ปัญญาจากปัญหา

ความ “วิตกกังวล” กลายเป็นสิ่งคู่ใจคนไทยในสมัยนี้ไปเรียบร้อยแล้ว อาจเป็นเพราะความไม่แน่นอนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราคาดคะเนอนาคตได้ยากลำบาก เช่นภาวะเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร จะตกงานไหม สงครามจะเกิดขึ้นเมื่อไร ตลาดหุ้นจะดีขึ้นไหม หากจะเดินทางไปต่างประเทศจะมั่นใจได้อย่างไรว่าปลอดภัย ฯลฯท่ามกลางนานาคำถามดูเหมือนจะมีแต่ด้านลบยิ่งคิดก็ยิ่งวิตกกังวล และหลายๆคำถามก็มาจากปัญหาที่ไกลตัวเรามากจนหมดปัญญาที่จะแก้ไข ยิ่งคิดก็ยิ่งหมดแรงไปเรื่อยๆ ทำให้ผมอดคิดถึงชีวิตในวัยเด็กที่มีแต่ความสุขกายสบายใจไม่ได้ชีวิตในเด็กไม่ว่าของใครก็ตามก็คงจะมีภาพแห่งความทรงจำที่คล้ายคลึงกันนั่นคือมีแต่ความสดใสของธรรมชาติในวันวานเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ซึ่งแม้จะเป็นกรุงเทพที่เจริญก้าวหน้ามากในวันนี้แต่ในอดีตใจกลางเมืองกรุงเทพก็มีแต่ท้องนาและลำคลอง ทำให้เรามีความรู้สึกสนุกและผ่อนคลายทุกครั้งที่นึกถึงแต่การผ่อนคลายเพื่อคิดถึงธรรมชาติในวัยเด็กแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อความรู้สึกเครียดและกดดันในจิตใจของเรา เพราะทุกวันนี้ความวิตกกังวลกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาจนดูเหมือนเป็นลักษณะนิสัยแบบหนึ่งที่ทำให้เราหวาดระแวง และกังวลต่อทุกสิ่งรอบด้าน บ่มเพาะให้เราติดนิสัยการมองโลกแง่ร้ายและใช้ชีวิตเข้มงวดเกินไปโดยไม่รู้ตัวนั่นเป็นสาเหตุให้เราวิตกกังวลว่าทำงานในหน้าที่ได้พอหรือไม่? เราสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบดีพอไหม? ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีเรื่องทั่วๆไปเช่นการเจ็บป่วย การใช้เงิน การเรียน การสอบ การรักสวยรักงาม ฯลฯ บ่อยครั้งเราจึงเห็นข่าวนิสิตนักศึกษาที่เครียดจากการเรียน การสอบ จนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย หรือการเติบโตของธุรกิจเสริมความงามเพราะรู้ว่ามีสุภาพสตรีเป็นจำนวนมากที่วิตกกังวลต่อรูปร่างหน้าตาของตัวเองที่ผมอยากจะเตือนสติให้ได้คิดกันก็คือปัญหาต่างๆที่เราหวาดวิตกกันอยู่นั้นจะส่งผลอะไรกับชีวิตเราบ้างไหมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า? เพราะหลายๆปัญหา เช่นเรื่องของสติปัญญาที่ทำให้เราเรียนไม่เก่งนั้น เอาเข้าจริงๆแล้วเราก็จะเห็นว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจ นายธนาคาร ฯลฯ ในทุกวันนี้ได้จำนวนไม่น้อยเคยมีผลการเรียนอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น จุดด้อยของเราในวันนี้ไม่ว่าจะหัวไม่ดี หรือไม่หล่อไม่สวยจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการชี้ชะตาถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวในอนาคต เช่นเดียวกับปัญหาอีกหลายๆประการที่อาจดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ของเราแต่ลองคิดดูดีๆแล้วจะเห็นว่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไรนักนอกเหนือจากนี้ยังมีปัญหาอีกหลายๆประการที่ทำให้เราวิตกกังวลไปทั้งๆที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป เช่นกลัวว่าจะไม่มีเงินใช้ (ทั้งๆที่ตอนนี้มีใช้อยู่เป็นปกติ) หรือกลัวว่าลูกจะเรียนไม่เก่ง ทำงานได้ไม่ดี (ทั้งๆที่อีกหลายปีกว่าลูกจะโต) ฯลฯในขณะที่บางเรื่องราวิตกกังวลไปก็ไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นได้เช่นภาวะเศรษฐกิจโลก การกระตุ้นภาวะซบเซา ของตลาดอเมริกา สงครามระหว่างอเมริกากับอิรัก ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้จึงดูเหมือนเป็นตัวแปรที่เรากำหนดไม่ได้ แน่นอนว่าการหมกมุ่นในสิ่งที่เราบังคับควบคุมเองไม่ได้ย่อมทำให้เราหวาดวิตกและสุขภาพจิตย่ำแย่ลงเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วก็ทำให้เราท้อถอย ใช้ชีวิตได้อย่างไม่เป็นสุขจนทำให้พาลคิดเรื่องใหม่ๆไม่ได้ <p style="text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จากจุดเล็กๆน้อยๆในความคิด ในจิตใจของเราจึงบานปลายกลายเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ได้ เพราะการคิดเชิงลบและหวาดระแวงมองโลกแง่ร้ายสุดท้ายแล้วก็จะทำให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นได้จริงๆ การหาหนทางผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่เราทุกคนต้องหาทางออก</p>

เครดิต : แจ็ค มินทร์  อิงค์ธเนศ

ตามความคิดเห็นของข้าพเจ้า คนหลายคนในปัจจุบันนี้ กำลังประสบปัญหาโรคเครียดและสุขภาพจิตที่ย่ำแย่มากขึ้นทุกที เพราะปล่อยให้ตัวเองมีความวิตกกังวลมากเกินไป บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้ความเครียด ความวิตกกังวลเข้ามามีบทบาทกับการดำเนินชีวิตของตัวเราเอง ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากสิ่งต่างๆรอบตัวเราทั้งนั้น มีทั้ง ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การศึกษา ตลาดงาน หรือสิ่งแวดล้อมที่เราใช้ดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้เรานั้นวิตกกังวลกับผลกระทบที่จะมากระทบถึงสิ่งต่างๆที่อยู่รายล้อมตัวเรา เช่น ความเป็นอยู่ของครอบครัว ความเป็นอยู่ของตัวเอง การเรียน หรือแม้กระทั่งงานของตนเอง เราปล่อยให้ความวิตกกังวลเหล่านี้ เป็นอุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางการดำเนินชีวิตเรา จนทำให้ทางที่ราบเรียบกลับมีหลุมบ่ออยู่ตลอดทาง คอยฉุดรั้งเราให้ตกลงไป แท้จริงเราควรหาสาเหตุที่เป็นอุปสรรคในชีวิตเราแล้วขจัดมันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวล ความเครียด จริงอยู่มันไม่ใช่ความผิดของตัวเราที่จะมีความวิตกกังวลในสิ่งต่างๆ แต่เมื่อคิดอะไรในแง่ลบไว้ก่อนแล้ว ก็ยากจะเปลี่ยนทัศนคติให้ดีได้ดังเดิม ควรเปิดใจยอมรับในทุกๆสิ่งที่เป็นไป ดูที่เหตุและผล ทำใจให้สงบ ปล่อยวาง เมื่อเรายกเอาความรู้สึกทุกอย่างที่บั่นทอนกำลังใจของเรามันออกไปแล้วเราจะพบว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข แต่เราปล่อยให้ความวิตกกังวลมาบังปัญญาเอาไว้ ทำให้หาทางออกไม่เจอก็เท่านั้นเอง </span>