มาตรา ๗ ทวิ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งต่อไปนี้ จะเรียกว่า “มาตรา ๗ ทวิ” เป็นบทกฎหมายที่ว่าด้วยข้อยกเว้นของการได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ซึ่งเริ่มต้นมีผลเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน แต่มีผลต่อบุคคลธรรมดาที่เกิดในประเทศได้ใน ๒ ทิศทาง กล่าวคือ
ในประการแรก มาตรา ๗ ทวิโดยตัวมันเองย่อมวิ่งไปข้างหน้าจากเวลาที่มีผลบังคับเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรานี้จึงมีผลทำให้คนต่างด้าวภายใต้เงื่อนไขที่เกิดตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ ไม่อาจใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนจนกว่าจะได้รับคำสั่งอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่อย่างไรก็ตาม ๗ ทวิที่มีผลต่อคนที่เกิดภายใต้ ๗ ทวิ ก็จะถูกจำแนกออกเป็น ๒ ประเภท กล่าวคือ
ประเภทย่อยแรก ก็คือ คนที่เกิดภายใต้ ม.๗ ทวิ เก่า กล่าวคือ คนที่เกิดระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จนถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑
ประเภทย่อยที่สอง ก็คือ คนที่เกิดภายใต้ ม.๗ ทวิ ปัจจุบัน กล่าวคือ คนที่เกิดระหว่างวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ จนถึงปัจจุบัน
ในประการที่สอง มาตรา ๗ ทวิ ที่มีผลย้อนหลังโดย มาตรา ๑๑ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ กล่าวคือ คนที่เกืดระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ซึ่งก็อาจจำแนกต่อไปเป็น ๒ ประเภทย่อย กล่าวคือ
ประเภทย่อยแรก ก็คือ คนเกิดในประเทศไทยระหว่าง ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ จนถึงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ จึงมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด และมาเสียสัญชาติไทยโดย ข้อ ๑ แห่ง ปว.๓๓๗ เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ และมาตกอยู่ภายใต้ ม.๗ ทวิ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ และมาตกอยู่ภายใต้ ม.๒๓ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ สรุป จึงเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิดที่เสียสัญชาติไทยแล้วและกลับคืนสัญชาติไทยแล้ว
ประเภทย่อยที่สอง ก็คือ คนเกิดในประเทศไทยระหว่างวันที ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ จนถึง ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ จึงไม่เคยมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิด เกิดมาภายใต้ ปว.๓๓๗ จึงไม่มีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลของ ข้อ ๒ แห่ง ปว.๓๓๗ และมาตกอยู่ภายใต้ มาตรา ๗ ทวิ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ และมาตกอยู่ภายใต้ มาตรา ๒๓ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ สรุป จึงเป็นคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยและกลับมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนแล้ว
มีข้อสังเกต ๒ ประการจากผู้เขียน กล่าวคือ
ในข้อสังเกตประการแรก ผู้เขียนเห็นว่า ในการจำแนกมาตรา ๗ ทวินั้น ควรเริ่มคิดที่ตัวของ มาตรา ๗ ทวิก่อน การอธิบายความจะง่ายกว่าที่จะเริ่มต้นจากผลของ มาตรา ๗ ทวิ ที่ถูกส่งกลับโดย มาตรา ๑๑ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ไปมีผลดีหรือร้ายต่อบุคคลธรรมดาที่เกิดในประเทศไทยในอดีต
ข้อสังเกตที่สอง ผู้เขียนใคร่ที่จะชี้ประเด็นว่า คนที่โดยผลกระทบของ มาตรา ๗ ทวิ โดยผลย้อนหลังที่สร้างโดย มาตรา ๑๑ นี้ จึงเป็นเหยื่อในอดีตของ มาตรา๗ ทวิ โดยทั่วไป พวกเขาควรจะมีสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติเป็นคนสัญชาติไทยแล้ว แต่ก็มีสถานการณ์ที่เราพบในวันนี้ว่า มีคนที่ยังใช้สิทธิใน มาตรา ๒๓ ไม่ได้ เพราะเขาตกเป็นเหยื่อของความไม่มีประสิทธิภาพทางกฎหมายที่จะขจัดปัญหาที่สร้างโดย มาตรา ๗ ทวิ นั่นเอง ซึ่งการจัดการปัญหานี้ย่อมได้แก่ การใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อบังคับใช้มาตรา ๒๓ ให้มีประสิทธิภาพเพื่อลบล้างผลร้ายที่เกิดขึ้นโดยผลของ ปว.๓๓๗ และมาตรา ๗ ทวิ เก่า ตัวอย่างของคนกลุ่มนี้ ก็คือ นางสาวเดือนและนางสาวดาว ยอดขาว แห่งอำเภอเวียงแหง นั่นเอง

การเกิด ..... เป็นทุก ทั้งทางโลก และ ทางธรรม ยังไม่นับ .... การแก่ ....การเจ็บ..... การตาย ....นะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
พมเข้ามาเมื่อปี 2527 บ้านเลขที่ 2/ช หมู่3 ต กึ้ดช้าง อ แม่แตง จ เชียงใหม่ ผมมีโอกาศได้สัญชัติไทยไมครับ มิบุดร 3 คนเกิดในไทยครับ อย่ากขอความช่วยเลือจากอาจารครับ
สำหรับคนที่เกิดนอกประเทศไทย ความเป็นไปได้ที่จะได้สัญชาติไทยมาจาก "การแปลงสัญชาติเป็นไทย"
แต่สำหรับคนที่เกิดในประเทศไทย ก็ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งความเป็นไปได้มี ๒ ประการ กล่าวคือ (๑) ถ้าเกิดก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ ก็ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ในขณะที่ (๒) ถ้าเกิดตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นต้นมา ก็ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยคำสั่งของ มท.๑ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขล่าสุด ๒๕๕๑