จากการที่มนุษย์เกิดการเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิต เพราะมนุษย์เป็นเพียงส่วนที่เล็กที่สุดในธรรมชาติไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้อยู่ภายใต้อำนาจของตนได้ มนุษย์จึงสร้างความเชื่อและระบบความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติขึ้นเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้เกิดความมั่นคงทางใจมีความราบรื่นในการดำรงชีวิตทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาสิ่งนี้เรียกได้ว่า“ภูมิปัญญา” ที่มีลักษณะเฉพาะของคนแต่ละกลุ่มแต่ละชุมชนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการดำรงชีวิตของคนในแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน อันเนื่องมาจากกระบวนการเรียนรู้เพื่อการปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ถิ่นฐานที่มนุษย์ตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัยในบริเวณที่มีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ความต้องการขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์จึงนำไปสู่การเกิดระบบการผลิตแบบยังชีพเพื่อความอยู่รอดรวมกันไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกดั้งเดิมที่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ในบริเวณเดียวกันไว้ใช้เป็นอาหารและบริโภคในครัวเรือนหรือใช้ในพิธีกรรมของชุมชน เป็นลักษณะการผลิตแบบโบราณที่ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งตนเองได้ทั้งด้านการบริโภคและทางด้านปัจจัยการผลิตที่เรียกว่าเกษตรดั้งเดิม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเกษตรดั้งเดิมเป็นเกษตรเพื่อการพึ่งตนเองเป็นหลักสำคัญ ที่ถือระบบการเกษตรกรรมที่มีอยู่ด้วยกันในหลายรูปแบบซึ่งได้รับการสั่งสมประสบการณ์มาเนิ่นนานของชาวบ้านในแต่ละชุมชน จากประสบการณ์ดังกล่าวที่ได้ตกผลึกทางความคิดจนกลายเป็นภูมิปัญญาอันเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การพัฒนาที่ก่อให้เกิดแนวความคิดและวิธีปฏิบัติของเกษตรกร ภายใต้หลักการที่คำนึงถึงระบบนิเวศวิทยาในรูปแบบการเกษตรผสมผสาน ที่มีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อทำการผลิตทางการเกษตรที่ตอบสนองความจำเป็นและความต้องการของมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตลอดจนการมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความสมดุลของระบบนิเวศน์ โดยมีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในธรรมชาติอย่าเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เกื้อกูลกันระหว่างพืชและสัตว์ให้มีความต่อเนื่องในการหมุนเวียนของธาตุอาหารที่เกื้อกูลกันตามธรรมชาติ อันเป็นรูปแบบระบบเกษตรกรรมพื้นบ้านถือเป็นภูมิปัญญาที่ไดรับการถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เพื่อความเข้าใจถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวบ้านในการทำ “สวนดูซง” จึงได้ทำการค้นหาองค์ดวามรู้ ณ บ้านคลองทุเรียน อ.นาทวี จ.สงขลา เนื่องจากครั่งในอดีต(ประมาณ พ.ศ.2500)ชาวบ้านในบริเวณบ้านคลองเรียนนั้นดั้งเดิมนั้นได้อพยพมาจาก อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งในปัจจุบันเป็นบริเวณพื้นที่ที่มีการทำเกษตรแบบผสมผสาน“สวนดูซง” ที่สมบูรณ์แบบที่ปรากฏอยู่ปัจจุบันในจังหวัดสงขลา ถึงอย่างไรความเป็นทุนนิยมก็ได้เล็ดลอดเข้ามาภายในหมู่บ้านแห่งนี้ได้อยู่ดี จึงทำให้บริเวณพื้นที่“สวนดูซง”ส่วนใหญ่ได้รับการแปลงสภาพไปเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยเฉพาะยางพารา และบางที่รกร้างขาดการดูแล บ้านคลองทุเรียน อ.นาทวี จ.สงขลา พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นเทือกเขาที่มีสภาพเป็นป่าดงดิบ สลับกับที่ราบลุ่มที่เป็นลำธารจากป่าต้นน้ำจากภูเขาในบริเวณที่ใกล้เคียง ประชากรเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลามที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะทำสวนยางพารา และทำสวนผลไม้ผสมผสานควบคู่กันโดยมีรูปแบบการทำสวนในแบบดั่งเดิมของชาวไทยมุสลิมเป็นระบบเกษตรกรรมโบราณมีอายุยาวนานนับร้อยปีเกิดจากการสั่งสมความรู้ ประสบการณ์ อันเป็นภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษที่มีรูปแบบของระบบการบริหารจัดการเกษตรผสมผสานระหว่างเกษตรกรรม ป่าไม้ และการปศุสัตว์ในพื้นที่เดียวกัน “สวนดูซง”จะอยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำสลับกับภูเขาที่เป็นสภาพป่าดงดิบและมีความชื้นสูงบริเวณเชิงเขานั้นมีการปลูกจำพวกไม้ยืนต้น จำพวก ลองกอง มังคุด ส้มโอ ทุเรียน มะพร้าว หมาก และยางพารา ในส่วนของที่ราบมีการปลูกไม้ผลจำพวก สละ ทุเรียนพันธุ์ ลองกอง ลางลาด สมุนไพรพื้นบ้านที่มีในปัจจุบันจำพวก ขมิ้นชัน ในบริเวณที่โล่งเป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ซึ่ง“สวนดูซง”จะมีอยู่2 ลักษณะใหญ่ๆ 1)ดูซงริมน้ำ 2)ดูซงริมพรุ
สวน "ดูซงริมน้ำ"
สวน "ดูซงริมพรุ"
ถึงอย่างไรก็ตามสังคมยุคปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ที่มีอิทธิพลที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิดและวิถีชีวิตในแต่ชุมชน ในขณะที่สังคมมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาในนั้น ส่งผลให้กระบวนการถ่ายทอดความรู้ทางภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อนสู่คนรุ่นปัจจุบัน มีอุปสรรคเพิ่มขึ้นเนื่องจากกระบวนการทางความคิด ที่มีความแตกต่างจากความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ซึ่งนับวันจำนวน“สวนดูซง”ก็จะค่อยๆเลื่อนหายตามกาลเวลา จากที่ได้กล่าวมาแต่ข้างต้น ชาวบ้านในบริเวณบ้านคลองเรียนนั้นดั้งเดิมนั้นได้อพยพมาจาก อ.สายบุรี ที่ได้เข้ามาจับจองพื้นที่ทำมาหากินตั้งแต่อดีต ต้นไม้ยืนต้นที่เก่าแก่ในปัจจุบันก็มี ต้นยาง ต้นตะเคียนทอง ต้นหลุมพอ ก็จะปล่อยไว้แบบนั้นจะไม่มีการตัดเพื่อที่จะนำไม้ไปทำอย่างอื่น เนื่องจากสามารถที่จะกันนำไม่ให้กัดเซาะตลิ่งได้เวลาฤดูน้ำหลาก การทำเกษตรของ“สวนดูซง” ในปัจจุบันไม่มีการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่จะมีก็แค่ มีระบบรดน้ำต้นไม้เท่านั้นระบบรดน้ำต้นไม้ก็จะสูบน้ำขึ้นไปจากคลองแล้วจะมีถังจ่ายน้ำ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
(ต้นไม้ดั่งเดิมเท่าที่มีซึ่งช่วยในการลดการพังทลายของดิน)
(บรรยากาศอันร่มรื่นภายในสวน)
(บริเวณที่ปลูกพืชสมุนไพร)
เห็นได้ว่าระบบการจัดการวางแผนในการทำสวนเน้นถึงการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่เป็นสำคัญ โดยที่คำนึงถึงผลต่างๆในระยะยาวจากการที่ไม่ทำลายไม้ยืนต้นที่อยู่ริมตลิ่งเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน อันเป็นหลักภูมิปัญญาที่มีความสอดคล้องกับระบบการจัดการของที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศในการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่มีอยู่ในสวนเพื่อใช้ในการรักษาตามแบบแพทย์พื้นบ้านจากหัวขมิ้นขาวมารักษาโรคผิวหนัง วิถีแห่งการเกษตรของชาวบ้านที่เกิดจากตกผลึกทางความรู้ที่ได้รับการสะสมมาจากรุ่นสู่รุ่นก่อให้เกิดความร่วมมือกันทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของสังคมชุมชนอันแสดงถึงความสามัคคี พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันภายในชุมชนจากการทำ“สวนดูซง”ซึ่งซึ่งการทำสวนผลไม้ผสมผสานเป็นระบบที่อาศัยความสมดุล ของระบบธรรมชาติโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเลือกพื้นที่ปลูกและจัดการต้นไม้ ทำให้มีค่าใช้จ่ายของต้นทุนที่ต่ำ โดยหลักการของธรรมชาติจากการอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ความชื้นจากร่มเงาของต้นไม้และธาตุอาหารของพืชอาศัยจากการย่อยสลายของซากพืชที่ล่วงหล่นเป็นอินทรีย์วัตถุในพื้นดิน ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศของป่าดีไม่เสื่อมโทรม ภายใต้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการอนุรักษ์ ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับการทำมาหากินเพื่อการยังชีพด้านการเกษตร หรือระบบเพื่อการผลิตยังชีพปัจจัยทางด้านการบริโภคและปัจจัยการผลิตแก่ครัวเรือนและชุมชนให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารเพื่อการยังชีพ จึงส่งผลให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองในระดับชุมชน นอกจากนั้นยังเป็นการรักษาทรัพยากรทางธรรมและสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ จึงกล่าวได้ว่าเป็นระบบการเกษตรกรรมที่เน้นถึงการสนองความต้องการของครอบครัว และชุมชนเป็นสำคัญหลักการทำเกษตรยั่งยืนเป็นหลักประกันว่าทุกครอบครัวในชุมชนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยการพึ่งพาตนเองที่มีความพอเพียงอย่างยั่งยืน “สวนดูซง”ระบบเกษตรกรรมผสมผสานที่เน้นถึงความสำคัญของระบบนิเวศวิทยา เป็นระบบเกษตรกรรมพื้นบ้านที่มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นระบบเกษตรกรรมที่มีความเหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศของภาคใต้ตอนล่างจึงกล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านอาหารเพื่อบริโภคระดับครอบครัว