ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน : 14. เคล็ดลับส่งเสริมการเรียนแบบลงมือทำ (๒)

ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์บอกว่า การจารึกความทรงจำ (ถ่ายจากความทรงจำระยะสั้น ไปสู่ความทรงจำระยะยาว) ส่วนใหญ่เกิดขึ้นตอนหลับลึก ผมงานวิจัยบอกว่าช่วงเวลาวิกฤติคือ ๒๔ ชั่วโมง หากหลัง ๒๔ ช.ม. ไปแล้ว นศ. ยังจำได้ แสดงว่าความรู้นั้นน่าจะได้จารึกสู่ความทรงจำระยะยาวแล้ว

ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน  : 14. เคล็ดลับส่งเสริมการเรียนแบบลงมือทำ (๒)   

บันทึกชุดนี้ ได้จากการถอดความ ตีความ และสะท้อนความคิด    จากการอ่านหนังสือ Student Engagement Techniques : A Handbook for College Faculty เขียนโดย ศาสตราจารย์ Elizabeth F. Barkley    ในตอนที่ ๑๔ นี้ ได้จากบทที่ ๘ ชื่อ Tips and Strategies for Promoting Active Learning   

ในบทที่ ๘ นี้ มี ๑๒ เคล็ดลับ    ได้ลงในบันทึกที่ ๑๓ ไปแล้ว ๖ คล.   คือ คล. ที่ ๑๔ - ๑๙  ในตอนที่ ๑๔ นี้ จะต่อด้วย คล. ๒๐ - ๒๕

 

คล. ๒๐  สอนให้จารึกไว้ในสมอง (Teach for Retention)

การเรียนที่ดี คือการเรียนที่ความรู้เคลื่อนจาก short-term memory ไปสู่ long-term memory ในสมอง    ปัจจัยที่ช่วย มี ๓ ประการ

  1. ความเชื่อมโยงกับอารมณ์   การใช้ภาพ ภาพยนตร์ เรื่องเล่า เป็นการกระตุ้นอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนนั้น   จะช่วยจารึกความทรงจำ
  2. เชื่อมโยงกับสิ่งที่รู้อยู่แล้ว (make sense)   ครูอาจช่วยโดยจัดการเรียนเป็นหน่วยย่อยๆ ภายใต้หลักการกลุ่มเดียวกัน   ให้ นศ. ทำแบบฝึกหัดหลังการเรียนหลักการหรือทฤษฎี   หรือให้ นศ. ระดมความคิดว่าหลักการนี้ใกล้เคียงกับหลักการอื่นอย่างไร  
  3. ความหมาย (meaning)   สมองของมนุษย์ “ฉลาด” คือจะไม่ทำงานพร่ำเพรื่อ   จะเลือกทำงานเฉพาะเรื่องที่จำเป็นหรือมีความหมายต่อชีวิตเท่านั้น   ดังนั้นครูต้องหาทางทำให้ นศ. เข้าใจคุณค่า คุณประโยชน์ หรือความหมาย ของสิ่งที่กำลังเรียน ว่ามีประโยชน์อย่างไรต่อชีวิตภายหน้าของ นศ.

ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์บอกว่า การจารึกความทรงจำ (ถ่ายจากความทรงจำระยะสั้น ไปสู่ความทรงจำระยะยาว) ส่วนใหญ่เกิดขึ้นตอนหลับลึก   ผมงานวิจัยบอกว่าช่วงเวลาวิกฤติคือ ๒๔ ชั่วโมง    หากหลัง ๒๔ ช.ม. ไปแล้ว นศ. ยังจำได้   แสดงว่าความรู้นั้นน่าจะได้จารึกสู่ความทรงจำระยะยาวแล้ว  

วิธีช่วย นศ. แบบง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งคือการทดสอบแบบไม่บอกล่วงหน้า และไม่เก็บคะแนน    แต่ใช้เป็นเครื่อง feedback แก่ นศ. ว่าตนได้เรียนรู้ประเด็นสำคัญ จารึกสู่ความทรงจำระยะยาวหรือไม่    จะปรับปรุงการเรียนของตนเองอย่างไร    และครูจะได้รู้ว่าจะช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่ นศ. คนไหนบ้าง

 

คล. ๒๑  จำกัดสารสนเทศ และบรรจุสารสนเทศใส่กระบุง (Limit and chunk information)

ผลการวิจัยบอกว่า พื้นที่ “ความจำใช้งาน” ของสมองผู้ใหญ่สามารถรับเรื่องได้คราวละ ๕ - ๙ รายการในเวลาเดียวกัน    และสมองมนุษย์โดยเฉลี่ย สามารถทำงานได้นาน ๑๐ - ๒๐ นาที แล้วสมองจะล้าหรือเบื่อ  

คำแนะนำต่อครูสอน คือ  (๑) จำกัดจำนวนหัวเรื่องไว้ที่ ๗  (๒) ถ้าเป็นไปได้ ให้รวมเรื่องย่อยที่คล้ายกันเข้าด้วยกัน  (๓) แบ่งการสอนเนื้อหาออกเป็นช่วงๆ คั่นด้วยการอภิปราย หรือให้เขียนรายงาน

 

คล. ๒๒  ให้ปฏิบัติหรือฝึกซ้อม

การซ้อมปฏิบัติช่วยการเรียนรู้ และช่วยเพิ่มความทรงจำ   ครูมีบทบาทมากที่จะช่วยเป็น โค้ช ของการฝึกซ้อม   ช่วยให้ซ้อมแล้วได้การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ คือเรียนได้ลึกและเชื่อมโยง จารึกสู่ความทรงจำระยะยาว    การฝึกซ้อมที่ไม่ดี ไม่มีโค้ชที่ดีคอยแนะนำ อาจได้ความรู้ตื้นๆ หรือผิดๆ จารึกสู่ความทรงจำ    เช่นท่องบทสวดมนต์ได้ แต่ไม่เข้าใจความหมาย ต่อชีวิตของตน

การฝึกซ้อมต้องมีเวลาเพียงพอ    และต้องมีการทำความเข้าใจว่าความรู้หรือบทเรียนนั้น มีคุณค่าอย่างไรต่อชีวิต นศ.   การฝึกซ้อมจึงจะจารึกสู่คงามทรงจำระยะยาว อย่างมีคุณภาพ

การฝึกซ้อมมี ๒ แบบ   (๑) การท่องจำ    ครูอาจสอนเทคนิกช่วยความจำ ตามที่มีแนะนำไว้ในหนังสือ Improve your grade : How to become an honor student   (๒) การฝึกตีความ เพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย   ได้แก่ การเชื่อมโยง  การจัดกลุ่มสารสนเทศ  การจัดกลุ่มหลักการแล้วตั้งชื่อใหม่  การสรุป  และการทดสอบ  

 

คล. ๒๓  จัดระบบการบรรยายเพื่อให้เกิดการเรียนแบบ นศ. ลงมือทำ     

ลำดับก่อนหลังสัมพันธ์กับความจำดังนี้   สิ่งแรกจำได้ดีที่สุด สิ่งสุดท้ายจำได้ดีเป็นที่สอง    สิ่งที่อยู่ตรงกลาง จำได้ดีน้อยที่สุด  

ช่วงเวลาที่สมองเรียนรู้แบ่งได้เป็น ๓ ช่วง คือ Prime-Time 1 (ช่วงต้น), Prime-Time 2 (ช่วงท้าย), และ Down-Time (ช่วงตรงกลาง)    ครูต้องรู้จักใช้เวลา Prime-Time ให้ นศ. เรียนสิ่งสำคัญ   และใช้เวลา Down-Time ทำกิจกรรมทบทวนบทเรียน 

เนื่องจากสมองเรียนได้ดีในช่วงเวลา ๒๐ นาที   จึงควรแบบบทเรียนเป็นช่วงๆ ช่วงละ ๒๐ นาที    เปลี่ยนกิจกรรมของการเรียนรู้ จะช่วยลด Down-Time ของการเรียนรู้ 

 

คล. ๒๔  ใช้ห้องเรียนกลับทาง

นี่คือเทคนิกที่ผมเคยบันทึกไว้แล้วใน บันทึกชุด ห้องเรียนกลับทาง ซึ่งอ่านได้ ที่นี่

เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนเพื่อใช้เวลาในชั้นเรียนให้เกิดคุณค่าสูงสุดต่อการเรียนรู้    เอาเวลาสำหรับเรียนเนื้อหรือสาระวิชาไปไว้นอกชั้นเรียน   และใช้เวลาในชั้นเรียนสำหรับการเรียนแบบลงมือทำ (Active Learning) ได้แก่ mini-lecture, demo, class discussion, work-sheet exercise, รวมทั้ง hands-on mini-lab

ทำให้เกิดการเรียนแบบที่เรียกว่า blended delivery   เกิดการเรียนรู้ที่เสริมแรงกันระหว่าง face-to-face กับ online learning   หนังสือ Blended learning in higher education : Framework, principles, and guidelines   แนะนำวิธีจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเสริมแรงระหว่างการเรียน face-to-face กับการเรียน online ดังในตาราง 

 

ประเภทของการเรียน

กิจกรรมการเรียนรู้

เครื่องมือ online / offline

 

ก่อนการเรียนแบบ face-to-face

 

สร้างเหตุการณ์กระตุ้น

ให้การบ้านไปทำความเข้าใจเรื่องใด เรื่องหนึ่ง

ประกาศ

ทดสอบพื้นความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น หลังทำการบ้าน

ให้ทำแบบทดสอบตนเอง, ให้กรอกแบบสอบถาม, หรือ อภิปรายกลุ่ม  

เครื่องมือสำหรับทดสอบ,      survey, discussion forum

 

 

 

 

ในช่วงการเรียนแบบ face-to-face

 

ทำความเข้าใจผลการทดสอบ online

ครูสอนแบบติว ตามผลการทดสอบความรู้ ที่ได้เรียนรู้ online   เพื่อแก้ความเข้าใจผิด และเสริมจุดสำคัญ

แสดงผลและเฉลยผลการทดสอบ

ตั้งคำถาม และตอบคำถาม

นศ. กับครู อภิปรายตั้งและตอบคำถาม ต่อประเด็นสำคัญ

เครื่องฉาย เพื่อแสดงสารสนเทศ ประกอบการอภิปราย

 

 

 

 

หลังช่วงเวลา face-to-face

 

ประเมินเพื่อติดตามผลการเรียน ในชั้นเรียน

ให้เขียน “ประเด็นสำคัญที่ได้เรียนรู้”  และ “สิ่งที่ยังเข้าใจไม่ชัดเจน”

แบบสอบถาม หรือ discussion forum

ขยายการเรียนรู้ และบูรณาการ

เสวนากับเพื่อน หรือมีเอกสารให้อ่านเพิ่มเติม หรือให้เขียนรายงาน

Discussion forum  หรือการมอบหมายงาน

บูรณาการขั้นต้น และเริ่มต้นเชื่อมโยงทฤษฎีเข้ากับ การปฏิบัติ

โครงงานส่วนบุคคล หรือทำเป็นกลุ่ม

Discussion forum  และการมอบหมายงาน

 

 

 

 

การเรียน face-to-face ช่วงต่อไป

 

การแก้ปัญหา/ประยุกต์

ทบทวนการอภิปราย online ร่วมกันในชั้น   และมีการนำเสนอ ผลโครงงานส่วนบุคคล หรือของกลุ่ม

เครื่องมือนำเสนอผลการทดสอบ  หรือผลจากแบบสอบถาม

นำเข้าสู่เหตุการณ์กระตุ้น เพื่อเข้าสู่บทเรียนตอนต่อไป

เสวนาเรื่องหัวข้อของบทเรียน ตอนต่อไป

เครื่องฉายนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ บทเรียนตอนต่อไป

 

คล. ๒๕  feedback การเรียนรู้แก่ นศ. บ่อยๆ โดยใช้การทดสอบแบบ rubric

นี่คือการใช้ formative assessment เป็นเครื่องมือช่วยนำทางการเรียนรู้ของ นศ.  ซึ่งในสังคมไทย ครูต้องไม่หลงใช้เป็นเครื่องมือสอบเพื่อบอกได้-ตก   ซึ่งจะทำให้การทดสอบหมดคุณค่าของ การเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ของ นศ.    กลายมาเป็นเครื่องมือแสดงอำนาจเหนือของครู  

อ่านบทความอธิบายความหมายของ rubric assessment ที่นี่    จะเห็นว่าในการเรียนการสอนสมัยใหม่ เส้นแบ่งระหว่าง การเรียน การสอน และการประเมิน จางลงมาก จนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน    ซึ่งหมายความว่า การประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนของ นศ.  และเป็นส่วนหนึ่งของการสอนของครูด้วย    และการสอนก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนของ นศ. ด้วย   เป็นต้น

การทดสอบแบบ rubric อาจเรียกได้ว่า การทดสอบแบบผสมผสานวิธีการหลากหลายแบบ เพื่อทดสอบความก้าวหน้าของการเรียนรู้หลากหลายแบบ และหลากหลายมิติ   ตัวอย่างวิธีการ เช่น การให้การบ้านเขียนบทความหรือเรียงความ  เขียนรายงานผลการวิจัย  ให้เข้าไปอภิปราย ลปรร. ใน discussion forum,  ให้ทำงานกลุ่ม,  ให้นำเสนอด้วยวาจา,  เขียนรายงานผลการทดลองทางห้องปฏิบัติการ,  ให้ออกแบบ เว็บ เพจ,  ให้เขียนรายงานสะสมผลงาน (portfolio)   หรือผลงานอย่างอื่นที่ นศ. กับครูตกลงกันเป็นกลุ่มก็ได้ เป็นรายคนก็ได้ 

ครูต้องศึกษาและกำหนดวิธีทดสอบแบบ rubric ในวิชาที่ตนสอน   เมื่อทำสำเร็จจะช่วยลดเวลาทำงานของครู    ประโยชน์ของการทดสอบแบบ rubric ต่อครูมี ๖ ประการ ดังนี้

  1. ครูสามารถมอบหมายงานที่ซับซ้อน และท้าทาย ให้ นศ. ทำเพื่อเรียนรู้   โดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบายแก่ นศ. ว่าทำไมต้องเรียนบทเรียนนั้น บทเรียนนี้   เพราะการทดสอบแบบ rubric ช่วยให้ นศ. เข้าใจล่วงหน้าว่าตนจะต้องเรียนให้ได้ความลึกและเชื่อมโยง ในหลากหลายมิติ   ด้วยวิธีเรียนหลายรูปแบบ   
  2. ช่วยให้การให้เกรดมีระบบ มีความคงเส้นคงวา และเป็นธรรม ระหว่าง นศ. เก่ง กับ นศ. ที่เรียนอ่อน   และเมื่อผู้ให้เกรดเป็นทีมของครูกับ นศ. ผู้ช่วยสอน 
  3. ความกังวลเรื่องเกรดลดลง    เพราะมีมาตรฐานกำหนดชัดเจน
  4. ใช้เวลาน้อยลงในการตรวจการบ้านและให้คะแนน   รวมทั้งการอธิบายแก่ นศ. ว่าทำไมได้คะแนนเท่านั้น ทำไมไม่ให้สูงกว่า    ในกรณี นศ. ที่บ้าคะแนน
  5. ใช้การทดสอบช่วยเน้นเป้าหมายหลักของการเรียนรู้ และความคาดหมายผลสัมฤทธิ์ จากการให้ทำงานที่หลากหลาย
  6. เป็นเครื่องมือสื่อสาร ร่วมมือ ลปรร. ระหว่างครูในวิชาเดียวกัน ในวิชาที่ต่อเนื่องกัน หรือในกิจกรรมการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กัน   เพื่อร่วมกันพัฒนาเกณฑ์และมาตรฐานการเรียนรู้และการประเมินของภาควิชาหรือสถาบัน   ซึ่งผมตีความว่า เป็นเครื่องมือทำงานและเรียนรู้เป็นทีมของครู หรือ PLC นั่นเอง

การทดสอบแบบ rubric มีความซับซ้อนในหลากหลายมิติของการวัด   โดยหนังสือ Introduction to rubrics  : An assessment tool to save grading time, convey effective feedback, and promote student learning   ระบุ ๔ มิติ คือ

  1. การบอกกิจกรรมที่ให้ทำ
  2. การระบุองค์ประกอบของกิจกรรม
  3. ระบุระดับของการทำให้บรรลุผลสำเร็จ (performamce) 
  4. ระบุ สเกล ของผลการประเมิน เช่น ดีเลิศ  ดี  ยังต้องปรับปรุง

ตารางข้างล่าง เป็นตัวอย่างจากหนังสือ ที่ช่วยแสดงว่า การทดสอบแบบ rubric ช่วยให้ นศ. เข้าใจความคาดหวังของการเรียน  ช่วยเป็น feedback ต่อการเรียน (ซึ่งช่วยให้เกิด student engagement)  และช่วยลดภาระของครู  ได้อย่างไร   โดยยกตัวอย่างวิชา Interculturalism in Contemporary Asian Performing Arts

 

กิจกรรมที่กำหนดให้ นศ. ทำ  : นศ. แต่ละคนใช้เวลา ๕ นาที   นำเสนอการวิเคราะห์ผลงานศิลปะการแสดง ในปัจจุบัน ๑ ชิ้น   อาจเป็น ละคร การเต้น หรือดนตรี    ให้ระบุอิทธิพลของเชื้อชาติ และมิติของการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม   เช่น วัฒนธรรมกับการเมือง  คำถามเกี่ยวกับความเป็นตัวตน (identity)   ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ  และมิติของการไร้พื้นที่ของความมีตัวตน   การนำเสนอควรมีการนำเสนอด้วย audio-visuals เช่น คลิปวิดีทัศน์  ภาพถ่าย  แผนที่  กราฟ หรืออื่นๆ   (โปรดสังเกตความชัดเจนและรายละเอียดของข้อกำหนดชิ้นงาน)    

       ชื่อ นศ. …………………………………………………………………………………………….

 

 

Excellent (เด่น)

Competent (ทำได้)

Need Work (ต้องฝึกเพิ่ม)

ความรู้/ ความ  เข้าใจ

(20%)

à      การนำเสนอแสดง ความเข้าใจที่ลึก  โดยมีรายละเอียดที่ เหมาะสมและแม่นยำ สนับสนุน ข้อเสนอ ของ นศ.

à      การค้นคว้ากว้าง ขวาง เลยจากข้อมูล ในชั้น เรียน และ ในตำรา

à      การนำเสนอใช้ความรู้ที่แม่นยำ   โดยมีส่วนไม่แม่นยำเพียง เล็กน้อย   สารสนเทศที่ใช้ โดยทั่วไปเหมาะสมต่อข้อ เสนอของ นศ.

à      การค้นคว้าเพียงพอ  แต่ไม่เลยไปจากที่นำเสนอในชั้นเรียน และที่มีในตำรา

à      การนำเสนอมีสารสน เทศที่เหมาะสม และแม่นยำเพียงเล็กน้อย

à      ไม่ได้ค้นคว้ามาอย่าง จริงจัง

คะแนนที่ให้

15-20

6-14

0-5

 

 

 

 

การคิด / การตั้งคำถาม

(30%)

à      การนำเสนอสะท้อนข้อเสนอที่แสดงความเข้าใจประเด็นเชิงศิลปะ วัฒนธรรม และสังคม  และ ความสามารถเชิง conceptual ที่สูง

à      การนำเสนอมีโครงสร้างการวิเคราะห์ และการนำเสนอ  แต่ข้อวิเคราะห์ไม่ชัดเจนนัก   และการเชื่อมโยงกับประเด็นที่เสนอไม่ชัดเจน

à      การนำเสนอไม่มีโครงสร้างการวิเคราะห์ และไม่มีประเด็นที่เสนออย่างชัดเจน

คะแนนที่ให้

25-30

6-14

0-5

 

 

 

 

การสื่อสาร (20%)

à      การนำเสนอมีจินต นาการ และประสบ ความสำเร็จในการนำเสนอความคิดต่อผู้ฟัง

à      ผู้นำเสนอ แสดงปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ฟัง และตอบคำถามของผู้ฟังได้อย่างดี

à      นำเสนอแนวความ คิดได้  แต่จินตนา การ ไม่ชัดเจน

à      ไม่สามารถตอบบางคำถามได้

à      การนำเสนอไม่น่าสนใจ

à      การนำเสนอก่อความสับสนแก่ผู้ฟัง

คะแนน

15-20

6-14

0-5

 

 

 

 

การใช้ A-V

(20%)

ใช้ A-V aids ที่เหมาะสม เข้าใจง่าย

ใช้ A-V น้อยไป   หรือบางที่ไม่เหมาะสม  หรือมีแต่ นศ. ไม่เอ่ยถึงตอนนำเสนอ

ไม่มี A-V   หรือใช้ไม่เหมาะสม  หรือทำให้สับสน  หรือไม่เอ่ยถึงในการนำเสนอ

คะแนน

15-20

6-14

0-5

 

 

 

 

ทักษะ การนำ เสนอ (10%)

à      พูดดังฟังชัด ใช้สายตาสื่อสารกับผู้ฟัง (eye contact)  จังหวะจะโคนดี ท่าทาง และภาษา กาย เหมาะสม  สามารถทำให้ผู้ฟัง สนใจ  

à      พูดดังและชัดเจน แต่บางครั้งพูดคน เดียว ไม่มี eye contact   บางครั้ง ท่าทางและ ภาษากายไม่เหมาะ สม

à      พูดแล้วคนฟังไม่เข้าใจ   ไม่ได้ใช้ภาษากาย และ eye contact ในการดึงดูดความสนใจ จากผู้ฟัง

คะแนน

8-10

4-7

0-3

คะแนนรวม

………

…….

………

ข้อสังเกตของครู : ………………………………………………………………………………………………….

 

หนังสือแนะนำเว็บไซต์สำหรับให้ครูศึกษาวิธีพัฒนาแบบทดสอบแบบ rubric ที่เหทาะสมที่ http://rubistar.4teachers.org/index.php

 

วิจารณ์ พานิช

๑ ต.ค. ๕๕

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

504150

เขียน

01 Oct 2012 @ 08:37
()

แก้ไข

13 Dec 2012 @ 16:41
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง