เจ้านโรดม สีหนุ

ภาพจาก ไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/oversea/229365

เมื่อกล่าวถึงกษัตริย์ผู้หญิงใหญ่ของเขมร (กัมพูชา) เราก็มักจะคิดไปถึงพระเจ้าสุิริยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างปราสาทนครวัด หรือ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ผู้สร้างปราสาทบายน แต่ในยุคปัจจุบัน มีกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเมรอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ได้ปราสาทราชวังหรือวัดวาอารมอันยิ่งใหญ่ หรือทำศึกสงครามกับนานประเทศ แต่พระอง๕์ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของประชาชนชาวเขมรคือ "การสร้างสันติภาพ" พระองค์คือ สมเด็จพระเจ้านโรดม สีหนุ

เจ้านโรดม

 สีหนุอยู่ในราชตระกูลนโรดมประสูติเมื่อ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๔ ซึ่งเขมรในช่วงนั้นอยู่ภายใต้ราชวงศ์ศรีสวัสดิ์ เมื่อสิ้นพระเจ้ามุนีวงศ์ เจ้านโรดมก็ถูกฝรั่งเศสสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์เขมร เปิดศักราชแห่งราชวงศ์นโรดมอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๔๘๔

เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๘ ญี่ปุ่นเข้าครองเขมรสั้น ๆ โดยอ้างว่าชาวเอเชียต้องปกครองด้วยชาวเอเชียด้วยกัน เจ้านโรดมถือโอกาสประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส พยายามดำเนินนโยบายบริหารประเทศด้วยพระองค์เอง เมื่อญี่ปุ่นออกไป เขมรก็ยังอยู่ภายใต้เงาฝรั่งเศสกลาย ๆ จน พ.ศ. ๒๔๙๖เจ้าสีหนุก็ทำการรัฐประหารและประกาศว่า "ขอสละชีวิตเพื่อเอกราชกัมพูชา" ทรงหนีอำนาจฝรั่งเศสมาตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นในประเทศไทยเพื่อความเป็นเอกราชอย่างแท้จริง ทรงเดินทางไปพบกับ โจวเอินไหล เพื่อขอให้จีนช่วยเหลือ อีกทั้งยังทรงเข้าพบยาวาหลาล เนห์รู รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดีย เนห์รูแนะนำให้ทรงดำเนินโยบายเป็นกลาง 

สหรัฐอเมริกาเข้ามาปราบลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายลอนนอลมีอำนาจปกครองเขมร ส่งผลให้เจ้าสีหนุต้องอยู่ต่างประเทศกลายเป็นเจ้าพลัดฐิ่นต่อไป เมื่อลอลนอนหมดอำนาจ เขมรแดงเข้าครองเขมร ใช้อำนาจเผด็จการคอมมิวนิสต์ปกครองประเทศ ได้เชิญเจ้าสีหนุรับตำแหน่งผู้นำรัฐ แต่ไม่นานก็บังคับให้ลาออกและถูกกีดกัน เขมรแดงเริ่มทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรด้วยกันเองราวสามล้านคน ประชาชนชาวเขมรส่วนหนึ่งที่หลบหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้หลบหนีข้ามแดนเข้ามาสู่ประเทศไทย ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องพรมแดนและปัญหามนุษยธรรมกลายเป็นปัญหาที่ชาวโลกจับตา

เวียดนามเข้าปราบเขมรแดง เขมรแตกออกเป็นสี่ฝ่าย เจ้าสีหนุดำเนินนโยบายกู้สันติภาพโดยผ่านสหประชาชาติ จนท้ายที่สุดสามารถเซ็นต์สัญญาสันติภาพที่กรุงปารีสในเดือนตุลาคม ๒๕๓๕

เจ้าสีหนุเป็นกษัตริย์เขมรที่ประชนชนรักมากที่สุดพระองค์หนึ่ง ตลอดงช่วงพระชนมายุของพระองค์ได้ดำเนินการแสดงหาสันติภาพมาสู่เขมร ไม่ว่าพระองค์จะอยู่ในเขมรหรืออยู่ต่างประเทศก็ตาม พระองค์ทรงรักประชาชนของท่านมาก ทรงส่งเสริมการศึกษา ศาสนา ช่วยคนพิการ และสิ่งแวดล้อม การจากไปของพระองค์เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ได้นำความเศร้าโศกเสียใจมาสู่ประชาชนชาวกัมพูชาอย่างมากมายอย่างหาที่สุดไม่ได้ และผู้เขียนก็หวังว่าความสงบสุขจะเข้ามาสู้เขมรในเร็ววัน

ภาพจาก ไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/oversea/229365

วาทิน ศานติ์ สันติ

๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๕