.........แต่เหตุไฉนชาวไทยเราจึงไม่ยอมรับเอาวัฒนธรรม “นามสกุล” ของฝรั่ง จีน แขก มาใช้ให้มันศิวิไลซ์บ้างเล่า?
... ข้าฯขอ ตั้งข้อวินิจฉัยไว้สักสามประการ ประการแรกทีเดียวเราอาจจะมีความภูมิใจในความเป็นตัวเองสูงมากในระยะนั้น ซึ่งอาจจะฟังไม่ค่อยขึ้นนัก เช่นว่า หากมีความภูมิใจสูงถึงปานนั้นแล้วทำไมจึงละทิ้งการนับถือผีสางที่ปฎิบัติมาแต่ดั้งเดิม แล้วหันมายอมรับศาสนาของชาวต่างชาติแทน(คือศาสนาพุทธ) เล่า
... ประการที่สองอาจจะเป็นเพราะว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจแทนสังคมทั้งหมด(ผู้ชาย)เล็งเห็นว่าจะไม่เป็นธรรมต่อสตรีเพราะจะต้องมีการเปลี่ยนนามสกุลเป็นของฝ่ายสามี ...และประการที่สามอาจจะเป็นได้ว่าทางฝ่ายชายอยากเปลี่ยนตามกระแสอารยะธรรมโลกแต่ฝ่ายหญิงคัดค้านเอาไว้
หากเป็นเหตุผลประการที่สองก็ย่อมหมายความว่าแท้จริงแล้วผู้ชายไทยนั้นมีนิสัยเอี้ออาทรต่อสวัสดิภาพและสถานะภาพของผู้หญิงมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาเห่อตามฝรั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ...หากเป็นเหตุผลประการที่สามก็หมายความว่าผู้หญิงซึ่งเราถือกันว่าเป็นช้างเท้าหลังนั้นแท้จริงแล้วมีสถานะทางสังคมสูงมาก สูงถึงขนาดสามารถมีสิทธิทัดทานกระแสวัฒนธรรมนามสกุลไม่ให้ได้ผุดเกิดในสังคมไทย
ผู้เขียนเชี่อว่าน่าจะเป็นการผสมผสานกันของเหตุผลในสองประการหลัง กล่าวคือ ทางฝ่ายชายก็เอื้ออาทรอยู่แล้ว ประกอบกับทางฝ่ายหญิงก็มีสิทธิทางสังคมสูงพอที่จะทัดทานกระแสสังคมได้
หลักฐานทางด้านอื่นๆที่แสดงให้เห็นว่าหญิงไทยเรามีสถานะทางสังคมสูงมาแต่โบราณกาลก็คือการย้ายเข้าไปอยู่บ้านของฝ่ายหญิงภายหลังจากหนุ่มสาวแต่งงานกันแล้ว
ผู้เขียนเคยนำเรื่องนี้ไปเอ่ยให้เพื่อนๆชาวอินเดียและชาวจีนฟัง เพื่อนเหล่านั้นบอกว่าการทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในสังคมของเขา พ่อแม่ทางฝ่ายชายจะถือว่าเป็นการเสียเกียรติอย่างยิ่งที่ลูกชายของตนจะย้ายเข้าบ้านของพ่อแม่ฝ่ายหญิง เพื่อนอินเดียบอกต่อไปด้วยว่าหากพ่อแม่ฝ่ายชายเดินทางไปธุระยังเมืองของพ่อแม่ฝ่ายหญิงก็จะไม่มีวันไปขอนอนค้างบ้านของพ่อแม่ฝ่ายหญิงเป็นอันขาด เพราะถือกันว่าเป็นการเสียเกียรติ
ทั้งในอินเดียและจีนต่างก็ยึดเป็นประเพณีว่าลูกชายคนโตได้รับเกียรติในการเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า สังคมทั้งสองจึงเฝ้าประคบประหงมแต่ลูกชายคนโต ดูเสมือนหนึ่งว่าเป็นการประจบลูกเพื่อที่ลูกจะได้รักและตอบแทนพระคุณเป็นอย่างดีในตอนแก่เฒ่า ..... แต่อีกมุมมองก็เห็นว่าพ่อแม่ต้องการให้ลูกชายคนโตได้เจริญก้าวหน้าเป็นคนมีเกียรติในสังคมให้มากที่สุด เมื่อพ่อแม่แก่ตัวลงแล้วไปอยู่กับลูกชายคนโตพ่อแม่ก็จะพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย
เป็นที่น่าแปลกใจมากที่ชาวไทยก็ไม่ดูดซับเอาวัฒนธรรมเช่นนี้มาเป็นของตนบ้าง แต่กลับมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง คือพ่อแม่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ส่วนใหญ่มักจะเลือกไปอาศัยอยู่กับลูกผู้หญิงมากกว่าลูกผู้ชาย เรื่องนี้สามารถขยายความได้อีกมาก
การที่พ่อแม่นิยมไปอยู่กับลูกผู้หญิงยามแก่เฒ่าย่อมแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าผู้หญิงไทยเป็นผู้มีสถานะอันสูงในสังคม สูงพอที่จะเชิดหน้าชูตาพ่อแม่ของตนได้ สูงพอที่จะปกป้องพ่อแม่ของตนไม่ให้สามีและวงศาคณาญาติของเขามาข่มเหงพ่อแม่ของตนได้
นอกจากนี้มันยังแสดงให้เห็นต่อไปอีกด้วยว่าผู้หญิงเป็นผู้มีอำนาจในบ้าน ใครเลยจะอยากเอาชีวิตของตนไปอิงไว้กับคนที่ไม่มีอำนาจ ถ้าให้เลือกส่วนใหญ่ก็จะอยากอยู่ในความดูแลของผู้มีอำนาจและมีเกียรติทั้งนั้น
ในอีกมุมมองก็จะเห็นว่าการที่พ่อแม่เลือกไปอยู่กับลูกสาวก็เพราะพ่อแม่เล็งเห็นว่าลูกสาวรักพ่อแม่มากกว่าลูกชาย การที่ลูกสาวรักพ่อแม่มากกว่าลูกชายก็คงจะเป็นผลสะท้อนมาจากการที่ในวัยเด็กนั้นพ่อแม่ลำเอียง (อาจจะโดยไม่ตั้งใจ) รักลูกสาวมากกว่าลูกชายนั่นเอง
สมัยก่อนโน้นทั้งหญิงและชายไทย ต่างก็มีสิทธิในการสืบทอดวงศ์สกุลเท่าเทียมกัน คือสืบทอดโดยทางสายเลือด ไม่ใช่โดยทางนามสกุลของฝ่ายชายอย่างในสากลสมัยนี้ ดังนั้นพ่อแม่ไทยในสมัยก่อนเลยไม่มีตัวแปรเรื่องนามสกุล อยู่ในสมการความรักบุตรของท่าน
...โปรดติดตามตอนต่อไป
...คนถางทาง
หลายประการที่เขียนมานั้นน่าจะดูดี.ในสมัยหนึ่งที่ผ่านมา. บัดนาวไม่รู้ว่าจะถูกไหม ?But now ! เขียนตามพวกที่ชอบแหกปากว่ากูรักภาษาไทย พวกมันรัก / รักษ์ ตรงไหนว๊ะ ? ผมไม่อยากเชื่อเลยว่ายังจะมีคนไทย ยุคใหม่. รักชาติ รักภาษาไทย รักวัฒนธรรมไทย. หลงเหลืออยู่เพราะเช้านี้..ยังออกรายการอยู่ทางทีวีเสรีอยู่เลย.ป้าตุ๊ยตุ่ย..เพื่อนแก่อีกคน..ชายไทยไม่ทราบชื่ออีกคน..พวกเขาพร้อมใจสวมชุดกิโมโนกันแล้วมาออกรายการ..ไหนพวกเอ็งแหกปากว่ารักชาติไทยล่ะ ? ทำไมจึงไม่สวมชุดไทย ?
...คนบางคน...ใช้นามสกุลตัวเองเพราะใช้นามสกุลสามีชาวบ้านบ่ได้ อิๆๆๆ