มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) ว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

 

รู้จักมิตต์ รอมนีย์ วิลลาร์ด

 

มิตต์ รอมนีย์ (Willard Mitt Romney) เกิดวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2490 เกิดในครอบครัวนักธุรกิจ-นักการเมือง จากรัฐมิชิแกน

 

โดยพ่อของเขา จอร์จ ดับเบิลยู รอมนีย์ (George W. Romney) สร้างตัวขึ้นมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ จนกระทั่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะซีอีโอของบริษัทรถยนต์ American Motors Corporation (ผู้ผลิตรถยนต์ Jeep ปัจจุบันกิจการถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ Chrysler ไปแล้ว)

 

มิตต์ รอมนีย์ เป็นลูกคนสุดท้องของจอร์จและเลนอร์ รอมนีย์ (เขาเกิดปี 1947 ปัจจุบันอายุ 64 ปี) เขาเติบโตขึ้นมาในฐานะลูกชายของซีอีโอและผู้ว่าการรัฐ แต่ก็ติดดินพอสมควร โดยทำงานนอกเวลาระหว่างปิดเทอมเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้โรงงานรถยนต์

 

และเป็นผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์คนที่ 70 ระหว่างปี 2546-2550 มิตต์ รอมนีย์เป็น ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในนามพรรคริพับลิกัน เมื่อคราวเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2008

 

ผลงานในส่วนของนักธุรกิจนั้น มิตต์ รอมนีย์เป็นอดีตซีอีโอของบริษัท เบนแอนด์คอมพานี (Bain & Company) และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเบนแคปิตอล (Bain Capital)

 

ในด้านการศึกษา

 

มิตต์ รอมนีย์ ภายหลังจากจบการศึกษาที่โรงเรียนแครนบรูกที่เมืองบลูมฟีลด์ฮิลลส์ในรัฐมิชิแกน เขาได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ในขณะที่ยังไม่จบการศึกษาเขาได้ลาออกมา หยุดพักการเรียน เพื่อมาเป็นมิชชันนารีเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอนในฝรั่งเศสเป็นเวลา 30เดือน (ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัว)

 

หลังจากกลับอเมริกาแล้ว เขาได้กลับไปศึกษาจนสำเร็จปริญญาตรีศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย บริงแฮมยัง และได้ศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดภาควิชาบริหารธุรกิจ ควบคู่ไปกับ การได้ปริญญาบัตรทางนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดเช่นเดียวกัน

 

มิตต์ รอมนีย์ ถือเป็นผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวโดดเด่นมากคนหนึ่งในโลกการเมืองสหรัฐ เขาเกิดในตระกูลนักธุรกิจและนักการเมือง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง และมีประสบการณ์บริหารโครงการใหญ่ๆ อย่างโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2002 ปิดท้ายด้วยการเข้าสู่โลกการเมืองกับตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ เรียกง่ายๆ ว่ามีความเพียบพร้อมทั้งชาติตระกูล การศึกษา การทำงานทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ โครงการระดับชาติ และมีประสบการณ์ด้านการเมือง

 

ในแง่มุมส่วนตัว เขายังถือว่าเป็นผู้สมัครที่มีหน้าตาค่อนข้างหล่อเหลา (ระดับที่นิตยสาร People เลือกเขาเป็นหนึ่งใน 50 บุคคลหน้าตาดีประจำปี 2002) มีครอบครัวที่อบอุ่น และมีฐานะการเงินระดับมหาเศรษฐี

 

เข้าสู่โลกการเมือง

 

หลังจากอิ่มตัวกับโลกธุรกิจ เขาพยายามเข้าสู่โลกการเมืองครั้งหนึ่ง โดยลงสมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกรัฐแมสซาชูเซตส์ในปี 1994 แต่พ่ายแพ้ให้กับ เท็ด เคเนดี้ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตที่ครองเก้าอี้มาอย่างยาวนาน จนรอมนีย์ต้องถอยจากโลกการเมืองไปชั่วระยะหนึ่ง

 

แต่เมื่อเขาประสบความสำเร็จกับการจัดการแข่งขันโอลิมปิก มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ การทำงานกับคนหมู่มาก และประสานงานกับพนักงานของรัฐมากขึ้น เขาจึงเข้าสู่โลกของการเมืองอีกครั้ง โดยลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ในปี 2002 และเอาชนะคู่แข่งไปได้ด้วยคะแนน 50%:45% รอมนีย์ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐระหว่างปี 2003-2007

 

ผลงานสำคัญของเขาคือการปฏิรูประบบประกันสุขภาพให้กับรัฐแมสซาชูเซตส์ และปรับปรุงงบประมาณของรัฐให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง เขาดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว ก่อนจะก้าวไปสู่การเมืองระดับชาติ ในปี 2007 มิตต์ เดินหน้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีทันที

 

อย่างไรก็ตาม เขาพ่ายแพ้ให้กับวุฒิสมาชิก จอห์น แมคเคน ในการเลือกตัวแทนพรรครีพับลิกัน หลังความพ่ายแพ้ มิตต์ ยังเป็นตัวเต็งที่จะได้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับแมคเคน แต่สุดท้ายแล้ว แมคเคนที่มีคะแนนตามหลังบารัค โอบามาอยู่มาก ก็ตัดสินใจเลือกซาราห์ เพ-ลิน ผู้ว่าการรัฐอลาสก้าแทนเพื่อหวังให้คะแนนตีตื้นมากขึ้น 4 ปีผ่านไป

 

มิตต์ ยังไม่เลิกล้มความพยายามกับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เขาเริ่มต้นชิงชัยตำแหน่งตัวแทนพรรคอีกครั้งในปี 2011 ที่ผ่านมา และกำลังมีคะแนนนำอยู่ในขณะนี้ วิหารของนิกายมอร์มอนที่เมืองซอลต์เลคซิตี้ รัฐยูทาห์

 

“ศาสนา” จุดอ่อนของรอมนีย์

 

ประเด็นเรื่อง “ศาสนา” ของรอมนีย์ถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อน ถึงแม้เขาจะนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นศาสนาหลักของชาวอเมริกัน แต่ก็เป็นนิกายมอร์มอนที่ไม่ถูกยอมรับในวงกว้าง และมีความขัดแย้งในตัวสูง ศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน หรือชื่ออย่างเป็นทางการ The Church of Jesus Christ of Latter-day Saints (ชื่อย่อ LDS Church) เป็นนิกายของศาสนาคริสต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา 

 

นิกายมอร์มอนถูกก่อตั้งโดย โจเซฟ สมิธ จูเนียร์ (Joseph Smith, Jr.) ผู้นำศาสนาชาวนิวยอร์กในยุค 1800s เขาอ้างว่าพบกับเทวฑูตชื่อ Moroni ในปี 1823 และเริ่มเผยแผ่ศาสนาโดยเขียนคัมภีร์มอร์มอน (Book of Mormon) ในปี 1827 และมีผู้เข้าร่วมศรัทธาอย่างรวดเร็ว

 

แนวทางของนิกายมอร์มอนเน้นการตีความศาสนาคริสต์ใหม่ โดยอิงไปที่จุดเริ่มต้นในสมัยของพระเยซูคริสต์ วิถีปฏิบัติของนิกายมอร์มอนค่อนข้างเคร่ง ห้ามดื่มสุรา ยาสูบ กาแฟ ชา และสารเสพติดอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นปัญหาของนิกายมอร์มอนคือการแต่งงานแบบหลายผัวเมีย (ตัวโจเซฟ สมิธ มีภรรยาเกือบ 30 คน หลายคนเป็นแค่การแต่งในนาม) ซึ่งในภายหลังธรรมเนียมปฏิบัตินี้ถูกยกเลิกไป แต่มอร์มอนยังเน้นการเผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจังในหลายประเทศทั่วโลก

 

ผู้นับถือคริสต์นิกายมอร์มอนมีปัญหากระทบกระทั่งกับคนในท้องถิ่นและรัฐบาลกลางสหรัฐอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายต้องอพยพไปสร้างเมืองบริเวณเทือกเขาร็อกกี้ที่ยังรกร้างว่างเปล่าอยู่ในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันคือรัฐยูทาห์นั่นเอง (58% ของประชากรในรัฐยูทาห์ นับถือนิกายมอร์มอน)

 

มิตต์ รอมนีย์ เป็นผู้นับถือนิกายมอร์มอนที่เคร่งมากคนหนึ่ง เขามีกิจกรรมกับโบสถ์อย่างต่อเนื่อง และบริจาคเงินให้นิกายเป็นจำนวนมาก แต่การที่นิกายมอร์มอนไม่ได้รับการยอมรับมากนักในสหรัฐอเมริกา (และคนจำนวนไม่น้อยไม่ชอบนิกายมอร์มอนอย่างชัดเจนด้วย) จึงเป็นความท้าทายว่า รอมนีย์จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปได้อย่างไร

 

สถานการณ์ของรอมนีย์จะคล้ายๆ กับอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค ที่ไม่ได้เป็นนิกายหลักในสหรัฐอเมริกา เพียงแต่กรณีของรอมนีย์จะยากกว่าเคเนดี้มาก เพราะอย่างน้อยนิกายโรมันคาธอลิกก็มีประวัติความเป็นมายาวนาน และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ต่างจากนิกายมอร์มอนที่มีผู้นับถือในวงแคบกว่ามาก

 

รอมนีย์เองก็ทราบปัญหานี้ และในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2008 เขาก็เคยกล่าวสุนทรพจน์ชื่อ Faith in America มีใจความว่า การนับถือศาสนาของเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ซึ่งก็สะท้อนคำพูดของอดีตประธานาธิบดีเคเนดี้ ที่เคยประสบปัญหาเรื่องศาสนามาก่อนแล้วเช่นกัน

 

นโยบายของรอมนีย์ ในการหาเสียงของมิตต์ รอมนีย์ เขาชูนโยบายเศรษฐกิจเป็นจุดเด่น โดยโจมตีประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการจ้างงานได้ และเขาพยายามใช้ประสบการณ์ของตัวเองในโลกธุรกิจมาสร้างความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถทำงานนี้ได้ดีกว่าโอบามา

 

ในข้อเสนอเชิงนโยบายของรอมนีย์ เขาบอกว่าถ้าได้เป็นประธานาธิบดี วันแรกในการทำงานจะเสนอกฎหมาย 5 ฉบับทันที ได้แก่

 

• กฎหมายลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 25%

 

• กฎหมายเขตการค้าเสรี (FTA) กับโคลอมเบีย ปานามา เกาหลีใต้

 

• กฎหมายสำรวจพลังงานสำรองภายในประเทศ เพื่อเตรียมขุดพลังงานมาใช้งาน

 

• กฎหมายฝึกอบรมพนักงานของรัฐบาล

 

• กฎหมายลดงบประมาณรัฐบาล (ไม่นับงบด้านความมั่นคง) ลง 5% หรือ 20,000 ล้านดอลลาร์

 

นอกจากนี้ รอมนีย์ยังบอกว่าจะเลิกระบบประกันสุขภาพของบารัค โอบามา (Obamacare) ที่สร้างความขัดแย้งสูง (รอมนีย์ก็เชี่ยวชาญด้านระบบประกันสุขภาพในช่วงที่เป็นผู้ว่าการรัฐ ซึ่งนักวิจารณ์การเมืองหลายคนบอกว่านโยบายด้านนี้ของรอมนีย์นั้นออกจะคล้ายกับโอบามาด้วยซ้ำ), ยกเลิกนโยบายด้านเศรษฐกิจของโอบามา, เริ่มนโยบายกีดกันการค้าต่อประเทศจีนด้วยเหตุผลด้านการค้าที่ไม่เป็นธรม และส่งเสริมสหภาพแรงงาน-ธุรกิจของชาวอเมริกัน

 

นโยบายของรอมนีย์มีส่วนที่เป็นแนวทางอนุรักษ์นิยมของพรรครีพับลิกัน ที่มองว่านโยบายผ่อนคลายของรัฐบาลโอบามานั้นทำลาย “ความเข้มแข็ง” ของสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจของโลก และต้องการฟื้นฟูสถานะที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกากลับคืนมา อย่างไรก็ตาม นโยบายของรอมนีย์ถูกมองว่าเป็นสายเสรีนิยมในพรรครีพับลิกัน ซึ่งทำให้เขาอาจเสียคะแนนเสียงจากทั้งฝ่ายเดโมแครต (ที่ไม่ชอบนโยบายอนุรักษ์นิยม) และฝ่ายรีพับลิกันปีกขวา (ที่มองว่านโยบายของรอมนีย์เป็นเสรีนิยมมากเกินไป)

 

จุดอ่อนและจุดแข็งของรอมนีย์

 

จุดอ่อน 

1.การที่เขานับถือศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน (หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ The Church of Jesus Christ of Latter-day Saints) ซึ่งถือว่าเป็นคริสต์ศาสนาที่เคร่งมากและนิกายนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากนัก

 

2.บริษัทของเขาปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไร้มนุษยธรรม โดยเฉพาะการปลดพนักงานจำนวนมากเพื่อทำกำไรให้กับผู้บริหารเพียงไม่กี่คน รวมถึงการหลบเลี่ยงภาษี และการเน้นนโยบายเพื่อเอาใจเฉพาะคนรวย โดยไม่สนใจชนชั้นกลางชาวอเมริกัน

 

3.และสไตล์การทำงานแบบซีอีโอจากภาคธุรกิจของเขา อาจขาดความโดดเด่นในด้านความเป็นผู้นำไปบ้าง

 

จุดแข็ง

 

1.ประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจ รอมนีย์ ถือเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จจากการพลิกฟื้นบริษัท เบน แอนด์ คัมพานี ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการจากนครบอสตัน ซึ่งเคยประสบปัญหาทางธุรกิจให้กลายมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลกในปัจจุบัน 

 

2.นายพอล ไรอัน สมาชิกสภาล่างวัย 42 ปี จากมลรัฐวิสคอนซิน ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นนักการเมืองที่มีภาพลักษณ์อนุรักษ์นิยมที่ชัดเจน เป็นคู่หูในการลงชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯร่วมกับเขา 

 

ถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้วเราคงจะได้รู้คำตอบแล้วว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา จะเป็นนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐ หรือ นักธุรกิจวัย 65 ปี อย่างมิตต์ รอมนีย์ เป็นช่วงหาเสียงที่ดุเด็ดเผ็ดมันขึ้นทุกขณะ เพราะผู้สมัครจะยิงกลยุทธ์ของแต่ละฝ่ายเพื่อจะถล่มคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด อีกไม่นานโลกจะได้ยลโฉมประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาว่าจะเป็นคนที่พยายามจะพังทลายสงคราม หรือ คนที่พยายามประทุสงคราม

ประชาชนสหรัฐจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

 

กลุ่มร่วมค้นหาและวิเคราะห์โดย

 

1.นนลณีย์ เชิญวิริยะกุล

 

2.กนกรส สุดประไพ

 

3.โสภณ ไชยวงษ์