แม้ว่ารูปศัพท์และความเป็นมาของทั้งสองศัพท์นี้ไม่ใช่ภาษาไทยเดิมแท้ ๆ แต่คนไทยก็คุ้นเคยกับศัพท์ทั้งคู่นี้อย่างแนบแน่นสนิทมาเป็นเวลานาน ในความหมายที่ถูกต้องตามพจนานุกรม “อุปสรรค หมายถึง เครื่องกีดขวาง เครื่องขัดข้อง ความลำบาก หรือ แม้แต่คำว่า อันตราย ก็นับเนื่องเป็นความหมายของอุปสรรคเช่นเดียวกัน” ส่วน อุปกรณ์ หมายถึง ความเกื้อหนุน เครื่องมือ การช่วยเหลือ การส่งเสริม และ หนทางเลี้ยงชีวิต
ในหลาย ๆ สถานการณ์เรานำคำศัพท์ทั้งสองมากล่าวเป็นเชิงปรัชญาเพื่อให้สติ ให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติการอยู่ในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ทำนองว่า “จงเอาอุปสรรคมาเป็นอุปกรณ์” แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังพบว่าอุปสรรคก็ยังเป็นอุปสรรคอยู่วันยังค่ำ นี่มันเนื่องเพราะเหตุใด
ด้วยเพราะเหตุว่า ความสำเร็จทุกประเภทไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกความสำเร็จเกิดจากสาเหตุหลาย ๆ ประการและบางองค์ประกอบร่วมก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในความสำเร็จก่อนหน้านั้น การสำเร็จเป็นพระอรหันต์ของพุทธสาวกมีภาวะเดียวกัน คือ หมดสิ้นกิเลสทั้งปวง แต่รูปแบบแห่งการสำเร็จพระอรหันต์หลากหลายมาก บางรูปสำเร็จต่อหน้าพระพักตร์ คือพระพุทธองค์เทศน์ให้พระรูปนั้นฟังเป็นการเฉพาะ บางรูปพระพุทธองค์ไม่ได้เทศน์ให้โดยตรง แต่บังเอิญแอบได้ยินแบบผลพลอยได้ เช่น กรณีของพระสารีบุตรที่นั่งถวายพัดให้พระพุทธเจ้าในขณะที่พระองค์แสดงธรรมให้พระรูปอื่นฟังอยู่ หรือบางรูปน่าทึ่งกว่านั้น คือ สำเร็จพระอรหันต์ด้วยเสียงเพลง
นี่จะเห็นว่า สูตรแห่งความสำเร็จไม่แน่นอนตายตัว ทุกองค์ประกอบล้วนเป็นพลวัตต์ทั้งสิ้น คือมีตัวแปรอิสระแทรกซ้อนมากมาย หลักในทางพระพุทธศาสนาจึงได้วางไว้ให้พุทธศาสนิกได้ตระหนักในความจำเป็นที่ต้องยึดหลัก “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” คือ ไม่หวังสูตรสำเร็จรูป แต่เป็นสูตรประมาณว่า ช่วยคาถา คือสิ่งที่เราได้รับมาในเชิงทฤษฎีหรือทางปฏิบัตินั้นเราก็ต้องช่วยทฤษฎีในทุกขั้นตอนของกระบวนการ
ดังบทกวีเก่าแก่ที่ว่า
“ยามเข้าป่า เสกคาถา กันช้างไล่
ขึ้นต้นไม้ อีกด้วย ช่วยคาถา
ยามน้ำแกง จวนหมด รสโอชา
เติมน้ำปลา อีกด้วย ช่วยน้ำแกง”
จากกวีบทนี้ทำให้เรามองเห็นภาพชัดว่า ท่านจะหวังความสำเร็จหรือภาวะปลอดภัยจากแค่คาถาเท่านั้นไม่เพียงพอ แต่ตัวท่านเองต้องปฏิบัติการตามหลักทฤษฎีในขั้นตอนของการปฏิบัติด้วย ในกรณีนี้ ถ้าช้างไล่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต้องขึ้นต้นไม้ด้วยเพื่อประกันความปลอดภัย
การถอดรหัสระดับนี้ ก็หมายความว่า ไม่มีความสำเร็จใดที่ไม่มีอุปสรรคและไม่ต้องใช้อุปกรณ์ และยิ่งกว่านั้นขนาดมีอุปกรณ์แล้ว มันก็ยังมีอุปสรรคอยู่ดี ตรงนี้แหล่ะที่เราต้องเพิ่มมุมมองแบบองศาที่กว้างมากขึ้น เพื่อให้เห็นทุกมุมด้านของภารกิจที่เราปฏิบัติการ การมองเห็นทุกภาคส่วนของภารกิจจะทำให้เรามองเห็นและกำหนดการมีอยู่และเกิดขึ้นหรือแม้กระทั่งตัวที่หายไปขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ
หากเราจะนำหลักพุทธธรรมมาเป็นตัวตั้ง แล้วพิเคราะห์ดูว่า เพราะอะไรเราจึงไม่ประสบความสำเร็จตามที่เรามุ่งหวัง หลักที่ว่านั้นก็คือ อิทธิบาท ๔ ซึ่งแปลว่า แนววิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ลองพิจารณาดูว่า เรารักและชื่นชอบหรือเห็นความสำคัญจำเป็นของภารกิจนั้น ๆ หรือไม่ ความเอาจริงเอาจังต่อเนื่อง อดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุดในกระบวนการของการทำงานหรือไม่ หรือจิตเรานิ่งพอไหมเมื่อเราต้องเผชิญกับสถานการณ์บางอย่างที่เราไม่คาดฝัน คุณธรรมจริยธรรมคือพื้นฐานจิตของเรามีหรือไม่ และสุดท้าย เวลาเกิดอุปสรรคมันคือปรากฏการณ์ที่ท้าทายหรือจะพิสูจน์ความมีศักยภาพด้านการใช้ปัญญาว่ามีมากน้อยเพียงใด
พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทุกข้อมีความสำคัญจำเป็นพอ ๆ กันที่จะเป็นองค์ประกอบที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จ แต่ถ้าจะให้เน้นก็ต้องข้อสุดท้าย คือ การใช้ปัญญาในการปรับเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นอุปกรณ์ พุทธพจน์ก็ปรากฏชัดว่า “ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก” ยามใดที่เราท้อแท้โลกส่วนตัวเรากำลังพร่ามัวและสลัวมืด ยามใดที่เราสิ้นหวังโลกส่วนตัวก็มืดมิด ปัญญาหรือการคิดได้นี่แหล่ะคือการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส
ยิ่งหากมองดูสถานการณ์ปัจจุบันก็จะพบว่า หลายเหตุการณ์ไม่เคยเกิดก็เกิด ท้าทายยิ่งนักต่อการขยับเพิ่มดีกรีธรรมะให้สูงขึ้น เพื่อการก้าวพ้นจากอุปสรรคโดยมีพุทธธรรมเป็นอุปกรณ์
“ยามเข้าป่า เสกคาถา กันช้างไล่
ขึ้นต้นไม้ อีกด้วย ช่วยคาถา
ยามน้ำแกง จวนหมด รสโอชา
เติมน้ำปลา อีกด้วย ช่วยน้ำแกง”
ขอบคุณอาจารย์ขจิตที่แวะมาทักทาย