พระองค์ทรงรู้ว่า นิพพานคืออะไร นิพพานอยู่เหนือความรู้สึกนึกคิดที่มนุษย์จะสัมผัสได้ด้วยอินทรีย์เป็นสภาวะที่รับรู้ได้ยาก มีความลึกซึ้งละเอียดอ่อนไม่สามารถที่จะสื่อสารจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้อย่างง่าย ๆ นิพพานเป็นสภาวะที่อาจรู้แจ้งได้ด้วยตัวของบุคคลผู้ดำเนินตามวิถีแห่งมรรค คือ มัชฉิมาปฏิปทา พระพุทธเจ้าทรงสอนเบญจวัคคีย์ให้เห็นประจักษ์ด้วยตนเอง (สยํ อภิญญา) โดยผ่านการปฏิบัติที่เหมาะสมแก่อัธยาศัย

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับนิพพาน

        คำว่า ”นิพฺพานํ  ปรมํ  วทนฺติ  พุทธา “  พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสนิพพานว่ายอดเยี่ยม  มีนักวิชาการทางพระพุทธศาสนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนิพพานตามหลักปรัชญาและแนวคิดตามหลักวิชาการอย่างหลากหลาย

        นิพพาน[1] มาจาก นิ (อุปสรรค) แปลว่า ออกไป หมดไป ไม่มีเลิก, พานหรือวาน แปลว่า พัดไปหรือเป็นไป เครื่องร้อยรัด

        นิพพาน[2] ตามความหมายที่ปรากฏในพจนานุกรมพุทธศาสน์ หมายถึง การดับกิเลสและกองทุกข์เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ถ้าวิเคราะห์ตามหลักนิรุกติศาสตร์ ตีความหมายของนิพพานไว้  3  ประเด็น คือ

1.นิพพาน หมายถึง ความเย็นชาหรือเมินเฉยต่อกิเลสตัณหา

          2.นิพพาน หมายถึง ความหลุดพ้นจากปัจจัยที่จะนำไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

3.นิพพาน หมายถึง ความสิ้นไปแห่งความวุ่นวายทางกายและใจ

        ร้อยโทปรีชา  หอมประภัทร [3] ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับนิพพานไว้น่าสนใจ ดังนี้

1.นิพพาน หมายถึง ความดับสิ้น ความเจ็บปวด และความโศกเศร้า

 2.นิพพาน หมายถึง ความสิ้นไปแห่งปรากฎการณ์ธรรมชาติที่มนุษย์เฝ้าสังเกตดูได้

 3.นิพพาน หมายถึง การดับที่สมบูรณ์หรือการทำลายล้างกิเลสอาสวะทั้งปวงไม่ให้มีส่วนเหลือ

4.นิพพาน หมายถึง สภาวะที่มีอยู่อย่างแท้จริงและเป็นความมีอยู่อย่างสมบูรณ์

          ส่วนใน มัชฉิมนิกาย ได้ให้ความหมายของคำว่า นิพพาน ไว้ว่า ไม่เกิด ไม่มีกำเนิด ไม่มีการต่อตั้ง ไม่เสื่อม ไม่ตาย มีอิสระจากความเศร้าโศกและความไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง

          ส่วยใน สังยุตตปกาย ได้ให้ความหมายของคำว่า นิพพาน ไว้ว่า ไม่มีการก่อตั้งขึ้น ไม่ตาย  เป็นสัจธรรมก้าวพ้นวัฎสงสาร ไม่เสื่อมสลายมั่งคงมีความเป็นหนึ่งเสมอ ไม่สามารถแสดงได้ มีความสงบเสงี่ยมดีเลิศ มีสันติภาพที่ถาวร รูปแบบที่ตั้งและอายุของนิพพานไม่สามารถที่จะพรรณนาได้

          ส่วนใน มหาวัคค์  ได้ให้ความหมายของคำว่า นิพพาน ไว้ว่า วิมุตติสุข หรือ ปรมํ สุขํ คือ ความสุขสบายชั้นยอด

          ส่วนใน สุตตนิบาต ได้ให้ความหมายของคำว่า นิพพาน ไว้ว่า เป็นอมตะเที่ยงแท้ ไม่ท่องเที่ยวไปมีรสคือความบริสุทธิ์

ประเด็นสำคัญก็คือ พระพุทธเจ้า พระองค์เองก็ทรงหลีกเลี่ยงคำถามที่ต้องการคำตอบยืนยันคำถามที่ว่า “นิพพาน” คืออะไร เหตุผลก็คือพระองค์ทรงเห็นประจักษ์ว่า การโต้แย้งทางอภิธรรม เรื่อง นิพพานมิใช่แต่จะไม่ยกจิตใจของคนให้สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงอีกด้วย พระองค์ทรงรู้ว่า นิพพานคืออะไร นิพพานอยู่เหนือความรู้สึกนึกคิดที่มนุษย์จะสัมผัสได้ด้วยอินทรีย์เป็นสภาวะที่รับรู้ได้ยาก มีความลึกซึ้งละเอียดอ่อนไม่สามารถที่จะสื่อสารจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้อย่างง่าย ๆ  นิพพานเป็นสภาวะที่อาจรู้แจ้งได้ด้วยตัวของบุคคลผู้ดำเนินตามวิถีแห่งมรรค คือ มัชฉิมาปฏิปทา พระพุทธเจ้าทรงสอนเบญจวัคคีย์ให้เห็นประจักษ์ด้วยตนเอง (สยํ   อภิญญา)  โดยผ่านการปฏิบัติที่เหมาะสมแก่อัธยาศัย

กล่าวโดยสรุป นิพพาน ตามที่ได้วิเคราะห์มาข้างต้น ซึ่งเป็นสภาวะที่พระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงพระดำรัสไว้  3  ประการคือ

1.นิพพาน คือ ความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ กิเลส อาสวะ ทั้งหมด และอวิชชาการดับไปของที่ตั้งแห่งความคิดทั้งปวง (วิกัลละปะ) และความสิ้นไปแห่งอุปธิ คือ ความยึดมั่นติดแน

 2.นิพพาน คือ ความบริสุทธิ์ สมาธิและปัญญา

 3.นิพพาน คือ สภาวะที่ไม่มีเบื้องต้นและที่สุดไม่มีอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ไม่มีขอบเขต ไม่มีเงื่อนไขและสิ่งปรุงแต่ง ไม่สามารถวัดได้และอยู่เหนือธรรมดาเป็นโลกุตตระ



[1] พระธรรมปิฎก, (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรม  ฉบับขยายความ,มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,2543, หน้า 261.

[2] พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ 9, พ.ศ. 2543, หน้า 125.

[3] ร้อยโทปรีชา  หอมประภัทร, หนังสือที่ระลึก พิธีเปิดป้ายอาคารธรรมวิมลโมลี, อดีตผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป,มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,วิทยาเขตพะเยา. 2542.