ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน : 47. เรียนแก้ปัญหา (5) ส่งต่อปัญหา

เทคนิค “ส่งต่อปัญหา” เหมาะสำหรับปัญหาที่ซับซ้อน ไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว แต่อาจใช้กับคำถามปลายปิดที่มาจากการอ่านหรือการเรียนในช่วงก่อนก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น อาจใช้ทำหน้าที่ทบทวนการเรียนเป็นระยะๆ ช่วยให้ นศ. เข้าใจวิชาในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง จากการทำงานประเมินคำตอบในช่วงท้ายของกิจกรรม

ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน  : 47. เรียนแก้ปัญหา  (5) ส่งต่อปัญหา

บันทึกชุดนี้ ได้จากการถอดความ ตีความ และสะท้อนความคิด  จากการอ่านหนังสือ Student Engagement Techniques : A Handbook for College Faculty เขียนโดย ศาสตราจารย์ Elizabeth F. Barkley  ในตอนที่ ๔๗นี้ ได้จาก Chapter 15  ชื่อ Problem Solving  และเป็นเรื่องของ SET 27 : Send-a-Problem

บทที่ ๑๕ ว่าด้วยเรื่องการแก้ปัญหา  ประกอบด้วย ๖ เทคนิค  คือ SET 23 – 28  จะนำมาบันทึก ลปรร. ตอนละ ๑ เทคนิค  เทคนิคเหล่านี้ ช่วยให้ นศ. ฝึกเรียนรู้ด้วยการแก้ปัญหา

ทักษะในการแก้ปัญหาเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนต้องฝึก  วงการศึกษากล่าวถึงเรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่ค่อยมีวิธีการดำเนินการให้ นศ. ได้ฝึกอย่างเป็นระบบ  บันทึกต่อไปนี้จะช่วยให้การเรียนแก้ปัญหาเป็นระบบมากขึ้น  โดยที่ครูต้องตระหนักว่า คำว่า “ปัญหา” มีความหมายกว้างและหลากหลาย  แตกต่างกันตามรายวิชา และตามบริบทในชีวิตจริง   เช่น ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ก็มีธรรมชาติแบบหนึ่ง  ปัญหาด้านสังคม ก็มีธรรมชาติอย่างหนึ่ง คือเรานึกถึงปัญหาความยากจน ความรุนแรง ความอยุติธรรม หรือการแบ่งแยก  ในบางกรณีปัญหามีความชัดเจน และมีคำตอบถูก-ผิดชัดเจน  แต่ในบางกรณีก็ไม่ชัดเจน และไม่มีถูก-ผิด ขาว-ดำ  

SET 27  : Send-a-Problem

จุดเน้น  :  ความร่วมมือ

กิจกรรมหลัก :  การอภิปราย

ระยะเวลา  :  ๑ คาบ

โอกาสเรียน online  :  ปานกลาง

ในเทคนิค “ส่งต่อปัญหา” นี้ นศ. จับกลุ่มแก้ปัญหาที่ได้รับ  เสร็จแล้วส่งทั้งปัญหาและวิธีแก้ของกลุ่มไปให้อีกกลุ่มหนึ่ง  กลุ่มถัดมาไม่ดูวิธีแก้ปัญหาของเพื่อน แต่คิดหาวิธีแก้ปัญหาของกลุ่มตน  แล้วส่งต่อทั้งปัญหาและวิธีแก้แก่กลุ่มต่อไป  ทำเช่นนี้ไประยะหนึ่ง แต่ละกลุ่มศึกษาวิธีแก้ปัญหาของกลุ่มอื่น  และประเมิน วิเคราะห์ สังเคราะห์วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด  แล้วรายงานต่อชั้น 

เทคนิค “ส่งต่อปัญหา” จึงเน้นการเรียนรู้ ๒ ขั้นตอน  คือ (๑) แก้ปัญหา  (๒)​ ประเมินแนวทางแก้ปัญหา  ซึ่งจะช่วยให้ นศ. มีทักษะในการเปรียบเทียบหาข้อแตกต่างระหว่างวิธีแก้ปัญหาหลายแบบ   

 ขั้นตอนดำเนินการ

1.  ครูกำหนดจำนวนปัญหาที่ต้องใช้  ให้เท่าจำนวนกลุ่มของ นศ. เพื่อให้ นศ. ดำเนินการแก้ปัญหาพร้อมกัน

2.  ครูคิดหาวิธีให้กลุ่ม นศ. แก้ปัญหา   และวิธีส่งต่อผลการแก้ปัญหา ระหว่างกลุ่ม  วิธีที่ง่ายคือตัวปัญหาอยู่ในกระดาษ ที่คลิปติดกับซองสำหรับใส่คำตอบแก้ปัญหาของแต่ละกลุ่ม

3.  กำหนดรายละเอียดของกระบวนการ  ว่าจะให้เวลทำงานปัญหาละกี่นาที  จะส่งต่อปัญหาเวียนซ้ายหรือเวียนขวา 

4.  จัดกลุ่ม นศ. ๔ - ๖ คน  อธิบายตัวกิจกกรรม และคำสั่ง  รวมทั้งตอบคำถาม

5.  มอบใบงานปัญหาและซองใส่ผลงาน แก่แต่ละกลุ่ม  บอกให้แต่ละกลุ่มอภิปรายปัญหา  และช่วยกันคิดแนวทางแก้ไขหลากหลายแนวทาง  แล้วร่วมกันเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด  เขียนรายงานใส่ซองปิดผนึก

6.  แจ้ง “หมดเวลา” ให้ นศ. ส่งปัญหา (และคำตอบในซองปิดผนึก) ให้แก่กลุ่มถัดไป  แจกซองเปล่าแก่แต่ละกลุ่ม  นศ. กลุ่มใหม่ดำเนินการตามข้อ ๕  เมื่อหมดเวลาก็ส่งต่อปัญหาและคำตอบในซองปิดผนึก แก่กลุ่มถัดไป

7.  เวียนซ้ำเช่นนี้ไประยะหนึ่ง ตามความเหมาะสม 

8.  เมื่อจบ นศ. แต่ละกลุ่มจะได้รับซองผลงานแก้ปัญหาหนึ่งปัญหาของเพื่อนกลุ่มต่างๆ พร้อมทั้งเอกสารตัวปัญหา  นศ. กลุ่มนั้นเปิดซองอ่านทบทวนและประเมินผลงานกลุ่มเหล่านั้น และเพิ่มเติมความเห็นของกลุ่มตน

9.  งานจบลงด้วยการรายงานผลของแต่ละปัญหาต่อชั้น ว่าการแก้ปัญหาของแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร  นศ. ในชั้นและครูเพิ่มเติมความเห็น  หรือแก้ส่วนที่เข้าใจผิด

ตัวอย่าง

วิชาการวางผังเมือง

ครูต้องการให้ นศ. สามารถประเมินวิธีการการแก้ปัญหาของการจัดผังที่ตั้งของที่อยู่อาศัยใหม่  จึงแจกถุง พร้อมกระดาษ index card ขนาด 5x7 นิ้ว ๒ ใบ  และข้อความปัญหาที่ต้องการให้ นศ. เสนอวิธีแก้ไข  ให้แก่ นศ. แต่ละกลุ่ม  ให้ นศ. ปรึกษาหารือวิธีแก้ปัญหา แล้วเขียนวิธีแก้ปัญหาลงบน index card ใบหนึ่ง เอา index card ใบดังกล่าวใส่ถุง  แล้วส่งต่อให้กลุ่มต่อไป  กลุ่มต่อไปทำเช่นเดียวกัน เขียนวิธีแก้ปัญหาลง index card ใบที่เหลือ  แล้วส่งให้กลุ่มที่ ๓ ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์วิธีแก้ปัญหาทั้งสองแบบ  และเลือกวิธีที่เหมาะสม  นำเสนอต่อชั้นเรียน พร้องเหตุผลว่าทำไมวิธีที่เลือกจึงน่าจะได้ผลดีกว่า 

วิชาพยาธิสรีรวิทยาขั้นสูง และการดูแลผู้ป่วย

เพื่อทบทวนการประเมินและการปฏิบัติรักษาผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ  ใน นศ. ชั้นเรียน ๒๐ คน  ครูแบ่ง นศ. ออกเป็น ๓ กลุ่ม  แจกซองกระดาษที่มีข้อความอาการป่วยของผู้ป่วยเขียนไว้หน้าซอง แก่แต่ละกลุ่ม  ให้เวลา ๑๕ นาทีแก่ นศ. ให้ปรึกษาหารือประมวลอาการ หาข้อยุติว่าเป็นโรคอะไร พร้อมเสนอแนะวิธีรักษา  แล้วเขียนใส่กระดาษบรรจุลงซอง  แล้วส่งให้เพื่อนกลุ่มถัดไป  ซึ่งจะทำอย่างเดียวกัน  เมื่อกลุ่มที่ ๓ ได้รับซอง ก็เปิดซอง เอาข้อเขียนของเพื่อน ๒ กลุ่มมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์วิธีรักษาที่ดีที่สุด พร้อมเพิ่มความเห็นของตน   แล้วรายงานต่อชั้น  และครูบอกว่ารายงานใดดีที่สุด พร้อมทั้งทบทวนแนวทางวินิจฉัยโรค  อาการ  ตัวโรค  และการรักษา

วิชาวรรณคดีอังกฤษ

ครูต้องการให้ นศ. เข้าใจสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมที่ปรากฎในนวนิยาย Pride and Prejudice  จึงให้ นศ. ทำกิจกรรม “ส่งต่อปัญหา” online  ครูจึงแบ่ง นศ. ออกเป็น ๓ กลุ่ม  ให้แต่ละกลุ่มเป็นสมาชิกของ online discussion group  ครูกำหนดคำถาม ๓ คำถาม ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในช่วง (คริสต)ศตวรรษที่ ๑๙  และส่งคำถามที่ ๑ แก่แต่ละกลุ่ม ให้เวลาอภิปรายกัน ๑ สัปดาห์  แล้วให้คำถามที่ ๒ และให้เวลา ๑ สัปดาห์  ในสัปดาห์สุดท้ายนอกจากให้คำถามที่ ๓ แล้ว ครูยังให้ นศ. ทุกกลุ่มเข้าไปดูซึ่งกันและกันได้  และมอบหมายให้แต่ละกลุ่มประเมินการแก้ปัญหาทั้ง ๓

การประยุกต์ใช้ online

ประยุกต์ใช้ได้ง่าย โดยแบ่ง นศ. เป็นกลุ่ม จำนวนกลุ่มตามจำนวนปัญหาที่มี   จัดให้ นศ. แต่ละกลุ่มมี online discussion forum ที่คนอื่นเข้าไม่ได้  โดยครูเข้าไปโพสต์ปัญหา และใบงาน  ให้เวลาอภิปรายแลกเปลี่ยนในช่วงที่ ๑ เป็นเวลา ๒ สัปดาห์  แล้วเข้าสู่ช่วงที่ ๒ ให้ปัญหาถัดไปแก่กลุ่ม คราวนี้เปิดให้ทุกกลุ่มเข้าไปอ่านคำอภิปรายซึ่งกันและกันได้  ให้เวลา ๒ สัปดาห์  แล้วเข้าสู่ช่วงที่ ๓ ซึ่งเป็นช่วงที่ นศ. แต่ละกลุ่มประเมินผลงานของกลุ่มอื่น

กิจกรรมกลุ่มจะเป็นดังนี้  ช่วงที่ ๑  นศ. กลุ่ม ก ทำปัญหาที่ ๑  กลุ่ม ข ทำปัญหาที่ ๒  กลุ่ม ค ทำปัญหาที่ ๓  ช่วงที่ ๒  นศ. กลุ่ม ก ทำปัญหาที่ ๒  กลุ่ม ข ทำปัญหาที่ ๓  กลุ่ม ค ทำปัญหาที่ ๑  ช่วงที่ ๓ กลุ่ม ก ประเมินคำตอบต่อปัญหาที่ ๓  กลุ่ม ข ประเมินคำตอบต่อปัญหาที่ ๑  กลุ่ม ค ประเมินคำตอบต่อปัญหาที่ ๒ 

การขยายวิธีการหรือประโยชน์

·  ควรใช้เทคนิคนี้เป็นเครื่องมือทบทวนวิชาก่อนสอบ  ใช้ข้อสอบเก่าเป็นโจทย์ ให้ นศ. ได้เปรียบเทียบคำตอบกัน

·  ตอนจบให้ นศ. เขียนตัวเลขชื่อปัญหาลงบนกระดาน  ให้ นศ. ทีมประเมินบอกว่าทีม นศ. ทีมใดเสนอวิธีแก้ปัญหาดีที่สุด เพราะอะไร  และให้ทีมชนะออกมาอธิบายเพิ่มเติม

คำแนะนำ

ให้นิยามคำว่า “ปัญหา” ให้ซับซ้อน  มีหลากหลายมิติและมุมมอง

เทคนิค “ส่งต่อปัญหา” เหมาะสำหรับปัญหาที่ซับซ้อน ไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว  แต่อาจใช้กับคำถามปลายปิดที่มาจากการอ่านหรือการเรียนในช่วงก่อนก็ได้  ในกรณีเช่นนั้น อาจใช้ทำหน้าที่ทบทวนการเรียนเป็นระยะๆ  ช่วยให้ นศ. เข้าใจวิชาในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง  จากการทำงานประเมินคำตอบในช่วงท้ายของกิจกรรม

ครูควรทดลองทำโจทย์ด้วยตัวเอง เพื่อทำความเข้าใจความยากง่าย และเวลาที่ต้องการในการตอบ  รวมทั้งทำความเข้าใจว่ากระบวนการในการตอบโจทย์แต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร  ใช้เวลาเท่าไร  แต่ละโจทย์ควรมีความซับซ้อนหรือยากง่ายเท่าๆ กัน ใช้เวลาเท่าๆ กัน

ถ้าสอนชั้นใหญ่ อาจต้องให้ กลุ่ม นศ. ต่างกลุ่มทำโจทย์เดียวกัน  แต่ไม่ควรให้กลุ่มที่ทำโจทย์เดียวกันนั่งติดกัน

ควรทำความเข้าใจว่า ในกิจกรรมนี้ นศ. จะได้ฝึกทักษะการทำงานในเวลาที่จำกัดด้วย  จึงต้องมีการตรงต่อเวลาในการทำงานกลุ่ม  แต่ครูก็ต้องยืดหยุ่นตามความเป็นจริง คือหากสังเกตว่า นศ. ส่วนใหญ่ยังทำงานไม่เสร็จ แต่หมดเวลา ก็ควรขยายเวลา  และในทำนองเดียวกัน หาก นศ. ทั้งหมดทำงานเสร็จก่อนเวลา ก็ควรให้ทำงานชิ้นต่อไป  

แม้ครูจะเตรียมปัญหาที่ยากง่ายพอๆ กันมาให้ นศ. ทำ  แต่บางกลุ่มอาจทำปัญหาบางปัญหาเสร็จเร็วมาก  ครูควรเตรียมปัญหาเพิ่มไว้ให้ นศ. กลุ่มนั้นทำ  และรายงานเป็นพิเศษต่อชั้น

เมื่อ นศ. ทำกิจกรรม  “ส่งต่อปัญหา” จนชำนาญ  นศ. ควรมีความเข้าใจชนิดของปัญหาดีในระดับหนึ่ง  ครูควรขยายความรู้และทักษะในการทำความเข้าใจชนิดของปัญหา โดยการมอบปัญหาให้จำนวนหนึ่ง  ให้ นศ. บอกหลักการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาแต่ละปัญหา  เพื่อสร้างทักษะในการนำประสบการณ์แก้ปัญหา ไปใช้แก้ปัญหาใหม่ๆ  

เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

Berkley EF, Cross KP, Major CH. (2005). Collaborative learning techniques : A handbook for college faculty. San Francisco : Jossey Bass, pp. 177-181.  

วิจารณ์ พานิช

๙ พ.ย. ๕๕

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

508133

เขียน

09 Nov 2012 @ 07:45
()

แก้ไข

13 Dec 2012 @ 14:00
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 4, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง