คำนำ

เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เวลา ๒๒.๓๙ น. คุณบุญฤทธิ์ได้อีเมลล์มาหารือผู้บันทึกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีสิทธิในสัญชาติไทย ซึ่งผู้บันทึกเห็นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงขออนุญาตให้ความเห็นแก่คุณบุญฤทธิ์เป็นบันทึกที่เผยแพร่สาธารณะดังที่จะปรากฏต่อไป

คำถาม

“สวัสดีครับ อ.แหว๋ว ผมเป็นคนนึงที่อยากมี "สัญชาติไทย" ตอนนี้ผมอายุ ๑๘ ปีแล้ว กำลังศึกษาอยู่ในมหาลัยชื่อดังในหัวหิน ตัวผมเรียน "เอกธุรกิจการบิน" ผมเรียนทางด้านนี้เพราะตัวผมนั้นอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (สจ๊วต) เลยใช้ความรู้ที่มีสอบเข้ามายากมาก แต่คือผมไม่มี "สัญชาติไทย" แล้วผมจะเป็นได้ไงหล่ะ และผมเสียใจมากเพราะที่มหาลัยมีนักศึกษาแลกเปลี่ยนไปเรียนที่ประเทศจีน, อเมริกา แต่ผมก็ไม่มีโอกาศที่จะได้ไปกับเค้า เพราะผมไม่มีสัญชาติไทยนี่แหล่ะ !!

แม่ผมคลอดผมที่ประเทศไทยครับ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตอนนี้แม่ผมอยู่ในประเทศไทยมา ๒๕ ปี กว่าได้แล้วมั้ง แม่ผมมีสัญชาติไทยใหญ่ เชื้อชาติพม่า (ในบัตรเค้าระบุอย่างนี้) ทั้งแม่ผม และตัวผมถือบัตร (สีชมพู) ทำเรื่องขอโอนสัญชาติไปหลายครั้งมาก เสียเงินก็เยอะแต่ไม่ได้สัญชาติไทยสักที เจ้าหน้าที่พนักงานบอกว่า พ.ศ. เกิดของแม่ผมไม่ตรงให้แก้ แม่ผมก็แก้แล้ว แก้อีก เจ้าหน้าที่ก็บอกไม่ตรงสักที แต่เรียกเก็บเงินทุกครั้ง แต่งานไม่เดินบอกอยู่แค่ว่า พ.ศ.ผิดๆ แม่ผมทำเรื่องขอโอนสัญชาติมาให้ผมประมาณ ๖ – ๘ ปีได้แล้ว ตั้งแต่ผมอยู่ ป.๖ จนถึงปัจจุบันเรียน มหาลัยแล้ว ผมก็ยังโอนไม่ได้ คือเพื่อนบ้านผมที่ถือบัตรแบบเดียวกันเขาได้สัญชาติไทยกันไปหมดแล้วครับ แต่ผมก็งงว่าทำไมของผมยังทำไม่ได้สักที

อ. มีแนวทางแก้ไขปัญหายังไงช่วยตอบกลับผมทีนะครับ ถือว่าช่วยให้ความฝันของเด็กตาดำ ๆ (สจ๊วต) คนนี้เป็นจริงด้วยเถอะครับ ใครพอจะช่วยได้ติดต่อกลับด้วยครับ กราบๆ”

ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้แล้ว

โดยข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสูติบัตรประเภท ท.ร.๓ ที่ออกโดยอำเภอแม่สายเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๙ และทะเบียนบ้านประเภท ท.ร.๑๓ ที่ออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สายว่า คุณบุญฤทธิ์เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๗ เวลา ๑๙.๑๐ น. ณ โรงพยาบาลแม่สาย จากคุณแสงคำ และนายจิ่ง ซึ่งสูติบัตรนี้ระบุว่า คุณแสงคำเป็นคนสัญชาติไทยใหญ่ ซึ่งเกิดที่จังหวัดเชียงราย และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยขึ้นต้นด้วยเลข ๖ ในขณะที่สูติบัตรนี้ ระบุว่า นายจิ่งเป็นคนสัญชาติพม่า ซึ่งเกิดในจังหวัดเชียงตุง ประเทศพม่า  สูติบัตรนี้ระบุอีกว่า คุณแสงคำเป็นผู้แจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรไทย และนายทะเบียนผู้ออกสูติบัตรนี้ก็ได้บันทึกชื่อของเด็กชายบุญฤทธิ์ในทะเบียนบ้านของบ้านเลขที่ XXX ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่มารดามีชื่ออยู่ คุณบุญฤทธิ์มีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยขึ้นต้นด้วยเลข ๗ และทั้งสูติบัตรและทะเบียนบ้านระบุว่า เขามีสัญชาติไทยใหญ่ดังเช่นมารดา ในปัจจุบัน ผู้อำนวยการทะเบียนกลางได้ออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ประเภท "ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า (มีถิ่นที่อยู่ถาวร)" ให้เด็กชายบุญฤทธิ์ถือตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ จนถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๖

ปรากฏตามทะเบียนบ้านประเภท ท.ร.๑๓ ฉบับเดียวกับที่คุณบุญฤทธิ์ถืออยู่ในปัจจุบันว่า นางสาวแสงคำ ซึ่งเป็นมารดาเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๔ จากบุพการีทั้งสองมีสัญชาติไทยใหญ่  ในปัจจุบัน ผู้อำนวยการทะเบียนกลางออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภท "ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า (มีถิ่นที่อยู่ถาวร)" ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ จนถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๖

ประเด็นคำถาม

ผู้บันทึกเห็นประเด็นจากข้อเท็จจริงว่า มีความเป็นไปได้ที่คุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์จะมีสิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ดังนั้น จึงควรจะมาพิจารณาข้อเท็จจริงของบุคคลทั้งสองว่า เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎหมายนี้หรือไม่ ? เพราเหตุใด ?

คำตอบ

มาตรา ๒๓[1] วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นบทบัญญัติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติใน พ.ศ.๒๕๕๐ มุ่งที่จะออกมาเพื่อขจัดปัญหาความไร้สัญชาติหรือความเสมือนไร้สัญชาติให้แก่บุคคลที่เกิดในประเทศไทยโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

บุคคลจะมีลักษณะเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ นี้ ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงครบ ๓ ประการดังต่อไปนี้ (๑) จะต้องเป็นบุคคลที่ฟังได้ว่า เป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย  (๒) จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ซึ่งหมายความ จะต้องเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวซึ่งเกิดในระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จนถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ (๓) เป็นบุคคลผู้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และ (๔) เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย

ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไป ก็คือ คุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์มีข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบของมาตรา ๒๓ นี้หรือไม่ ?

ข้อพิจารณาในประการแรก ก็คือ คุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์เกิดในประเทศไทยหรือไม่นั้น ?  จะเห็นว่า คุณแสงคำยังไม่มีหลักฐานแสดงการเกิดในประเทศไทย ในขณะที่คุณบุญฤทธิ์มีสูติบัตรที่แสดงว่า เกิดในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อคุณแสงคำอ้างว่า เธอเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ ก็จะต้องแสวงหาพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือได้เพื่อร้องขอทำ “หนังสือรับรองการเกิดตามมาตรา ๒๐/๑ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑” ซึ่งหากพยานบุคคลมีความน่าเชื่อถือได้ตามหลักกฎหมายพยาน เจ้าหน้าที่ทะเบียนก็มีหน้าที่ต้องทำหนังสือรับรองการเกิดให้แก่คุณแสงคำ แต่หากเจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น คุณแสงคำก็อาจฟ้องเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อศาลปกครอง

ในประการที่สอง ข้อพิจารณาที่ว่า คุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์เป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ (ปว.๓๓๗) หรือไม่นั้น ? จะเห็นว่า หากฟังว่า คุณแสงคำเกิดในจังหวัดเชียงรายเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ เธอก็จะตกอยู่ภายใต้ ปว.๓๓๗ อันหมายความว่า เธอย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๗ (๓) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ แต่มาเสียสิทธิในสัญชาตินี้ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ โดยผลของข้อ ๑ แห่ง ปว.๓๓๗ หากพิสูจน์ได้ว่า คุณแสงคำเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ เธอก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงของ ปว.๓๓๗

ในขณะที่คุณบุญฤทธิ์ ซึ่งเกิดในจังหวัดเชียงรายเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ จากคุณแสงคำ จึงไม่มีสิทธิในสัญชาติไทยเพราะมีมารดาเป็นคนต่างด้าวที่ถูกถือเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยผลของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ และ ๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ โดยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว คุณบุญฤทธิ์จึงได้รับผลกระทบโดยอ้อมของ ปว.๓๓๗ 

จะเห็นว่า หากฟังว่า คุณแสงคำซึ่งเป็นมารดาได้รับผลกระทบโดยตรงของ ปว.๓๓๗ และคุณบุญฤทธิ์ ซึ่งเป็นบุตรได้รับผลกระทบโดยอ้อมของ ปว.๓๓๗ บุคคลทั้งสองจึงตกเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งมุ่งที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนให้ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นต้นมา

ในประการที่สาม ข้อพิจารณาที่ว่า คุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์เป็นบุคคลผู้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่นั้น ? จะเห็นอย่างชัดเจนว่า ทั้งคุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์มีชื่อในทะเบียนบ้านประเภท ท.ร.๑๓ ณ เทศบาลตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียง ทั้งยังได้รับเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักตามกฎหมายการทะเบียนราฎร ซึ่งคุณแสงคำมีเลขประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข ๖ และคุณบุญฤทธิ์ขึ้นต้นด้วยเลข ๗ อีกทั้งบุคคลทั้งสองยังถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภท "ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า (มีถิ่นที่อยู่ถาวร)"  ดังนั้น จึงฟังได้ว่า ทั้งคุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์จึงมีความสัมพันธ์โดยข้อเท็จจริงกับประเทศไทย

ในประการที่สี่และสุดท้าย ข้อพิจารณาที่ว่า คุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยหรือไม่นั้น ? หากไม่ปรากฏว่า บุคคลทั้งสองมีประวัติอาชญากรรม ก็ย่อมสรุปได้ว่า พวกเขาทั้งหมดเป็นบุคคลที่มีความประพฤติดี แต่หากมีประวัติอาชญากรรมหรือมีความประพฤติไม่ดี ก็ต้องมีหลักฐานว่า กลับมีความประพฤติดีแล้ว

โดยสรุป หากฟังข้อเท็จจริงได้ว่า คุณแสงคำเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ และเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง ก็จะหมายความต่อไปว่า คุณแสงคำย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ และมีสิทธิร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรตามกระบวนการที่กำหนดในมาตรา ๒๓ วรรค ๒ ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน” และเมื่อคุณแสงคำมีสิทธิในสัญชาติไทยนี้ คุณบุญฤทธิ์ ซึ่งเป็นบุตรชาย ก็ย่อมมีสิทธิในสัญชาติตามมาตรา ๒๓ นี้ด้วย

บทส่งท้าย

ในท้ายที่สุด ผู้บันทึกยังไม่เห็นทั้งทะเบียนประวัติผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า (มีถิ่นที่อยู่ถาวร) และหนังสือรับรองการเกิดของคุณแสงคำ ซึ่งเป็นมารดาของคุณบุญฤทธิ์ จึงยังไม่อาจช่วยวิเคราะห์ถึงสัมพันธภาพทางข้อเท็จจริงระหว่างนางแสงคำและประเทศไทย ณ เวลาที่นางแสงคำเกิด หากคุณบุญฤทธิ์ต้องการให้พิจารณาให้ ก็โปรดสแกนส่งมาให้ศึกษา

แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการทำหนังสือรับรองการเกิดนั้น หากยังไม่มี ก็ควรจะไปแสวงหาพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือได้สัก ๒ ท่านเพื่อไปดำเนินการดังกล่าว อันจะนำไปสู่การทำหนังสือรับรองการเกิดดังกล่าวมาแล้ว การทำเอกสารดังกล่าวอาจทำได้ ณ เทศบาลตำบลเวียงพางคำ

หนังสือรับรองการเกิดนี้จะทำให้คุณแสงคำมีข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบที่กำหนดโดยมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ อันทำให้เทศบาลตำบลเวียงพางคำมีหน้าที่รับคำขอลงรายการสัญชาติไทยแก่นางแสงคำ และรวมตลอดถึงคุณบุญฤทธิ์ และหากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิเสธ คุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์ก็อาจใช้สิทธิฟ้องเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อศาลปกครองเพื่อบังคับการตามสิทธิที่มี

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณแสงคำซึ่งเป็นมารดายังไม่ได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโยผลของมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่คุณบุญฤทธิ์จะได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทย ทั้งนี้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะใช้อำนาจตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายหรือเป็นการทั่วไปให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ดังนั้น หากคุณบุญฤทธิ์จะได้มาซึ่งสิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรานี้ คุณบุญฤทธิ์ก็จะต้องยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยตามมาตรานี้ และคำร้องขอนี้ก็จะต้องถูกส่งไปผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ และการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีได้กำหนดหลักเกณฑ์การให้สัญชาติไทย แต่จนกระทั่งปัจจุบัน ยังไม่มีความชัดเจนมาจากคณะรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด

ดังนั้น ด้วยความเห็นของผู้บันทึก การดำเนินการตามมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ย่อมจะเป็นจริงได้มากกว่า หากคุณแสงคำเกิดในประเทศไทยจริง ก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะมีพยานบุคคลที่รู้เห็นการเกิดของคุณแสงคำ

อยากให้คุณแสงคำและคุณบุญฤทธิ์พยายามให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตนเอง และพยายามศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับตนเอง ถ้ายังมีข้อสงสัยอีก โปรดถามกลับมาเลย

-----------------------------------------

[1] ซึ่งบัญญัติว่า

“บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทย   แต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ข้อ ๑ และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ข้อ ๒ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าว ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ  วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

            เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน”