5 โรคที่น่าห้ามขับรถ


.
การศึกษาใหม่จากแคนาดา (ตีพิมพ์ใน NEJM) ทำการศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 100,075 ราย และสถิติอุบัติเหตุภายในเขตโทรอนโต แคนาดา ติดตามไป 3 ปี
.
อ.ดร.โดนัลด์ เรเดลไมเออร์ และคณะ จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ซันนีบรูค พบว่า คนที่เป็นโรคเรื้อรังหลายโรคจะลดเสี่ยงอุบัติเหตุรถชนได้ 45% ถ้าไม่ขับรถ (ให้คนอื่นขับ หรือใช้บริการขนส่งมวลชนแทน) ได้แก่
.
(1). พิษสุราเรื้อรัง (alcoholism - ติดเหล้า)
.
(2). ลมชัก (epilepsy)
.
(3). ความดันเลือดสูงที่ควบคุมไม่ได้ (uncontrolled high blood pressure)
.
(4). เบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ (uncontrolled diabetes)
.
(5). สโตรค (stroke = กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต)
ตั้งแต่ปี 2006/2549 มีการให้ "สินน้ำใจ" หรือค่าตอบแทนหมอแคนาดาที่รายงานว่า ใครมีโรค 3 อย่างข้างต้นให้รัฐบาล .25 = 1,123.17 บาท/ราย หลังจากนั้นรัฐบาลจะออกจดหมายเตือนไปที่คนไข้
.
คนไข้ 10-30% ถูกระงับใช้ใบขับขี่
.
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มคนไข้มีอุบัติเหตุรถชน 1/210 = 210 คนจะขับรถชน 1 คน = 2 เท่าของประชากรทั่วไป
.
.
หลังมีใบเตือนจากรัฐบาลพบว่า กลุ่มคนไข้มีอุบัติเหตุรถชน 1/367 = 367 คนจะขับรถชน 1 คน = อุบัติเหตุลดลง 45%
.
ดร.เรเดนไมเออร์กล่าวว่า เวลาหมอแนะนำให้เลิกบุหรี่ ลดน้ำหนัก หรือออกกำลังเป็นประจำ.. คนไข้ไม่ค่อยจะทำตามเท่าไร
.
แต่พอรัฐบาลออกใบเตือนกลับได้ผลดี (คนไข้คงจะกลัวถูกจ่ายค่าเสียหายเวลารถชน ค่าปรับ หรือติดคุกมากกว่า)
.
.
รัฐ 8 รัฐในสหรัฐอเมริกามีกฏหมายบังคับให้หมอรายงานโรคที่ทำให้การขับขี่บกพร่อง หรือเสี่ยงอุบัติเหตุมากขึ้น เพื่อรัฐบาลจะได้ออกใบเตือน
.
ผลปรากฏว่า อุบัติเหตุในสหรัฐฯ ไม่ลดลง ทว่า... คนไข้มีอาการโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจาก 1/52 (52 รายเป็นโรค 1 ราย) เพิ่มเป็น 1/42 (42 รายเป็นโรค 1 ราย)
.
แถมคนไข้อเมริกันยังไม่ค่อยพอใจหมอที่รายงานโรคให้รัฐบาลทราบ เลิกรักษากับหมอเดิม เปลี่ยนหมอไปหลายราย เพื่อเปลี่ยนประวัติการรักษาโรค
.
.
กลไกที่อาจเป็นไปได้ คือ แคนาดาใช้อินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงข้อมูลคนไข้ทั่วประเทศ... ไม่ว่าจะย้ายไปที่ไหน ประวัติโรคเดิมก็จะติดตามตัวไปด้วยเสมอ
.
สหรัฐฯ ไม่มีระบบแบบนี้ ทำให้คนไข้ช็อปปิ้งหมอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้หมอที่ไม่รายงานโรค "ไม่น่าขับรถ"
.
อาจารย์หมอท่านหนึ่งแนะนำไว้ดี คือ ควรบังคับตรวจแอลกอฮอล์คนไข้อุบัติเหตุที่ไปโรงพยาบาลทุกราย เพราะคน "เมาแล้วขับ" ไม่ได้ทำร้ายเฉพาะตัวเอง ทว่า... ทำร้ายคนอื่น เช่น ขับชนรถคันอื่น ขับชนคนเดินถนน ก่อการทะเลาะวิวาท ฯลฯ
.
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.

> [ Twitter ]

  • Thank Reuters > SOURCE:bit.ly/QETDM4The New England Journal of Medicine, online September 26, 2012.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 27 กันยายน 55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา(ลิ้งค์มาที่บล็อก) และไม่จำเป็นต้องขออนุญาต... ขอบคุณครับ > CC: BY-NC-ND.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง จำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
หมายเลขบันทึก: 503692เขียนเมื่อ 27 กันยายน 2012 11:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 กันยายน 2012 11:56 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี