ดีมากเลยครับอาจารย์

ขออนุญาตเสริมความเห็นนะครับ

ก่อนอื่นต้องกล่าวขออภัยล่วงหน้าตรงนี้ก่อนว่าผมไม่เห็นชอบด้วยกับคำสรุปของอาจารย์ตรงส่วนที่ว่า "พระพุทธเจ้าหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามว่านิพพานคืออะไร" เพราะว่า คนทั่วไปที่ไม่ศึกษามาอาจจะเข้าใจผิดได้ ดูเหมือนจะมีหนังสือเล่มหนึ่งที่อาศัยวิทยานิพนธ์ของพระรูปหนึ่ง (จำชื่อหนังสือไม่ได้ และก็อยู่ในกล่องไหนสักแห่ง ไม่อาจไปค้นได้ทันที) ก็พูดทำนองนี้มาแล้วว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาที่เป็นอัพยากตะ

ถ้าจะไปอ้างถึงพระสูตรต่างๆ ก็ต้องดูในสถานการณ์เฉพาะคราวนั้นๆ ว่า คนหลายๆ คนที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้น มีภูมิปัญญาจะรับคำอธิบายพระพระพุทธองค์ได้หรือไม่ เพราะถ้าทรงเห็นว่าคนเหล่านั้นรับไม่ได้ ก็ไม่ทรงเสียเวลาที่จะอธิบาย แต่จะดึงประเด็นไปที่คำสอนของพระองค์เลย มุ่งให้คนฟังหลุดพ้น เพราะไม่ได้จะทรงมุ่งอภิปรายปัญหาทางอภิปรัชญา แต่ว่า นิพพานนั้นมีอธิบายไว้แน่นอนว่าคืออะไร (ขอโทษทีครับ) จำไม่ได้ว่าพระสูตรไหนบ้าง สมองไม่ค่อยดี

ขออธิบายจากความเข้าใจที่ได้มาจากทั้งการศึกษาพระอภิธรรมและประสบการณ์ส่วนตัวจากฌานสมาบัติ

นิพพานคือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็น ปรมัตถธรรม ที่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมถึงขั้น (คือพระอริยบุคคล ระดับต่างๆ ตั้งแต่ โสดาบันบุคคล สกทาคามีบุคคล อนาคามีบุคคล จนถึง พระอรหันต์) เข้าถึงได้ รับเป็นอารมณ์ได้ (sensed object) คำสรุปของท่านอาจารย์ในข้อสุดท้าย บรรทัดสุดท้าย ค่อนข้างตรงที่สุด กล่าวคือ "3.นิพพาน คือ สภาวะที่ไม่มีเบื้องต้นและที่สุดไม่มีอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ไม่มีขอบเขต ไม่มีเงื่อนไขและสิ่งปรุงแต่ง ไม่สามารถวัดได้และอยู่เหนือธรรมดาเป็นโลกุตตระ"

แต่ว่าอีกนัยหนึ่ง คำว่า "นิพพาน" ที่คนเราพูดกัน เป็นเพียงสมมุติบัญญัติ ที่ใช้อ้างถึง สภาวธรรม นั้น ในการสื่อสารกันระหว่างบุคคลเท่านั้น

ส่วนคำบรรยายที่แปลออกมากันส่วนมากนั้น และท่านอาจารย์ก็ได้กรุณาแจงออกมานั้น เป็นแค่ คุณสมบัติบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ตัวมันเอง เสมือนหนึ่ง เรากำลังพูดถึง "สีแดง" "กลิ่นหอม" พวกนี้เป็นคุณสมบัติบางอย่าง หากว่าเรากำลังพูดถึงคำว่า "ดอกไม้" เป็นต้น ทั้ง สีแดง และ กลิ่นหอม ก็ไม่ใช่ดอกไม้