เมื่อสองสัปดาห์ก่อนมีลูกศิษย์คนหนึ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตา
เห็นแล้วก็เดาประเด็นปัญหาได้สองสามประเด็นว่าร้องไห้เพราะอะไร
แต่หลังจากทราบว่าร้องไห้มาหลายวันแล้ว
ก็เลยตัดเหลือแค่ประเด็นเดียว คือ เรื่องความรัก เพราะหากร้องไห้เพราะญาติเสีย ไม่ถึงวันก็คงหยุดร้อง
เพราะจะมีคนอื่นๆ มาร่วมร้องด้วย ก็ช่วยๆ กันไป
กระเป๋าสตังค์หาย ก็คงคิดได้เองว่า
"เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายเมื่อไหร่ก็หาได้"
หรือจะว่าควายหายก็คงไม่ใช่
เพราะเด็กสมัยนี้คงไม่มีควายไว้ในครอบครอง
ตกลงก็เดาเอาว่า
คงเป็นเพราะความรักนั่นแหล่ะ
หลังจากฟังเรื่องเล่าจากเขาแล้ว ก็รู้ว่าใช่เลย ใช่จริงๆ ด้วย
ก็เลยสอนใจให้เขาได้คิดว่า
นี่แหล่ะธรรมชาติของความรัก
หากเป็นรักประเภทชายเดี่ยวหญิงเดี่ยว ความคาดหวังของแต่ละฝ่ายจะถูกตั้งไว้สูง พอๆ
กับกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้าประมาณ ๖๐๐ % ผู้นำเข้าต้องร้องจ๊าก ต่อมาผู้ซื้อก็ร้องจ๊ากๆ ตาม
ทีนี้เมื่อตั้งความหวังไว้สูง
อัตราเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน
ความรักเป็นสังขารอย่างหนึ่งที่หาความแน่นอนชัดเจนตายตัวไม่ได้
มันเป็นคล้ายดั่งหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มีขึ้นมีลง บางครั้งถึงขั้นดิ่งเหวก็มี
บางวันดัชนีอยู่ในแดนลบ บางวันอยู่ในแดนบวก
รักประเภทชายเดี่ยวหญิงเดี่ยวจึงต้องเสี่ยงด้วยประการฉะนี้
แต่ถ้าเป็นความรักแบบประเภทเป็นทีมเป็นหมู่เป็นคณะ
หรือรักทุกๆ คน รักนั้นจะไม่มีวันล้ม จะยืนหยัดได้ตลอดไป เพราะจะมีอีกหลายๆ
รักจากหลายๆ คนช่วยค้ำจุนประกันเอาไว้ แต่ถ้าเป็นแบบเดี่ยวๆ ล้มแล้วล้มเลย
จงตระหนักรู้สัจจธรรมของความรัก
แล้วมีสติประคองตนให้ปลอดภัย ชีวิตก็จะยืนหยัดได้ต่อไป
ในที่สุดก็ให้ลูกศิษย์คนนั้นท่องบทกลอนเก่าแก่ที่เคยจำสมัยวัยเยาว์ว่า
“รักเขาข้างเดียวเหมือนเกลียวเชือก เขารักเราเผื่อเลือกหารู้ไม่
เขาไม่รักเราแล้วก็แล้วไป เรารักเขาต่อไปก็แล้วกัน”
รักในวรรคสุดท้าย
เป็นความรักประเภทรักเพื่อน รักหมูหมากาไก่ รักไส้เดือน กิ้งกือ รักสิ่งแวดล้อม
รักหมีควายพอๆ กับรักหมีแพนด้าอะไรประมาณนั้น
เป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไขซ่อนเงื่อนอะไรนัก จึงเป็นรักที่ปลอดภัย
ปลอดสารพิษโดยประการทั้งปวง
ผู้เขียนย้ำให้เขาตระหนักว่า "ถ้าไม่ใช่ ยังไงมันก็ไม่ใช่ ไม่บ่อยครั้งนักที่พระรองจะได้แต่งงานกับนางเอกในตอนจบของเรื่อง ไม่งั้นผู้สร้างหนังโดนด่าตายเลย เราคนหนึ่งล่ะไม่ยอม”
เขาตั้งใจฟังเทศนานอกธรรมาสน์ของผู้เขียนด้วยความนิ่งสงบ
และมันยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่า ฟังแล้วเขาได้ผลเป็นอย่างไร บรรลุธรรมถึงขั้นได้โสดาบัน หรือว่า
แค่ค้างอยู่ตรงตีนบันได ก็ยากที่จะประเมิน
เอาเป็นว่าในส่วนของเรา
เราได้ทำหน้าที่เป็นพระอาทิตย์ในการสาดส่องแสงแล้ว ได้เป็นฟ้าที่หลั่งฝนให้ชุ่มฉ่ำแล้ว
เขาจะรับแสงสุริยา
หรือหลบหน้าสายฝน
ก็คงไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว
ขอให้โชคดีในการเห็นสัจจธรรมแห่งความรักนะหนุ่มนะ

ประสบการณ์จะสอนน้องคนนั้นได้ว่า การปล่อยให้คนที่เรารักจากไปนั้นทำได้ยาก แต่เชื่อเถอะว่าการที่เราต้องทนอยู่กับคนที่ไม่รักเราแล้วนั้นยากยิ่งกว่า และการอยู่คนเดียวนั้นเหงาก็จริงอยู่ แต่การถูกห้อมล้อมด้วยคนที่คิดต่างกับเรานั้นเหงายิ่งกว่า
เป็นกำลังให้น้องเขามองเห็นความสุขรอบตัวในปัจจุบันขณะค่ะ
กราบ นมัสการ พระคุณเจ้า ชอบวรรคนี้ครับ หรือจะว่าควายหายก็คงไม่ใช่ เพราะเด็กสมัยนี้คงไม่มีควายไว้ในครอบครอง เหมือนมั นัยยะ อะไรสักอย่าง..
เจริญพร ดร.ปริม
น่าเสียดายบรรดาผู้คนที่เอาชีวิตไปสังเวยให้กับความรักเมื่อยามอกหัก แท้ที่จริงอาการป่วยไข้อันเกิดจากความผิดหวังในเรื่องความรักนั้น มันเป็นเหมือนความเจ็บไข้ที่เรื้อรังหายยากมาก แต่มียาขนานหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาได้คือ กาลเวลาและประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ด้วยความจริงข้อนี้ ทุกคู่รักจึงต้องอดทนและรู้จักรอคอยเพื่อให้เวลานั้นเดินทางมาถึง ใครก็ตามไม่ควรขจัดชีวิตอันเป็นต้นทุนที่ยอดเยี่ยมของความเป็นมนุษย์ด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ บนเส้นทางเดินของชีวิตมีสิ่งวิเศษซุกซ่อนอยู่มากมาย
ขอกำลังจาก ดร.ปริมได้ช่วยกันเขียนและขยายแนวคิดเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตให้เพื่อนๆ ร่วมโลกของเราได้เก็บเกี่ยวเป็นประสบการณ์ดีๆ เพื่อชีวิตที่ดีงามของพวกเขาด้วย
ขอบคุณที่แวะมาให้ comment
พระมหาอัมพร ชุตินฺธโร
เจริญพร คุณ พ.แจ่มจำรัส
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนและชื่นชอบวรรคดังกล่าว บอกตรงๆ ว่าถ้อยคำนั้นไม่มีนัยยะใดๆ ซ่อนเร้นเลย อารมณ์แห่งภาษามันพาไป หรือจะมองเป็นมุขก็ได้นะ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่ามันจะขำนิดๆ นะ
ด้วยเมตตาธรรม
พระมหาอัมพร ชุตินฺธโร