การกินเจ เป็นเจตนาที่ดีที่จะไม่ฆ่าสัตว์   ถือเป็นกุศลจิตประการหนึ่ง

 

แต่ขอเตือนว่าอย่าไป  “ยึดติด ยึดมั่น”  ว่า กินเจแล้วได้บุญ ตายแล้วจะได้ไปสวรรค์  

 

หากกินเจแล้วได้บุญจริง  ดังนั้นบรรดา วัว ควาย เก้ง กวาง  ตายแล้วคงได้ไปสวรรค์ยิ่งไปกว่าคนเสียอีกกระมัง  เพราะพวกมันกินเจมาแต่กำเนิด  พ่อแม่มันก็กินเจกันมาหลายแสนปีก่อนพ่อแม่เราด้วยซ้ำไป

 

แท้จริงแล้วการกินเจ เป็นกุศล+อุบาย = กุศโลบาย   เพื่อทำให้เกิดสติ เพื่อนำไปสู่สมาธิ และปัญญา ในที่สุด ต่างหากเล่า

 

น่าสังเกตว่าอาหารเจวันนี้ นิยมนำเอาเนื้อพืชมาปรุงแต่งให้มีสัมผัสรสเหมือนเนื้อสัตว์ พอกินกันเสร็จก็อุทานด้วยความลิงโลดว่า ..อร่อยเหมือนกินเนื้อสัตว์เลย    ...อย่างนี้แสดงว่าจิตยังยึดติดกับการกินเนื้อสัตว์อยู่ และยังเถื่อนอยู่เหมือนเดิมแหละ

 

 

แม้ผู้ที่ไม่ยึดติดกับอาการดังกล่าวก็ตาม แต่ก็พึงระลึกว่า ยังกินพืชอยู่นะ และพืชก็มีชีวิต  ที่มีความรักตัวกลัวตายไม่ด้อยไปกว่าสัตว์เลย เพียงแต่พืชไม่มีปากร้องแสดงความเจ็บปวดเหมือนสัตว์เท่านั้นเอง   และไม่มีแขนขาที่ดิ้นแสดงออกถึงความเจ็บปวดให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งแบบสัตว์   คิดๆไปแล้วน่าสงสารพืชยิ่งกว่าสัตว์เสียอีก ที่ไม่มีสิทธิเสียงในการเรียกร้องความสงสารเท่ากับสัตว์ เลยถูก "กิน" อย่างไร้มนุษยธรรม  (มันเป็น "สัจธรรม"   ที่  "สัตว์จะทำ" เสียอย่าง ใครจะทำไม อิอิ) 

 

อีกทั้งการปลูกพืชมาเป็นอาหารให้มนุษย์นั้นก็ต้องฆ่าสัตว์เป็นจำนวนมาก เช่น การไถนา ต้องฆ่าไส้เดือน และสัตว์ไต้ดินอื่น   การปลูกก็ต้องกำจัดสัตรูพืชมากหลาย   เช่น หนอน แมลง ต่างๆ  ดังนั้นการกินพืชล้วนๆ ก็ต้องฆ่าแมลงโดยอ้อมจำนวนมากอยู่ดี   เช่น การกินผักคะน้าหนึ่งต้น คงต้องฆ่าสัตว์ไม่น้อยไปกว่า  100 ชีวิต

 

...คนถางทาง (๖ ตค. ๒๕๕๕)