเค้าอิน เต้าเข้าใจ ทั้งๆที่ปรกติประเทศไทยมันไม่ค่อยมีภัยอะไรจะไปกระทบ กทม.ได้ เป็นไข่แดง สุพรรณ สิงบุรี ชัยนาถ อ่างทอง ท่วมได้ แต่ห้ามท่าม กรุงเทพเด็ดขาด แต่ไม่ใช่อีกแล้ว... คน กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ พวกนี้กันเยอะ

นี่ตรงนี้คือในวิกฤติมีโอกาสอยู่ด้วย ไม่งั้นทำยาก จะเหนื่อยกว่านี้... 

ทีนี้เวลาจะนัดคนมาคุยเยอะๆ หลายๆ คนแล้วเราไม่รู้จักกันมาก่อน มันมีสิทธิจะไปเจอคนได้หลากหลายถูกไหม แต่ละคนก็มีชุดความคิดที่แตกต่างกันออกไป มีความอยากได้ มีภาพในใจกันมาทุกคน จะตรงกันหรือไม่ตรงก็ไม่รู้ ดังนั้น Meeting แรกไม่ง่าย... เราก็ประเมินกับอจย.ว่า งานแรกนี่ต้องให้อาจารย์ออกนำก่อน และต้องอยู่กะเราตลอดให้กุมประเด็น กุมใจคนให้ได้ก่อน ตรงนี้ถือว่าสำคัญ... ถ้ามือไม่ถึง ไม่เก๋าจริง ไม่เคยฝึกมาก่อน ก็ยาก คือ ทุกคนก็จะเสนอความคิดๆ เป็นสิบๆเรื่องออกมาในครั้งเดียว คือ "ต้องเปิดโอกาสให้เค้าพูดกัน" แล้วเราก็เป็นผู้ฟังที่ดี ฟังด้วย Note ไปด้วย ถ้าตรงกันมากๆก็ใส่คะแนนซะเลย

กับทั้งต้องพยายามจัดลำดับความสำคัญ อันไหนเป็นประเด็นร่วม ก็กรุ๊ปไว้ อันไหนเป็นรายละเอียดก็แยกไป พักไว้อีกจุด แล้วดูจุดใหญ่ๆว่า เค้ามานี่ต้องการอะไร อย่างของชุมชนใหม่นี้ ก็จะเป็นเรื่อง... การพึ่งตนเอง... เรื่องรองรับภัยพิบัติ... เรื่องอยากทำการเกษตรแต่มือใหม่แรงน้อย... เรื่องหาที่อยู่นอกกรุงเทพ... เรื่องอยากมีเพื่อนอยากได้ความรู้ พวกนี้เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องพวกนี้ ก็พยายามกรุ๊ปแล้วสรุปคอนเสปให้ได้

โดยสรุป concept คือ "ชุมชนพอเพียงพึ่งตนเองได้ แม้ยามเกิดภัยพิบัติ" ผมก็ใส่เรื่องการศึกษาทางเลือกเข้าใจ ก็ถูกใจพ่อแม่มือใหม่ที่ลูกเล็กๆ อาจารย์ยักษ์ ก็ใส่เรื่องสาธารณะโภคีเข้าใป เป็นต้น

โดยสิ่งสำคัญที่อาจารย์เน้นย้ำอยู่ตลอด ว่านี่คือหัวใจของการอยู่เป็นสังคม เป็นหมู่กลุ่ม "จะต้องมีสิ่งร้อยรัดด้วยกัน เรียกว่า โซ ๓ เส้น" ซึ่งคืออะไรบ้าง จะอธิบายตอนต่อไป...