ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน : 17. เคล็ดลับท้าทาย นศ. ในระดับที่พอดี

ครูต้องจัดให้การเรียนรายวิชามีความแตกต่างใน นศ. แต่ละคนได้ เพื่อให้ นศ. แต่ละคนได้เรียนในสภาพที่ท้าทายพอเหมาะ โดยครูหาทางทำความเข้าใจความแตกต่างของ นศ. แต่ละคน แล้วออกแบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น เพื่อ นศ. แต่ละคนจะเลือกเรียนตามที่เหมาะแก่ตน

ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน  : 17. เคล็ดลับท้าทาย นศ. ในระดับที่พอดี   

บันทึกชุดนี้ ได้จากการถอดความ ตีความ และสะท้อนความคิด    จากการอ่านหนังสือ Student Engagement Techniques : A Handbook for College Faculty เขียนโดย ศาสตราจารย์ Elizabeth F. Barkley    ในตอนที่ ๑๗ นี้ ได้จากบทที่ ๑๐ ชื่อ Tips and Strategies for Ensuring Students Are Appropriately Challenged   

 

คล. ๓๘  ประเมินจุดเริ่มต้นของ นศ.

เนื่องจาก นศ. ในแต่ละชั้น จะมีพื้นความรู้เกี่ยวกับวิชานั้น ไม่เท่ากัน   ดังนั้นครู (และ นศ.) ต้องเข้าใจระดับพื้นความรู้ของ นศ. แต่ละคน   จึงต้องดำเนินการทดสอบพื้นความรู้ของ นศ.   ในวิชาฟิสิกส์มีการทดสอบ Force Concept Inventory in Physics   ในวิชาเคมีก็มี the California Chemistry Diagnostic Test   ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้   หากครูสอนวิชาอื่น อาจต้องพัฒนาแบบทดสอบขึ้นใช้เอง    โดยมีหนังสือสำหรับค้นคว้าได้แก่ Tools for Teaching  และ The knowledge survey :A tool for all reasons        

วิธีประเมินพื้นความรู้ของ นศ. แบบที่เรียกว่า the knowledge survey เป็นวิธีการวัดพื้นความรู้และผลการเรียนรู้ที่แตกต่างจาก Pre-test – Post-test   ในลักษณะที่ PTPT วัดที่รายละเอียดของเนื้อวิชา    แต่ the knowledge survey เน้นถามความมั่นใจที่จะตอบข้อสอบตามวัตถุประสงค์ของรายวิชา

 

คล. ๓๙  ติดตามประสิทธิผลในการเรียนของชั้น

ครูต้องหมั่นถามความเห็นจาก นศ.   ว่าสามารถติดตามการเรียนได้ดีหรือไม่   โดยใช้วิธีการทั้งแบบ ไม่ต้องรู้ว่าเป็นความเห็นของใคร (anonymous)    และแบบถามจากกลุ่ม นศ.

เทคนิค “กระดาษแผ่นจิ๋ว”  (ในหนังสือ Classroom assessment techniques : A handbook for college teachers หน้า ๑๔๘ - ๑๕๓)   โดย ๒ นาทีก่อนจบคาบเรียน   แจกกระดาษแผ่นเล็กๆ   ให้ นศ. แต่ละคนเขียน ๒ ประโยค (ไม่ต้องลงชื่อ)ว่าได้เรียนรู้อะไร   ส่วนไหนยังเข้าใจไม่ชัด   ครูเอาไปอ่านภายหลังเพื่อเป็นข้อมูลปรับปรุงชั้นเรียน

เทคนิค “ดัดแปลงจากกระดาษแผ่นจิ๋ว”  (ในหนังสือ Learner-centered assessment on college campuses : Shifting the focus from teaching to learning  หน้า ๑๓๒ - ๑๓๓)   ให้เขียนก่อนจบคาบ ๑๕ - ๒๐ นาที   แล้วครูเอามาตอบหรืออธิบายในชั้นเรียน  

ทั้งหมดนี้ ได้ประโยชน์ทางอ้อมด้วย คือให้ นศ. เห็นว่าครูให้ความสำคัญต่อการเรียนของ นศ. มากกว่าการสอนของครู   

 

คล. ๔๐  ให้ นศ. เรียนรู้การประเมินตนเอง

ครูต้องช่วยให้ นศ. ประเมินการเรียนและกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง   เพื่อให้ นศ. สามารถรับผิดชอบการปรับให้การเรียนของตนอยู่ในสภาพที่ “มีระดับความท้าทายที่เหมาะสม”   โดยอาจทำงานทบทวนความรู้เพิ่ม   ขอความช่วยเหลือ   หรือท้าทายตนเองด้วยบทเรียนที่ก้าวหน้าหรือยากขึ้น    

เขาแนะนำเครื่องมือ Diagnostic Learning Logs   โดยให้ นศ. ทำบันทึกรายการ ๒ รายการ สำหรับแต่ละคาบของการเรียน    คือรายการประเด็นสำคัญที่ตนเข้าใจ    กับรายการประเด็นที่ตนยังเข้าใจไม่ชัดเจนพร้อมข้อแนะนำวิธีแก้ไข   บันทึกนี้ช่วยทั้งครู และช่วย นศ.  

การใช้ Learning Logs เป็นเครื่องมือสำหรับ นศ. ประเมินการเรียนรู้ของตนเองนี้ คงจะมีหลายแบบ   ศ.เอลิซาเบธ แนะนำแบบที่ระบุไว้ในหนังสือ Learner-centered teaching  : Five key changes to practice (Weimer M, 2002) ด้วย

 

คล. ๔๑  จัดองค์ประกอบของรายวิชาให้มีความแตกต่างหลากหลาย เพื่อสนอง นศ. เป็นรายคน

หัวใจคือการเรียนรู้ของ นศ.   ไม่ใช่การสอนของครู   และสไตล์การเรียนรู้ของ นศ. แต่ละคนไม่เหมือนกัน   ดังนั้น ครูต้องจัดให้การเรียนรายวิชามีความแตกต่างใน นศ. แต่ละคนได้   เพื่อให้ นศ. แต่ละคนได้เรียนในสภาพที่ท้าทายพอเหมาะ   โดยครูหาทางทำความเข้าใจความแตกต่างของ นศ. แต่ละคน   แล้วออกแบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น เพื่อ นศ. แต่ละคนจะเลือกเรียนตามที่เหมาะแก่ตน   โดยครูพึงเอาใจใส่ความแตกต่างในประเด็นต่อไปนี้

  • ระดับ  : หาก นศ. แสดงความเข้าใจสาระนั้นๆ ในระดับหนึ่งแล้ว    ให้ลองจัดให้เรียนสาระที่ซับซ้อนขึ้น หรือให้ลองทำโจทย์ประยุกต์ใช้ความรู้แบบที่ซับซ้อน
  • วิธีเข้าถึงสาระ : เปิดหลากหลายช่องทางที่ นศ. เข้าถึงสาระวิชาได้  ได้แก่การนำเสนอของครู  ตำรา  เอกสาร online  ภาพยนตร์  ไฟล์เสียง  และ CAI (Computer-Assisted Instruction)
  • กระบวนการเรียนรู้ : ใช้กระบวนการที่หลากหลาย เช่น การเขียน  การอภิปราย  การสร้างสรรค์  ในหลากหลายระดับความยาก ความซับซ้อน การใช้เวลา การช่วยเหลือจากเพื่อน หรือจากครู 
  • ผลิตผล : ให้มีหลักฐานแสดงผลิตผล หรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้หลากหลายแบบ นอกเหนือจากการให้ตอบข้อสอบตามปกติ   เช่น การเขียนเรียงความ,  เขียน web page,   นำเสนอเป็นเสนอสื่อผสม,  สาธิต,  role play,  การสร้างโมเดล,  นิทรรศการ,  เป็นต้น  
  • พื้นที่ห้องเรียน : ให้สามารถจัดห้องเรียนได้หลายแบบ ไม่ใช่มีแต่จัดโต๊ะนักเรียนเรียงเป็นแถวหันหน้าสู่กระดานดำหรือจอหน้าห้อง อย่างสมัยก่อน   ทั้งนี้เพื่อการเรียนเป็นกลุ่มย่อย   การทำงานกลุ่ม   และการค้นคว้า online   พื้นที่ห้องเรียนไม่ควรจัดแบบเดียวเป็นการถาวร    ควรเปลี่ยนแปลงไปตามวิธีการเรียนรู้ในแต่ละคาบ
  • วัสดุ : วัสดุประกอบการเรียนไม่ได้มีเฉพาะหนังสืออีกต่อไป   แต่มีวัสดุ อีเล็กทรอนิกส์ และ online ให้เข้าถึงได้หลากหลาย   ครูควรเลือกใช้วัสดุหลากหลายชนิดในการสอน เช่น คำคม,  แผนผัง,  รูปภาพ,  คลิปภาพยนตร์,  ผลการประเมิน,  podcast เป็นต้น    และควรเปิดโอกาสและส่งเสริม ให้ นศ. สื่อสารการเรียนรู้ของตนออกมาหลายช่องทาง เช่น เขียนรายงาน, เสนอเป็น presentation, นิทรรศการ, วิดีทัศน์, บันทึกเสียง, เว็บเพจ, บันทึกกิจกรรม, ภาพ, ข้อวิเคราะห์และสะท้อนความคิด, วิกิ, บล็อก, เป็นต้น 
  • เวลา : หาทางสร้างความยืดหยุ่นในการเรียน ในท่ามกลางข้อจำกัดของภาคการศึกษา    โดยครูตั้งคำถามกับตนเอง เช่น “เมื่อไรควรเรียนในชั้นรวม กลุ่มย่อย หรือคนเดียว”  “มีเวลาที่การเรียน ๓ แบบนี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันได้ไหม”  “นศ. ควรทำอย่างไร หากบางคนทำงานเสร็จเร็ว”  “ในการเรียนแบบ online กิจกรรมแบบไหนควรทำพร้อมกัน  กิจกรรมแบบไหนควรต่างคนต่างทำ”

 

คล. ๔๒   ใช้ตัวช่วย (scaffolding) เพื่อช่วยให้เรียนสิ่งที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น

หนังสือให้ตัวอย่างขั้นตอนที่ช่วย นศ. ให้เขียนบทความวิจัยได้

  • โมเดล  มีตัวอย่างรายงานผลการวิจัยให้ดู    จะยิ่งดีหากเป็นผลงานของ นศ. ปีก่อนๆ    ทำโดยแบ่ง นศ. ออกเป็นกลุ่มย่อย และแจกผลงานรายงานผลการวิจัยของ นศ. ปีก่อนๆ ให้ดู กลุ่มละ ๒ - ๓ รายงาน
  • คิดออกมาดังๆ  ในระหว่างทำงานนั้น
  • จงคาดหวังความยากลำบาก   ครูอภิปรายกับ นศ. ว่าคาดหวังความยากลำบาก หรือความผิดพลาดตรงไหนบ้าง  และหวังความช่วยเหลืออย่างไร   เช่นการหาข้อมูลจะทำได้ครบถ้วนไหม   จะต้องระวังปัญหาถูกกล่าวหาว่าขโมยผลงาน (plagiarism) อย่างไร
  • สอนซึ่งกันและกัน   ขอให้ นศ. อภิปรายผลงานของตนกับเพื่อน   โดยอาจจับกลุ่มย่อย ผลัดกันนำเสนอร่างรายงาน   และให้ข้อติชมเสนอแนะซึ่งกันและกัน

ศ. เอลิซาเบธ บอกว่า วิธีการใช้ตัวช่วยนี้ มีคนไม่เห็นด้วย   ตำหนิว่าเป็นการลดโอกาสที่ นศ. จะใช้ความพยายามเอาชนะความท้าทายเอง    ผมคิดว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของ นศ.   หากงานนั้นยากมาก จน นศ. มีโอกาสถอดใจสูงมาก   การใช้ตัวช่วยก็น่าจะเหมาะสม 

วิจารณ์ พานิช

๓ ต.ค. ๕๕

  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ อาจารย์ขอนำบางส่วนไปลองประยุกต์ใช้ตามที่ตนเองเข้าใจนะคะ

หมายเลขบันทึก

504452

เขียน

04 Oct 2012 @ 06:15
()

แก้ไข

05 Oct 2012 @ 13:14
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ดอกไม้: 5, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง